Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

7  ผลไม้ป่า วิตามินซีสูง  เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ต้านทานหวัด

ผลไม้ไทย นอกจากมีรสชาติความอร่อยแล้ว ผลไม้หลายชนิดยังมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นอีกด้วย ในช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งสภาพอากาศร้อนจัด สลับกับฝนตกเป็นระยะ อยากชวนทุกคนมาดูแลสุขภาพด้วยผลไม้ป่าที่มีวิตามินซีสูง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างการต้านทานหวัดด้วยกัน

 1.มะขามป้อม  สมุนไพรรสเปรี้ยว ชุ่มคอ เป็นยาระบาย

มะขามป้อมเป็นสมุนไพรยอดนิยมไปทั่วโลก ชาวอินเดียเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า Amalaka แปลได้ว่า “พยาบาล” มะขามป้อมมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม (แบบชุ่มๆ) และมีความมันด้วย มีสรรพคุณ บำรุงร่างกาย บำรุงปอด บำรุงเนื้อหนัง บำรุงหัวใจ แก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ แก้พิษ แก้หวัดเป็นไข้ตัวร้อน แก้เลือดออกตามไรฟัน กัดเสมหะ บำรุงเสียง แก้ท้องผูก 

มะขามป้อม
มะขามป้อม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่า มะขามป้อม มีฤทธิ์ต้านไวรัส (ไข้หวัดใหญ่, ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 reverse transcriptase) แก้ไอ ต้านการอักเสบ ลดความดันโลหิต ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดคอเลสเตอรอล ปกป้องตับ หัวใจและหลอดเลือด  ที่สำคัญ มะขามป้อมมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มะขามป้อมลูกเล็กๆ มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 1-2 ลูกเลย  มะขามป้อมมีรสฝาด เปรี้ยว ขม หวาน รับประทานเป็นอาหารได้ ทำให้ชุ่มคอ รับประทานน้ำตามไป ทำให้มีรสหวานดีขึ้น


2. เม่าไข่ปลา  ผลไม้ลูกเล็ก รสเปรี้ยวนำ สามารถนำไปทำไวน์และแยมได้

หมากเม่า เม่า หรือ มะเม่า โดยทั่วไป เม่าที่นิยมกิน ส่วนมากคือ เม่าใหญ่ หรือ เม่าหลวง ยังมีเม่าอีกชนิดคือ เม่าไข่ปลา ลูกเล็กกว่า ผลดิบรสเปรี้ยวจี๊ดชวนตาสว่าง ในลูกเม่ามีวิตามินซีมาก มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยไม่ให้ผนังหลอดเลือดเปราะหรือเสื่อมง่าย มีสารแทนนิน คอยควบคุมการจับตัวของเกล็ดเลือด และเมื่อมันสุก จะกลายเป็นสีม่วงแดงจัดๆ  เป็นแหล่งสำคัญของสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin)  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ขจัดสารพิษในร่างกาย ชลอความชรา จึงทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีความสมดุลดี ถ้าได้กินเป็นประจำ นักโภชนาการบอกว่า สารแอนโทไซยานินอาจสลายตัวไปบ้าง เมื่อถูกความร้อน ดังนั้นการเด็ดลูกมะเม่าสุกจากต้นมากินเป็นผลไม้สด จึงได้รับประโยชน์มากที่สุด

เม่าไข่ปลา
ตะคร้อ

3. ตะคร้อ  ผลไม้ป่าภาคอีสาน  รสเปรี้ยวสดชื่น เนื้อฉ่ำน้ำ

มีชื่อเรียกแตกต่างตามท้องถิ่น ภาคกลาง: ตะคร้อ, ตะคร้อไข่ ภาคเหนือ: มะค้อ, บะค้อ ภาคอีสาน: บักค้อ ภาคใต้: ปั้นร้า, กาซ้อง พบมาก: ภาคอีสาน & ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเลย นครพนม สกลนคร เชียงราย พะเยา ออกผลช่วง มิถุนายน – สิงหาคม  ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเขียวอมน้ำตาล หรือ สีน้ำตาล เนื้อสีเหลืองใสนุ่มฉ่ำน้ำ มีเมล็ดแข็งอยู่ข้างในเนื้อ รสชาติเปรี้ยวจัด ฝาดนิด ๆ แต่ถ้าสุกจัดจะมีหวานแทรกปลายลิ้น ชาวบ้านนิยมเก็บยอดอ่อนหรือใบอ่อนได้รสเปรี้ยวธรรมชาติ นิยมใช้กินเป็นผักสด หรือใส่แกงส้ม แกงเห็ด แทนมะนาว ตะคร้อปลูกได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ชอบแสงแดด

4. หว้า  ผลไม้สีเข้ม เนื้อฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว

ลูกหว้า (Java Plum) เป็นผลไม้พื้นบ้านสีม่วงเข้มเกือบดำที่มีคุณค่าทางอาหารสูง  อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินซี, ฟอสฟอรัส, แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรตและมีสรรพคุณทางยามากมาย  เช่น

ต้านภัยเบาหวาน: เมล็ดและผลของลูกหว้ามีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยจะช่วยเพิ่มปริมาณอินซูลินและยับยั้งการทำลายอินซูลินในร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

ลูกหว้า

 สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ทำให้ผลมีสีม่วงเข้ม มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และโรคมะเร็งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง: ตามตำรับยาแพทย์แผนไทย เนื้อผลดิบ เปลือกต้น และเมล็ด มีรสฝาดแก้อาการท้องเสียและบิดได้ดี

ปัจจุบันลูกหว้ากลายเป็นผลไม้หาทานยากที่สร้างรายได้เสริมได้อย่างดีในช่วงหน้าแล้ง (ช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม)  ชาวบ้านหลายพื้นที่นิยมเก็บลูกหว้าสดมาแพ็กขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าชาวยุค 90 ที่ซื้อไปรับประทานสดจิ้มพริกเกลือเพื่อย้อนวันวานแล้ว  ลูกหว้าถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลากหลายรูปแบบ เช่น ไวน์ลูกหว้า แยมลูกหว้า รวมทั้ง เครื่องดื่มสำเร็จรูป  เก็บรักษาได้นานขึ้น สะดวกต่อการบริโภค  ยกระดับผลไม้พื้นบ้านไทยให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงขึ้น

5.  มะหลอด   ผลไม้ป่าเมืองเหนือ สีแดงสดใส รสเปรี้ยว นำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย

มะหลอด เป็นผลไม้ป่าเขตร้อนแบบเอเชีย แพร่กระจายอยู่ทั่วทวีปเอเชีย ไทย ลาว เขมร เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ แพร่ไปถึงยุโรป อเมริกา เป็นผลไม้ที่ปรับตัวกับท้องถิ่นต่างๆ ได้ดีมาก ทนร้อน ทนแล้ง ทนฝน ทนหนาว เชื่อได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีสมรรถนะ ในการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะมีคุณค่าทางอาหารมาก ใน 100 กรัม ให้พลังงาน 55.14 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใยอาหาร 0.38 กรัม โปรตีน 0.10 กรัม แคลเซียม 11.88 มิลลิกรัม โซเดียม 7.19 มิลลิกรัม เหล็ก 0.77 มิลลิกรัม

มะหลอด นับเป็นผลไม้พื้นบ้านดั้งเดิม เป็นสมุนไพรชั้นดี ของภาคเหนือ ใช้ได้ทั้งดอก ใบ เมล็ด ผล ต้น ราก เช่น ดอกเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ รักษาโรคตา เป็นยาแก้ปวดศีรษะ รักษาริดสีดวงจมูก เป็นยาฝาดสมาน เป็นส่วนผสมเครื่องยาแก้ปวดต่างๆ ใบมะหลอดใช้เป็นยาบำรุงเนื้อหนัง บำรุงผิวพรรณ ต้มเกลืออมแก้ปวดฟัน ขับปัสสาวะ เนื้อในเมล็ดต้มผสมกับเหง้าสับปะรด และสารส้ม รักษาโรคนิ่วได้ ผลแก้คลื่นเหียนอาเจียน เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด แก้ท้องผูก มีวิตามินซีสูงต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง เปลือกต้นและเถาเป็นยาขับเสมหะ แก้พิษไข้ ต้มน้ำอาบแก้ใจสั่น รากใช้เป็นยาดองเหล้า ดื่มแก้โรคปวดกระดูก

 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ตามกาดภาคเหนือจะเต็มไปด้วยผลสุกของมะหลอด วางขายแทบทุกแผงผักผลไม้ คนภาคเหนือมักกินบะหลอดเป็นผลไม้เปรี้ยว จิ้มพริกจิ้มเกลือ และนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู มะหลอดดอง มะหลอดแช่อิ่ม ตำส้มมะหลอด หรือเรียกว่า “โซะมะหลอด” และยังใช้มะหลอดเป็นผักเครื่องปรุงรส ใส่แกงส้ม ต้มส้มปูปลาไก่เนื้อ  น้ำพริกมะหลอดปลาย่าง น้ำพริกกะปิ ผลดิบกินร่วมกับ “เมี่ยงถั่วเน่าใบผักกาด” ต่อมาระยะหลังๆ มีคนรู้จักมากขึ้น มีพัฒนาการแปรรูป เป็นมะหลอดแผ่น มะหลอดบาร์หรือมะหลอดแท่ง ไวน์มะหลอด น้ำผลไม้มะหลอด แยมมะหลอด ที่นิยมกันมากคือ น้ำผลไม้มะหลอด หรือน้ำมะหลอดหมักเพื่อสุขภาพ เพราะเป็นน้ำผลไม้พร้อมดื่ม

มะหลอด

ผลไม้ชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างในแต่ละท้องถิ่น คนเหนือเรียกว่า บ่าหลอก มะหลอด หม่าหลอด บะกั้ง อีสานเรียก หมากหลอด บักหลอด ภาคใต้เรียก ส้มหลอด ราชบุรีเรียก สลอด   ลักษณะเด่นของมะหลอด คือ ผลทรงกลมรีคล้ายมะเขือเทศราชินี   ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกแก่ มีสีตามพันธุ์ คือมะหลอดเปรี้ยว มีสีเหลือง มะหลอดหวาน มีสีแดงเข้ม และมะหลอดกำปอ สีเหลืองอมส้ม รสเปรี้ยวอมหวาน หรือหวานอมเปรี้ยว ผลมะหลอดทุกพันธุ์ จะมีรสชาติฝาดปนแทรกอยู่ ก่อนกินต้องคลึงนวดให้นิ่ม จึงจะอร่อยหายฝาด และเมล็ดล่อนง่าย เมล็ดมะหลอดแก่ มีสีเหลืองอมน้ำตาล หัวท้ายแหลม เป็นร่องพู ดูคล้ายตอร์ปิโดจิ๋ว แปลกตา และแข็งมาก เพาะขยายพันธุ์ได้

6. ลังแข  ผลไม้ป่าภาคใต้ เนื้อขาวปุ๋ย รสหวานเมื่อสุกงอม

ลังแขหรือ ลูกปุย เป็นผลไม้ป่าภาคใต้ ผลของลูกปุยจะติดเป็นพวง มีลักษณะกลมแบนคล้ายผลกระท้อน แต่ขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ ลังแขยังมีขนาดของผลใหญ่กว่ามะไฟมาก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-6 ซม.

ผลลังแขโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 ซม. ลังแขมีเปลือกหนา สีส้มหรือสีน้ำตาลแดง มีรสชาติเปรี้ยวปนฝาดเล็กน้อย คนใต้นิยมนำเปลือกลังแขไปปรุงอาหาร ส่วนเนื้อมีรสชาติหวาน นิยมกินเป็นผลไม้ ลังแขจะติดผลให้ได้กินกันปีละครั้ง ประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี

ลำแข

7. มะไฟกา หรือมะไฟแดง  ผลไม้ป่าภาคใต้

มะไฟกา หรือมะไฟแดง  พบเห็นได้ง่ายในผืนป่าภาคใต้ตอนล่าง เช่น จ.ยะลา นราธิวาส ฯลฯ รวมทั้งภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ จ.พังงาและพื้นที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นผลมะไฟกาวางขายตามเพิงข้างถนนในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกๆ ปี    ลักษณะเด่นของมะไฟกาคือ ออกดอกติดผลตั้งแต่โคนต้นจากพื้นดินไปจนถึงปลายกิ่งเลยทีเดียว ผลที่สุกนั้นมีสีแดงสด เด่นสะดุดตา ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาปลูกมะไฟกาเป็นไม้ประดับสวนในปัจจุบัน  มะไฟกาบางต้นก็มีรสชาติหวาน และบางต้นมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ต้นมะไฟกาที่มีขนาดใหญ่อาจให้ผลผลิตสูง 800-1,000 กิโลกรัมทีเดียว

มะไฟกาเป็นผลไม้ป่าที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในท้องถิ่นคือ มะไฟกาแดง ส้มไฟป่า ส้มไฟดิน มะไฟเต่า ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันมักนำยอด ใบอ่อน หรือผลอ่อนของมะไฟ ที่มีรสเปรี้ยวใช้กินเป็นผัก เช่น ใส่ในแกงคั่ว แกงเลียง แกงส้ม ทางภาคใต้นิยมกินเป็นผักเหนาะ เรียกกันว่า “ส้มไฟอ่อน”  นิยมนำเปลือกผลสุกที่เป็นสีแดงไปยำกับหนังหมูและกุ้งแห้ง ส่วนชาวบ้านแถบปัตตานีนิยมนำเปลือกของผลมะไฟกามาใส่แกงส้มแทนส้มแขก หรือมะขาม สำหรับผลสุกมักกินเป็นผลไม้สดหรือทำน้ำมะไฟ

มะไฟกา

มะไฟกานับเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากมีวิตามินซีสูง ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนัง กระดูก และข้อต่อต่างๆ แข็งแรง รวมทั้งสารโพแทสเซียมที่มีบทบาทในการควบคุมการเต้นของหัวใจและควบคุมความดันโลหิต รวมทั้งสารแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย และมะไฟยังมีแคลเซียมและคาร์โบไฮเดรตอีกเล็กน้อย

มะไฟกาเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยาคือ ช่วยขับเสมหะ รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ รากแก้พิษตานซาง แก้วัณโรค ฝี ดับพิษร้อนและเริม ลดอาการอักเสบ ในบางท้องถิ่นชาวบ้านนิยมใช้มะไฟกาเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้าน โดยนำ “รากต้นมะไฟกา” มาต้มน้ำดื่ม เพื่อรักษาอาการอาหารไม่ย่อย หรืออาหารเป็นพิษ ท้องเสีย เป็นต้น

ลำแขและมะไฟกา

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจาก คอลัมม์อาหารและท่องเที่ยว โดย กฤช เหลือลมัย มติชนออนไลน์

Related Posts