“ศุภจี” ประชุม คชก. วางกรอบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 2,000 ล้านบาท รองรับ 6 มาตรการ ครอบคลุมทั้งด้านการตลาดและการผลิต เตรียมรับความเสี่ยงเอลนีโญตั้งแต่ปลายปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 พร้อมสั่งทบทวน “ราคาเป้าหมายนำ” ให้สอดคล้องต้นทุน การผลิต การตลาด และภาวะราคา เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือเข้าแทรกแซงได้รวดเร็วและตรงจุด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรสำหรับปี 2570 โดยเน้นการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเตรียมพร้อมรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตร
ภาครัฐจึงต้องเตรียมมาตรการล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
วางกรอบ 2,000 ล้าน ครอบคลุม 6 มาตรการ
ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ
มาตรการครอบคลุมทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า
สินค้าที่อยู่ในขอบเขตการดูแลมีหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงสินค้าจำเป็นเร่งด่วน
นางศุภจีกล่าวว่า การวางกรอบดังกล่าวมีเป้าหมายให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรองรับปัญหาสินค้าเกษตร และสามารถเข้าไปดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
“ขอให้กองทุนรวมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง”
นางศุภจีกล่าวว่า การดำเนินมาตรการทุกโครงการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด ไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณให้ครบตามกรอบที่กำหนด
สั่งทบทวน “ราคาเป้าหมายนำ”
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนด “ราคาเป้าหมายนำ” ของสินค้าเกษตรให้มีความเหมาะสม
ราคาเป้าหมายนำจะถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด
โดยการกำหนดราคาต้องพิจารณาข้อมูลรอบด้าน ทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร
ย้ำต้องแก้ทั้งเฉพาะหน้า-โครงสร้าง
นางศุภจีกล่าวว่า กรอบการดำเนินงานครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยต้องการให้การดูแลเกษตรกรไม่จำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แต่ต้องช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการตลาด ทั้งการพัฒนาคุณภาพสินค้า การบริหารผลผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา : ประชาชาติ
