สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

ยกเครื่อง..มันสำปะหลังโคราช ใช้นวัตกรรมจัดการดิน -น้ำ -ปุ๋ย – คุมโรค ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รายได้เพิ่ม 72% 

มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอันดับต้นของประเทศไทย โดยจังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด ในปี 2567/2568 มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 923,964 ไร่ แต่ทุกวันนี้ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังลดลงคิดเป็นร้อยละ 4.27 (ข้อมูลจากระบบทะเบียนเกษตรกร) จากการระบาดรุนแรงของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในปี2567/2568 มีพื้นที่ระบาดจำนวน 437,906.93 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 47.39 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด  ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกร


ปัญหาอุปสรรค

สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้สำรวจ Pain Point ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่อำเภอโนนแดง พบว่ามีต้นทุนการผลิตสูงถึง 8,000 – 12,000 บาทต่อไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ค่าท่อนพันธุ์ และการเตรียมดิน ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและปัญหาที่ท้าทายต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้แก่ ปัญหาดินที่เสื่อมโทรม การแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

ยกระดับประสิทธิภาพการจัดการแปลง

เพื่อให้เกิดความมั่นคงในห่วงโซ่การผลิตมันสำปะหลัง สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลโนนตาเถร  อำเภอโนนแดง จัดสร้างแปลงเรียนรู้และต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างเหมาะสม โดยจัดแปลงทดสอบ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งานเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตมันสำปะหลัง : น้ำหนักและจำนวนหัวต่อต้น

การเก็บเกี่ยวจากแปลงทดลอง โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยน้ำหนักหัวสด (กิโลกรัมต่อต้น) และจำนวนหัวต่อต้น เพื่อดูประสิทธิภาพของปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตมันสำปะหลัง  พบว่า 

1.สายพันธุ์   :  สายพันธุ์อิทธิ 2 ให้ผลผลิต น้ำหนักหัวสด สูงกว่า เกษตรศาสตร์ 50 โดยสายพันธุ์อิทธิ 2 มีน้ำหนักหัวสดเฉลี่ยโดดเด่นกว่า ในขณะที่จำนวนหัวต่อต้นมีค่าใกล้เคียงกัน  ดังนั้น สายพันธุ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเพิ่มผลผลิต ซึ่งพันธุ์อิทธิ 2 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่สูงมาก แต่ต้องการการจัดการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อดึงศักยภาพนี้ออกมาออกมา

2.ระบบน้ำ   :  ระบบน้ำช่วยเพิ่มทั้งน้ำหนักและปริมาณหัว  การใช้ระบบน้ำหยดให้ผลผลิตน้ำหนักหัวสดเฉลี่ยสูงกว่า การปลูกโดยอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น น้ำ คือตัวแปรที่ช่วยรักษาระดับผลผลิตขั้นต่ำ การจัดการน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากการชะงักการเจริญเติบโตในช่วงฝนทิ้งช่วง และช่วยให้เปอร์เซนต์การรอดตายเพิ่มสูงขึ้น

3.ปุ๋ย          :  การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้ผลลัพท์ดีกว่าวิธีการให้ปุ๋ยของเกษตรกรอย่างชัดเจน  การใส่ปุ๋ยที่แม่นยำส่งผลให้ทั้งน้ำหนักและจำนวนหัวมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว  หากเกษตรกรใส่ปุ๋ยโดยไม่รู้ค่าดิน (ความเป็นกรด-ด่าง, ปริมาณธาตุอาหาร) ไม่ใช่แค่การสิ้นเปลืองตันทุน แต่เป็นการตัดโอกาสการสร้างห้วของมันสำปะหลัง

4.การเตรียมดิน:   การระเบิดดินดานช่วยเพิ่มจำนวนหัวต่อต้น  แม้น้ำหนักเฉลี่ยจะใกล้เคียงกันแต่การระเบิดดินดานส่งผลดีต่อจำนวนหัวที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงสร้างดิน สำคัญเช่นเดียวกับธาตุอาหาร การเตรียมดินที่ดีคือ การทำให้โครงสร้างทางกายภาพของดินมีความโปร่ง ร่วนซุย เหมาะต่อการเติบโตของผลผลิต

ดังนั้น การปรับปรุงกระบวนการผลิต 1 ปัจจัย สามารถให้ผลลัพธ์เชิงบวกได้ ดังนั้น หากมีการผสมสานการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดแจนในการเพิ่มศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดโครงการส่งเสริมและกระจายพันธุ์มันสำปะหลัง “  ธนาคารท่อนพันธุ์สะอาด ” และ  โครงการลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง “ ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” อีกด้วย

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว จะส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการตัดสินใจ ทั้งยกระดับการจัดการดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการท่อนพันธุ์ที่ปลอดภัยจากโรคใบด่าง  มีการไถระเบิดดินดานเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน  ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้น  รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรตามแนวทาง BCG Model 

“ จีระศักดิ์ ประทุมศรี ”เกษตรกรต้นแบบ

ปลูกมันสำปะหลัง สู้ภาวะโลกรวน  

คุณจีระศักดิ์ ประทุมศรี วัย 58 ปี ประธานแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเป็นเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร บ้านดอนวัว ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถือเป็นเกษตรกรต้นแบบด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิตมันสำปะหลังภายใต้สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง   

คุณจีระศักดิ์ มีประสบการณ์ในการปลูกมันสำปะหลังมานาบกว่า30 ปี บนพื้นที่กว่า 160 ไร่ เดิมทีปลูกมันสำปะหลังโดยอาศัยน้ำฝน แต่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก หลังจากได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการใช้ระบบน้ำหยดในการผลิตมันสำปะหลังที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา จึงนำองค์ความรู้มาปรับใช้ในแปลงของตนเอง ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้    4 ตัน/ไร่ เพิ่มเป็น 7-8 ตัน/ไร่     

SIKHIO MODLE  จากแปลงต้นแบบมูลค่าสูง สู่เครือข่ายมันสำปะหลัง

ปัจจุบันแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลลาดบัวขาว ภายใต้การนำของ คุณจีระศักดิ์ ถือเป็นแปลงต้นแบบมูลค่าสูง  (SIKHIO MODLE  ) โดยใช้  4 เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้แก่

1.การไถระเบิดดินดาน  เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดความอัดแน่นใต้ดิน ทำให้รากมันสำปะหลังชอนไชได้ลึกและแผ่ขยายได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมน้ำ ธาตุอาหารและช่วยกักเก็บความชื้นในดินได้นานยิ่งขึ้น

2.การเลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่เหมาะสม   ใช้พันธุ์ กวก ระยอง 72  และพันธุ์อิทธิ 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ทนทานและลดความเสี่ยงจากโรคใบด่างมันสำปะหลัง

3.การปรับระยะปลูกเป็น 1.20 x0.80 เมตร  จัดระยะห่างระหว่างต้นและแถวให้เหมาะสมกับทรงพุ่ม  เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรเข้าไปจัดการแปลง

4.การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน  ส่งเสริมให้เกษตรกรตรวจวิเคราะห์ดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสำนักงานเกษตรจังหวัดได้ขยายผลองค์ความรู้ไปยังเครือข่ายแปลงใหญ่มันสำปะหลัง 4 แปลงในพื้นที่ ตำบลหนองบัวน้อย  ตำบลบ้านหัน ตำบลกฤษณาและตำบลมิตรภาพ พื้นที่รวม 1,845 ไร่  เกษตรกร 125 ราย ในปี 2568 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3.3 ตัน/ไร่  ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 60 % หรือ 5 .3  ตัน/ไร่  ต้นทุนการผลิตจากเดิม 5,000 บาท/ไร่ เหลือแค่ 4,800 บาท/ไร่ ต้นทุนลดลง 4%   และมีรายได้เพิ่มขึ้น 72%จากเดิม 115,500 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 199,088 บาท

หากใครสนใจศึกษาดูงานแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ติดต่อคุณจีระศักดิ์ ประทุมศรี ได้ที่บ้านเลขที่ 22/3 บ้านหนองบัว หมู่ที่ 1 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา  เบอร์โทร 089-845-4077

Related Posts