Featured สูตรลับจากฟาร์ม

“คูโบต้าฟาร์ม” แนะวิธีเปลี่ยนเศษอาหารมาทำปุ๋ย เติมแร่ธาตุให้พืช ประหยัดค่าปุ๋ยได้หลายหมื่นบาทต่อปี 

ทุกวันนี้ คนไทยสร้างขยะอาหารมากกว่า 9.7 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 146 กิโลกรัม ที่ส่วนใหญ่มาจากห่วงโซ่อุปทานอาหารและรูปแบบการบริโภค ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะปัญหาขยะอาหารล้นเมือง ส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำเกษตรของประเทศไทย

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเกษตรที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรและสังคมไทยกว่า 48 ปี คำนึงถึงการมีส่วนร่วมผลักดันการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1,300 กิโลกรัมคาร์บอน มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2573 และสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Emission ปี 2593

ที่ผ่านมา สยามคูโบต้าเดินหน้าสานต่อภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ต้นทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” และร่วมกับ สสส. จัดโครงการลดขยะและแปรรูปเศษอาหาร ผ่านแคมเปญ “มื้อนี้หมดจาน” เพื่อลดปัญหา Food Waste โดยนำเศษอาหารไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือพลังงานชีวภาพ ฯลฯ

เปลี่ยนเศษอาหารเป็นแหล่งอาหารพืช


ที่คูโบต้าฟาร์ม อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี สยามคูโบต้าจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่ง สร้างอาคารการจัดการเศษอาหาร เพื่อนำเสนอแนวคิดการลดของเสียให้กลายเป็นแหล่งอาหารพืชโดยเฉพาะ เนื่องจาก “เศษอาหาร” เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด เพิ่มโอกาสการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8-10% หรือ 3.3 พันล้านบาทต่อปี คิดเป็น 30% ของอุตสาหกรรมผลิตอาหารทั่วโลก หรือ 1.3 พันล้านตันต่อปี กลายเป็นของเสียเหลือทิ้ง

ด้วยเหตุนี้ สยามคูโบต้าจึงเกิดแนวคิดลดของเสีย เพิ่มการหมุนเวียนของขยะและเกิดการใช้ซ้ำ เพื่อลดการสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่ภาวะโลกรวน ที่ผ่านมา มีการทดลองใช้ประโยชน์จากเศษอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ใน 3 แนวทาง คือ น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์จากเครื่องย่อยเศษอาหาร ปุ๋ยหมักและฉี่ไส้เดือน โดยนำปุ๋ยดังกล่าวมาใช้กับแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ไร่ เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า สามารถลดปริมาณเศษอาหารและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้มากถึง 1,337 กิโลกรัม โดยผลิตเป็นปุ๋ยได้ 843 กิโลกรัม และสร้างมูลค่ากว่า 72,000 บาทต่อไร่

น้ำหมักชีวภาพ ทำได้ไม่ยาก

น้ำหมักชีวภาพ คือ สารละลายที่ได้จากกระบวนการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหาร ผักหรือผลไม้โดยอาศัยเชื้อจุลินทรีย์เป็นตัวช่วยเร่งการย่อยสลายอินทรียวัตถุผ่านกระบวนการหมักในสภาพไร้ออกซิเจน ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพใช้ฉีดพ่นบนแปลงเกษตร เพื่อเพิ่มฮอร์โมนพืชและกรดอินทรีย์จำเป็น ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้แข็งแรง ต้านทานแมลงศัตรูพืช ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างในดินและน้ำ ปรับดินให้ร่วนซุย ระบายอากาศได้ดีขึ้น ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช

การทำน้ำหมักชีวภาพ เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ถังพลาสติกขนาด 50 ลิตร เศษอาหาร 40 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 ลิตร น้ำ 10 ลิตร สาร พด.2 (25 กรัม) จำนวน 1 ซอง ขั้นตอนการทำ ให้นำเศษอาหารหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับกากน้ำตาลในถังหมัก 50 ลิตร เติมสาร พด. และน้ำ 10 ลิตร แล้วกวนให้เข้ากันนาน 5 นาที ปิดฝาไม่ต้องสนิท ตั้งไว้ในที่ร่ม

ระหว่างการหมักแนะให้กวน 1-2 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 7 วัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยให้ส่วนผสมคลุกเคล้าได้ดี สังเกตการลดลงของฝ้าขาวบนผิวหน้าของวัสดุหมัก ฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลิ่นแอลกอฮอล์ วัดค่าได้ pH 3-4 ก็พร้อมนำไปใช้งานได้ โดยเจือจางน้ำหมักชีวภาพในน้ำ อัตราส่วน 1:500 จนถึง 1:1,000 ผลลัพท์การผลิตน้ำหมักชีวภาพพบว่า สามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ 48,400 บาทต่อปี  

แปรูปขยะอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้เครื่องย่อยเศษอาหารในอุตสาหกรรม ความจุ 0-25 กิโลกรัมต่อวัน หรือเครื่องย่อยเศษอาหารในครัวเรือน ความจุ 0-5 กิโลกรัมต่อวัน หรือทางเลือกประหยัดต้นทุนในการย่อยเศษอาหารด้วย “ถังหมักรักษ์โลก” ซึ่งข้อดีคือ ดินช่วยดูดซับกลิ่นและป้องกันการเกิดแมลงวัน สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตามธรรมชาติ สามารถอยู่ในถังหมักรักษ์โลกได้อย่างอิสระ ธาตุอาหารที่เป็นของเหลวไหลลงสู่พื้นดินโดยรอบ ทำให้เกิดธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้นและซึมซับน้ำได้ดี กระบวนการย่อยสลายอาศัยการใช้ออกซิเจนและความร้อนจากแสงแดด ลดการเกิดก๊าซมีเทนในระบบ

ประโยชน์ที่ได้รับ ลดปริมาณของเสียจากอาหารสูงขึ้น 90% เพิ่มความสมบูรณ์ของโครงสร้างดิน และสารอาหารในดิน ทั้งกระตุ้นการเติบโตของราก และเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างพืช

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและฉี่ไส้เดือนดิน

สยามคูโบต้า ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทำการศึกษารูปแบบการจัดการเศษอาหารและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยใช้ “ไส้เดือน” เป็นตัวกลางในการย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน และฉี่ไส้เดือนดิน ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อดิน

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ใช้ไส้เดือนดินสายพันธุ์ ขี้ตาแร่ ซึ่งมีลักษณะลำตัวสีแดง เลี้ยงได้ง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมในไทยได้ดี เหมาะกับการใช้กำจัดของเสียหลายชนิด โดยทดลองการเลี้ยงใน 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้

1. เลี้ยงในวงบ่อปูน ข้อดีคือ เหมาะกับพื้นที่จำกัด วงบ่อไม่สะสมความร้อน และแข็งแรงทนทาน แต่ข้อเสียคือ ผลผลิตน้อย บ่อเลี้ยงเต็มไว และเคลื่อนย้ายลำบาก

2. อ่างปูน ข้อดีคือ ให้ผลผลิตปุ๋ยได้มากที่สุด ข้อเสียคือ เสี่ยงโรคระบาด สร้างความเสียหายทั้งบ่อ และราคาวัสดุก่อสร้างค่อนข้างสูง

3. เลี้ยงแนวตั้ง ข้อดีคือ เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด เลี้ยงแยกได้ เคลื่อนย้ายได้ง่าย ควบคุมความชื้นได้ดี ข้อเสียคือ ผลผลิตได้น้อย บ่อเลี้ยงเต็มไว ไส้เดือนอยู่ไม่ได้ หากบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิสูงขึ้น และการซ้อนทับหลายชั้น ทำให้ดูแลยาก

    ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยหมักด้วยไส้เดือนดิน

    1. บรรจุเศษอาหารและปล่อยไส้เดือน ที่ความหนาแน่น 1-2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ลงไปในบ่อเลี้ยง โดยให้ขยะอินทรีย์ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
    2. เพิ่มความชื้นให้ปุ๋ย ด้วยการรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน
    3. หลังจาก 60 วัน ไส้เดือนดินจะขยายพันธุ์และสามารถเก็บผลผลิตปุ๋ยเป็นปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและฉี่ไส้เดือนดิน
    4. การเลี้ยงไส้เดือนดินจะได้ผลผลิตที่ดี เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เอื้อต่อการเลี้ยงไส้เดือนดิน โดยมีค่าความชื้น 70-90% อุณหภูมิ 18-25% ค่า pH 7-8

    สำหรับผลผลิตจากไส้เดือนดิน มีทั้งหมด 2 รูปแบบคือ

    ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ถือเป็นปุ๋ยปลอดสารเคมี 100% ช่วยบำรุงการเจริญเติบโตของต้นพืช ช่วยให้ดินมีความร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี เมื่อต้องการบำรุงแปลงปลูกพืช ใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ส่วนแปลงปลูกไม้ดอก ผัก พืชไร่ ควรใส่ 2 ครั้งต่อฤดูปลูก หรือใส่ก่อนระยะออกดอก 1 ครั้ง

    ฉี่ไส้เดือนดิน ผสมน้ำเปล่า 1:20 เมื่อต้องการบำรุงพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก สนามหญ้า ให้แตกรากใหม่ และช่วยกระตุ้นการออกดอก นอกจากนี้ สามารถใช้บำบัดกลิ่นเหม็น ตามร่องน้ำหรือห้องน้ำ โดยราดฉี่ไส้เดือนดินเข้มข้นในบริเวณที่ต้องการ

    ผลลัพท์การผลิตด้วยไส้เดือนดินในระยะเวลา 1 ปี สามารถลดปริมาณของเสีย ประเภทเศษผักได้ 360 กิโลกรัม ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ 250 กิโลกรัม ลดต้นทุนค่าปุ๋ย 22,700 บาท

    หากใครสนใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากเศษอาหาร สู่อาหารพืช แวะเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ “คูโบต้าฟาร์ม” แหล่งเรียนรู้เกษตรกรรมสมัยใหม่เติมเต็มทุกประสบการณ์ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ผ่านการเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมการปลูกข้าว พืชไร่ ไม้ผล การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เทคนิคการจัดการดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างถูกหลักวิชาการ ควบคู่กับการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างครบวงจรจากคูโบต้า ช่วยจุดประกายทุกไอเดียสู่ความสำเร็จที่ทำได้จริงสำหรับทุกคน

    Related Posts