สยามคูโบต้า
กรุงเทพฯ 26 สิงหาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้ายกระดับบุคลากรภาคการเกษตร ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร พัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาพนักงานขับรถตัดอ้อยคูโบต้า ระดับ 1 เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการปฏิบัติงาน รองรับการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในอุตสาหกรรมอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมส่งเสริมแรงงานภาคการเกษตร และยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยของไทย นายวิภู รักษ์นภาพงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าเชื่อว่าการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่คนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีสามารถสร้างประสิทธิภาพและคุณค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมอ้อยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้านการเพิ่มความรวดเร็ว ลดภาระการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรให้มีทั้งความรู้ ทักษะ ตลอดจนสามารถใ
ฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์ แต่อนาคตของภาคเกษตรไทยเริ่มต้นจาก “คน”…ในวันที่โครงสร้างแรงงานภาคเกษตรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ และความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว แม้ภาคการเกษตรไทยยังมีแนวโน้มเติบโต โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า GDP ภาคการเกษตรปี 2569 จะขยายตัวกว่า 1.4% แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศไทยจะสร้าง “คนรุ่นใหม่” ที่พร้อมสานต่อและขับเคลื่อนภาคการเกษตรในอนาคต สอดคล้องกับรายงานผลสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า ผู้ถือครองการทำเกษตรกว่าร้อยละ 52.8 มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 28.3 มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และยกระดับทักษะของผู้ที่สนใจเข้าสู่ภาคการเกษตร จากแนวโน้มดังกล่าว สยามคูโบต้า จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรก
กรุงเทพฯ 10 สิงหาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย นายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions พร้อมด้วย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โดย ศ.ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดี และ ผศ.ดร.สมคิด ชัยเพชร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนครศรีธรรมราช เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร อีกทั้งพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรม มุ่งผลักดันภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยมีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสยามคูโบต้า เข้าร่วมพิธี กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ คูโบต้าฟาร์ม จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ ภาพบุคคลในข่าวเรียงจากซ้ายไปขวา
โดยทั่วไป เกษตรกรส่วนใหญ่มักเริ่มต้นฤดูทำนาปลูกข้าวนาปี ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จากนั้นจะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าว ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน -ธันวาคม -มกราคม ของทุกปี ซึ่งฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้ ของผู้ประกอบการธุรกิจรถเกี่ยวข้าวรับจ้างที่ช่วยให้ชาวนาเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วทันใจ ฤดูเก็บเกี่ยวในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รถเกี่ยวข้าวจะมีคิวงานแน่นตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีของอาชีพรถเกี่ยวข้าวคือ ทำได้รายได้สูงในช่วงเวลาสั้นๆ มีรายได้เฉลี่ย 500-700 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพข้าวเป็นหลัก หากเผชิญภาวะอากาศแปรปรวน เจอปัญหาต้นข้าวล้มก็เกี่ยวได้ช้าลง รถเกี่ยวข้าวหนึ่งคันสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องแลกด้วยการทำงานแข่งกับเวลา แถมมีปัจจัยความเสี่ยงเรื่องต้นทุนค่าน้ำมัน ความเสี่ยงเครื่องจักรชำรุดและการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่มีต้นทุนสูง นวัตกรรมเครื่องเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้า ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวค่อนข้างสั้นประมาณ 30-45 วัน ระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคมของทุกปี ความสำเร็จของอาชีพรถเกี่ยวข้าวรับจ้างไม่ได้อาศัยแค่ความขยัน แต่ต้องมีรถเกี่ยว
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขายสู่ยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว ภายใต้แนวคิด เลือกคูโบต้า คุ้มค่าไม่รู้จบ “Purchase Once, Lifetime Confidence” รองรับความท้าทายและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรครึ่งปีหลัง 2569 พร้อมเร่งสร้าง High-Skilled Workforce ผ่านการ Up-Skill และ Re-Skill ทีมช่าง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับงานบริการอย่างไร้รอยต่อ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเกษตรกร ลดระยะเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักร และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับสากล การันตีด้วยความสำเร็จ 2 รางวัลระดับ Gold จากเวที Asia-Pacific Stevie® Awards 2026 และ The Stevie® Awards for Sales & Customer Service 2026 นายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต สะท้อนจากเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาสแรกปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากา
ทุกวันนี้ คนไทยสร้างขยะอาหารมากกว่า 9.7 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยคนละ 146 กิโลกรัม ที่ส่วนใหญ่มาจากห่วงโซ่อุปทานอาหารและรูปแบบการบริโภค ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะปัญหาขยะอาหารล้นเมือง ส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวน ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำเกษตรของประเทศไทย บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเกษตรที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรและสังคมไทยกว่า 48 ปี คำนึงถึงการมีส่วนร่วมผลักดันการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1,300 กิโลกรัมคาร์บอน มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2573 และสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Emission ปี 2593 ที่ผ่านมา สยามคูโบต้าเดินหน้าสานต่อภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ต้นทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” และร่วมกับ สสส. จัดโครงการลดขยะและแปร
กรุงเทพฯ 23 กรกฎาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ สานต่อกิจกรรมปลูกต้นไม้จำนวน 555 ต้น ในโครงการ KUBOTA Forest For Life “คูโบต้าร่วมใจปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว” ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” มุ่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าคืนสู่ชุมชน โดยมีกลุ่มชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ห้วยตาดข่า เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการปลูกต้นไม้จำนวน 50,000 ต้นทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ณ บ้านโคกศรีแก้ว อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เมื่อเร็วๆ นี้ รายนามผู้บริหารเรียงจากซ้ายไปขวา
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ KUBOTA FOREST FOR LIFE “คูโบต้าร่วมใจปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว” ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” พร้อมนำโซลูชันและนวัตกรรมของคูโบต้าในการปลูกต้นไม้ ร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเริ่มปลูกแห่งแรก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งปลอดภัยบ้านปลวกสูง จังหวัดลพบุรี มุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ต้น ทั่วประเทศภายในปี 2571 นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น หรือทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมกันขับเคลื่อนหลายๆ องค์กรทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Nature Positive ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งหยุดยั้งการสูญเ
ภาคการเกษตรไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น และมีแนวโน้มเชิงบวก ที่คนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาพื้นที่เกษตรของครอบครัวมากขึ้น รวมถึงมนุษย์เงินเดือนที่สนใจทำเกษตรในช่วงวันหยุดเพื่อต่อยอดเพิ่มรายได้ สยามคูโบต้าบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ สู่การเป็น Smart Farmer และผู้ประกอบการเกษตร ภายใต้โครงการ “KUBOTA FARMER ACADEMY โดยเชิญ คุณสุภชัย ปิติวุฒิ เจ้าของเพจ “ชาวนาวันหยุด” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นฐานรากสร้างทักษะเกษตรกรพันธุ์ใหม่ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ทิศทางของภาคเกษตรไทย คุณสุภชัย กล่าวถึงภาพรวมภาคการเกษตรไทยในปัจจุบันว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า คนในที่ทำเกษตรขาดทุน ก็อยากไปหาอาชีพอื่นทำ ส่วนคนเมืองโลกสวย มองว่าเป็นโอกาสเข้าสู่ธุรกิจเกษตร สิ่งที่ทำให้คนในมีความเข้มแข็ง อยู่รอด ไม่โดนแย่งอาชีพคือ เร่งลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ ชาวนาญี่ปุ่นขายข้าวได้ราคาแพง เพราะคนปลูกมีน้อย มีสัดส่วนไม่ถึง 5% แต่คนกินมีเยอะมากถึง 95% ขณะที่เมืองไทยมีเกษตรกรปลูกข้าว 40-50% ทุกวันนี้ คนยิ่งรวยยิ่งกินข้าวน้อย หากจะขายข้า
กลุ่มรักอาหารคลีน (Clean Eating) ชื่นชอบการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่ง “ข้าวโพดหวานพันธุ์ราชินีทับทิมสยาม” เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ถูกใจคนสายคลีน ทั้งสีสัน ความกรอบหวาน คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้ “ชูใจฟาร์มมุกดาหาร” ตัดสินใจปลูกข้าวโพดหวานใส่ถุงกระสอบขายยกต้นให้ลูกค้าสายคลีนไปหักฝักกินสดๆ กันมือตัวเอง ในราคาต้นละ 300 บาท ตลาดตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี คุณป้อม หรือ นายกฤตย์ฑาลิศร์ บุตทศ เจ้าของชูใจฟาร์มมุกดาหาร และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์พื้นบ้าน รวมทั้งข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม ซึ่งความพิเศษของข้าวโพดสายพันธุ์นี้คือ สามารถกินดิบได้ รสชาติเหมือนกับกินผลไม้ โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายงานแสดงสินค้าต่างๆ ในราคาเริ่มต้นที่ฝักละ 10 บาท มักถูกกลุ่มลูกค้าถามว่า ข้าวโพดที่นำมาขายสดจริงหรือเปล่า ตัดจากต้นมาแล้วกี่วัน ลูกค้าหลายคนมีความใฝ่ฝันอยากหักข้าวโพดกินสดๆ ด้วยมือตัวเอง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในระย
