Featured แปรรูปสินค้าเกษตร

เกษตรกรไทยยกระดับ “ผำ”สู่ “กรีนคาเวียร์” ท็อปปิ้งซูเปอร์ฟู้ด ประโยชน์สูง ตอบโจทย์สายสุขภาพ

“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” พืชพื้นบ้านที่วันนี้กำลังถูกจับมาแต่งตัวใหม่ จากพืชท้องถิ่นเรียบง่ายสู่ซูเปอร์ฟู้ดคนเมือง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผำได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่สูงมาก สอดรับกับเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังมาแรง

อย่างไรก็ตาม หากเทียบประโยชน์ของผำที่มีมากมายกับระดับการรับรู้ของผู้บริโภคทั่วไป ถือว่ายังเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการหลายกลุ่มจึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผำหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และตลาดแมสได้ง่ายขึ้น เพื่อหวังยกระดับจากพืชน้ำจิ๋วสู่การสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง พร้อมผลักดันพืชพื้นบ้านไทยให้ก้าวขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย

คุณโอ-วุฒิพล ประดับวัน ประธานวิสาหกิจชุมชนสำราญโรจน์ และภรรยา

คุณโอ-วุฒิพล ประดับวัน ประธานวิสาหกิจชุมชนสำราญโรจน์ และเจ้าของแบรนด์ ROJI by Samranroj อยู่ที่บ้านโนนสำราญ ตำบลโนนภิบาล อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม อดีตเกษตรกรฟาร์มโคนมที่ผันตัวมาเพาะเลี้ยงและแปรรูป ผำ” จนกลายเป็นสินค้าไวรัลที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน พี่โอทำฟาร์มโคนมร่วมกับคุณพ่อ แต่ด้วยงานฟาร์มนมที่มีรายละเอียดต้องดูแลเยอะ ประจวบกับคุณพ่อป่วยหนัก จึงต้องพักงานฟาร์มเพื่อทุ่มเทเวลาดูแลท่านอย่างเต็มที่ กระทั่งช่วงปี 2566 พี่โอสังเกตเห็นชาวบ้านออกไปช้อนไข่ผำตามหนองน้ำธรรมชาติมาปรุงอาหาร จนไข่ผำตามธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง แถมแหล่งน้ำรอบบ้านก็เริ่มแห้งขอด จึงจุดประกายความคิดว่า ถ้าลองนำไข่ผำมาเลี้ยงเองจะเป็นไปได้ไหม”


ก้าวแรกเริ่มต้นจากการศึกษาวิธีการผ่าน YouTube แล้วทดลองเลี้ยงในกระชังบก ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด แต่พี่โอก็ไม่ท้อ ช่วงนั้นกระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง และเป็นช่วงเดียวกับที่ ผศ.ดร.ศุภชัย สิทธิเจริญ อาจารย์คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดคอร์สสอนเลี้ยงไข่ผำพอดี พี่โอจึงสมัครเข้าเรียนเป็นรุ่นแรกทันที

การเรียนรู้ครั้งนั้นทำให้เห็นมุมมองใหม่ เพราะแม้ไข่ผำจะดูเหมือนเลี้ยงง่าย แต่หากไม่เข้าใจปัจจัยแวดล้อมจริงๆ การเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ยาก แต่ก็ยังมีความตั้งใจไม่ลดละเพราะในตอนนั้นกระแสของผำเริ่มมีคนให้ความสนใจเยอะขึ้น เริ่มมีคนพูดถึงคุณค่าของผำในหลากหลายแง่มุม ทั้งในเชิงของซูเปอร์ฟู้ด อาหารเพื่อสุขภาพ และอุดมไปด้วยวิตามินมากมายตรงนี้ยิ่งเป็นแรงผลักดันที่จะอยากทำให้สำเร็จ จึงตัดสินใจลุยศึกษาสิ่งนี้อย่างจริงจัง ทุ่มทุนสร้างโรงเรือน ทำบ่อปูน และเซ็ตระบบการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ โดยมีอาจารย์ศุภชัยคอยเป็นที่ปรึกษาให้อย่างใกล้ชิดมาจนถึงปัจจุบัน

โดยในช่วงแรกการเลี้ยงไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะการเลี้ยงจริงต้องอาศัยการสังเกตทั้งสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ต้องใช้เวลาคลุกคลีและปรับแก้จนระบบเริ่มเสถียรและจับทางได้สำเร็จเมื่อปีที่แล้ว จนสามารถผลิตไข่ผำได้ต่อเนื่อง คุณภาพดี และพร้อมต่อยอดนำ สาวน้อยบ้านนา” ชนิดนี้ มาสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโกอินเตอร์อย่างภาคภูมิ

เทคนิคและนวัตกรรมการเลี้ยง
“ผำ” สู่มาตรฐานซูเปอร์ฟู้ด

พี่โอบอกว่า การเลี้ยงผำยุคใหม่ต่างจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่คิดว่าผำโตในน้ำทั่วไปได้ แต่แท้จริงแล้ว ผำจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในน้ำที่สะอาด” ที่ฟาร์มจึงปรับมาใช้น้ำสะอาดควบคู่กับสารอาหารอินทรีย์ ทำให้ผำโตไว มีคุณภาพสูง และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าพืชชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันที่ฟาร์มมีพื้นที่เพาะเลี้ยงในโรงเรือนกึ่งปิดทั้งหมด 2 หลัง แบ่งเป็น

โรงเรือนที่ 1: บ่อขนาดใหญ่กว้าง 4×14 เมตร

โรงเรือนที่ 2: บ่อแฝดขนาดกว้าง 3×15 เมตร จำนวน 2 บ่อ

ฟาร์มเลี้ยงผำ สำราญโรจน์

นวัตกรรมหมุนเวียนน้ำ และการให้ปุ๋ย 2 ทาง สิ่งสำคัญในการเลี้ยงผำคือการรักษาน้ำให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา ที่ฟาร์มจึงพัฒนาระบบกรองน้ำเพื่อนำน้ำเดิมกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ แทนการถ่ายน้ำทิ้งเมื่อเกิดตะกอน ซึ่งช่วยให้ผำแตกตัวขยายพันธุ์ได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ส่วนด้านการให้สารอาหาร ผศ.ดร.ศุภชัย สิทธิเจริญ ได้แนะนำเทคนิค “การให้ปุ๋ยแบบ 2 ทาง” คือ ให้ผ่านทางน้ำ และการสเปรย์ปุ๋ยอินทรีย์ทางใบด้านบน ทำให้ผำได้รับธาตุอาหารครบถ้วนและเติบโตได้อย่างเต็มที่

กระบวนการล้างระดับมาตรฐานสูง “ทานสดได้อย่างมั่นใจ” แม้กระบวนการเลี้ยงจะสะอาดอยู่แล้ว แต่ขั้นตอนการล้างถือเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้เวลามากที่สุด เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานอาหารปลอดภัย ที่ฟาร์มเลือกใช้ระบบน้ำ RO (Reverse Osmosis) ชำระล้างสิ่งปนเปื้อนในขั้นแรกแล้วใช้เครื่องล้างคลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Cleaner) ใช้ระบบสั่นสะเทือนช่วยเขย่าเอาสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่ติดอยู่ตามเม็ดผำออกอย่างละเอียด ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ได้ไข่ผำสดบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อก่อโรค และสามารถบริโภคสดได้อย่างปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะอยู่ที่ทุกๆ 7–10 วัน ได้เฉลี่ยประมาณ 20–30 กิโลกรัมต่อบ่อ ซึ่งปริมาณในแต่ละรอบจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดเป็นหลัก หากวันไหนแดดน้อย ผำจะสังเคราะห์แสงได้ไม่ดีทำให้ขยายตัวช้า แต่ถ้าแดดจัดเกินไปโดยไม่มีซาแรนช่วยพรางแสง ความร้อนสะสมในน้ำก็ทำให้ผำเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม พี่โอย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากการเลี้ยงให้รอดและโตดี คือเรื่องของมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญที่จะพาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด B2B และยอดขายโวลลุ่มใหญ่ได้ ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่มักตกม้าตายตรงจุดนี้ เพราะหลายคนมองว่าผำเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องขายราคาแพง แต่ให้ลองนึกภาพดูว่าหากเจ้าของธุรกิจหรือคู่ค้าของเรา อยากที่จะลงพื้นที่มาเห็นสถานที่เลี้ยง ระบบฟาร์มของเรา แล้วพบว่าระบบการเพาะเลี้ยงขาดความสะอาดและความสม่ำเสมอ โอกาสในการทำตลาดใหญ่ก็จบลงทันที ทำได้เพียงส่งขายตามตลาดท้องถิ่นทั่วไปที่ไม่สามารถขยับมูลค่าขึ้นได้ ดังนั้น การจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนและส่งออกสินค้าระดับอุตสาหกรรมได้นั้น ผู้เลี้ยงผำทุกคนจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานทั้งระบบการเลี้ยงและการแปรรูปให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว

พลิกโฉม “ผำ” พืชพื้นบ้าน สู่ “กรีนคาเวียร์”
ROJI นวัตกรรมฟู้ดไซน์สร้างมูลค่าเพิ่ม

พี่โอบอกว่า จุดเริ่มต้นการแปรรูปของฟาร์มสำราญโรจน์เริ่มจาก ผำฉะ” ซึ่งเป็นการนำผำมาอบแห้งและบดละเอียดเป็นผง สำหรับนำไปชงเป็นเครื่องดื่ม ให้รสชาติและกลิ่นหอมคล้ายมัทฉะของญี่ปุ่นอย่างน่าแปลกใจ แต่กลับไม่มีความเฝื่อน ทานง่าย และเก็บรักษาได้นาน ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นตัวเปิดทางสำคัญที่ทำให้ผู้คนเกิดความสนใจ ตื่นเต้น และอยากลิ้มลองรสชาติของผำในมิติใหม่ๆ

ผลิตภัณฑ์ “ผำฉะ”

จากความสำเร็จดังกล่าว ฟาร์มสำราญโรจน์ได้ต่อยอดนวัตกรรมล่าสุดจนกลายเป็นเจ้าแรกที่คิดค้น กรีนคาเวียร์” (Green Caviar) หรือเจลลี่ผำทรงกลม ภายใต้แบรนด์ ROJI by Samranroj โดยนำฉายาของผำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เม็ดเจลลี่ที่มีลักษณะคล้ายไข่ปลาคาเวียร์จริงๆ โดยนวัตกรรมนี้เกิดจากการทำงานร่วมกับอาจารย์ศุภชัยและงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ซึ่งนำมาปรับสูตรและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ด้วยการขึ้นรูปผำผสมกับน้ำและใช้น้ำแร่ในการแช่เพื่อคงความสดใหม่

“กรีนคาเวียร์” (Green Caviar)

กรีนคาเวียร์ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน THAIFEX 2026 และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม เพราะช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ที่เคยนำผำไปทำแค่แกงหรือไข่เจียว ให้กลายเป็นวัตถุดิบสุดทันสมัย สามารถนำไปตกแต่งเป็นท็อปปิ้งเพิ่มมูลค่าให้อาหารทั้งคาวและหวาน ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ชานม ไอศกรีม หรือนำไปผสมกับเครื่องดื่ม ผำฉะ” เพื่อให้รสสัมผัสที่เคี้ยวสนุก เพลิดเพลิน เหมือนการทานไข่มุกแต่ได้คุณค่าจากธรรมชาติโดยไม่มีส่วนผสมของแป้ง ปัจจุบันเชฟจากโรงแรมและร้านอาหารหลายแห่งเริ่มนำกรีนคาเวียร์ไปทดลองใช้รังสรรค์เมนูอย่างต่อเนื่อง

นอกจากความอร่อยและประสบการณ์การทานที่สนุกสนานแล้ว ผำยังเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก อุดมไปด้วยโปรตีนและใยอาหาร อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในพืชจำนวนน้อยชนิดในโลกที่มีวิตามิน B12 สูง มีคลอโรฟิลล์ รวมถึงสารอาหารและกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้

ท็อปปิ้งไอศครีม

ปัจจุบัน กรีนคาเวียร์มีจำหน่ายเฉพาะบริเวณหน้าร้าน ขนาดกระปุกเล็ก ราคา 35 บาท และขนาด 50 กรัม ราคา 129 บาท สามารถเก็บรักษาในตู้เย็นได้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจับกลุ่มเป้าหมายทั้งเด็ก ผู้รักสุขภาพที่มองหาอาหารทานง่าย และกลุ่มธุรกิจโรงแรมร้านอาหาร ขณะเดียวกัน ทางฟาร์มกำลังเร่งศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนากระบวนการยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้ยาวนานยิ่งขึ้นในอนาคต

อนาคตของผำ ซูเปอร์ฟู้ดไทย
ในมุมมองของผู้ประกอบการ

ในมุมมองของเกษตรกรและผู้ประกอบการ พี่โอสะท้อนมุมมองไว้ว่า อนาคตของ ผำ” ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในตลาดสุขภาพ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักว่าผำคืออะไร

ผำไม่ใช่แค่วัตถุดิบประกอบอาหารพื้นบ้านอย่างแกงหรือไข่เจียว แต่เป็นวัตถุดิบสารพัดประโยชน์ ที่ไปได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภท ทั้งการนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหารเสริม เวย์โปรตีน หรืออย่างนวัตกรรม กรีนคาเวียร์” ของทางฟาร์ม ซึ่งได้รับความสนใจเกินคาด สะท้อนให้เห็นว่าผำสามารถสร้างสรรค์เป็นหมวดหมู่สินค้าใหม่ (New Category) ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และสายรักสุขภาพได้อย่างแท้จริง และมีศักยภาพสูงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการดันผำสู่พืชเศรษฐกิจคือ มาตรฐานการผลิต” เพราะหากต้นทางขาดมาตรฐาน คุณภาพไม่นิ่ง ก็จะทำให้มูลค่าของผำลดลงทันที การจะยกระดับผำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันเชิงโครงสร้างจากภาครัฐ เข้ามาเชื่อมโยงและสนับสนุน

แม้ที่ผ่านมาฟาร์มจะได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และพาณิชย์จังหวัด ทั้งในด้านเทคนิคการเลี้ยง การแปรรูป และการออกบูธ แต่หากมองภาพรวมทั้งประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงมูลค่าที่แท้จริงของผำ การพัฒนาที่ผ่านมาจึงเกิดจากการดิ้นรนสร้างสินค้าใหม่และหาตลาดเองของผู้ประกอบการ

หากภาครัฐต้องการผลักดันผำอย่างจริงจัง ควรเข้ามามีบทบาทใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. การประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้ เร่งสร้างการรับรู้ให้คนไทยทุกเพศทุกวัยเข้าใจว่าผำคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างฐานตลาดในประเทศให้เข้มแข็งก่อนขยายสู่ต่างประเทศ

2. การสนับสนุนด้านมาตรฐานและการตรวจวิเคราะห์ แม้ตลาดต่างประเทศจะมีความต้องการและติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ติดข้อจำกัดเรื่องมาตรฐานการส่งออก ซึ่งวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการส่งตรวจห้องปฏิบัติการที่มีราคาสูง ภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐานเหล่านี้

3. การเชื่อมโยงความต้องการของตลาด ภาครัฐควรทำหน้าที่สะท้อนความต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจนว่าต้องการผำในรูปแบบใด เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรผลิตสินค้าได้ตรงจุด ลดการลองผิดลองถูก และแก้ปัญหา ผลิตได้แต่ขายไม่ได้” อย่างยั่งยืน

หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องปริมาณการผลิต มาตรฐาน และข้อมูลตลาดได้ ผำไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชท้องถิ่น แต่จะกลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดระดับโลกที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยได้อย่างมั่นคง พี่โอกล่าวทิ้งท้าย

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : ROJI by Samranroj

Related Posts