เมื่อพูดถึง “สมุนไพร” หลายคนอาจนึกถึงพืชที่ปลูกไว้ใช้ในครัวเรือนหรือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ในวันนี้สมุนไพรกำลังขยับจากพืชพื้นบ้านไปสู่ สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีความต้องการใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการแพทย์แผนไทย
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดค้าปลีกสินค้าสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 62,788.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 66,087.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ของตลาดโลก โดยมีมูลค่าค้าปลีกสินค้าสมุนไพรประมาณ 1,357.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า ตลาดวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 45,882 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.1% และตั้งเป้าขยายมูลค่าตลาดสมุนไพรในประเทศให้แตะ 70,000 ล้านบาทในปี 2569 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “สมุนไพร” ไม่ได้เป็นเพียงพืชทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองสำหรับภาคเกษตร
แต่สำหรับเกษตรกร คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “สมุนไพรอะไรปลูกแล้วดี” หากต้องถามต่อว่า “ปลูกอะไรแล้วมีคนซื้อ? ซื้อในรูปแบบไหน? และเราจะขายให้ใคร?” เพราะสมุนไพรที่ตลาดต้องการ ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกแล้วขายได้ราคาดีทุกพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด และรู้จักช่องทางจำหน่ายตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก
เปิดลิสต์สมุนไพรไทยที่น่าจับตา ตลาดมีความต้องการ
กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกลุ่ม “Herbal Champions” เพื่อผลักดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก โดยกลุ่มที่มีความพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อยอด ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ส่วนกลุ่มที่มีศักยภาพและต้องพัฒนาต่อเนื่อง ได้แก่ บัวบก มะขามป้อม ไพล ขิง กระชาย ว่านหางจระเข้ กวาวเครือขาว มะระขี้นก เพชรสังฆาต กระท่อม กัญชง และกัญชาหากมองในมุมเกษตรกร จึงสามารถคัดกลุ่มที่น่าสนใจออกมาได้ดังนี้
1. ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Herbal Champions ที่มีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอด โดยมีการใช้ประโยชน์ทั้งในกลุ่มอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีมูลค่าในตลาดโลกสูง และเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ไทยมีศักยภาพในการผลักดันสู่ตลาดสากล
จุดสำคัญของขมิ้นชันจึงไม่ใช่เพียง “ปลูกให้ได้หัวใหญ่” แต่ต้องให้ความสำคัญกับ สายพันธุ์ อายุเก็บเกี่ยว คุณภาพวัตถุดิบ และสารสำคัญ เพราะตลาดอุตสาหกรรมต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานสม่ำเสมอ
2. ฟ้าทะลายโจร
อีกหนึ่งสมุนไพรที่ตลาดให้ความสนใจคือ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Herbal Champions เช่นเดียวกัน และมีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ปัจจุบันตลาดไม่ได้มองเพียงฟ้าทะลายโจรในรูป “พืชสด” แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำไปพัฒนาเป็นสารสกัดและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เองมีการศึกษาการผลิตฟ้าทะลายโจร รวมถึงการปลูกขมิ้นชันและไพล โดยพื้นที่ปลูกในจังหวัดสระแก้วมีการพัฒนาระบบผลิตวัตถุดิบตามมาตรฐาน GAP และเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบให้กับโรงพยาบาลด้วย
นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ตลาดสมุนไพรไม่ได้ต้องการเพียงผลผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้
3. กระชายดำ
กระชายดำ เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Herbal Champions ของไทย และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ด้วยความต้องการของตลาดที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ กระชายดำจึงเป็นอีกพืชที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่และสภาพแวดล้อมเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่น การปลูกกระชายดำเพื่อป้อนตลาดอุตสาหกรรมควรศึกษาความต้องการของผู้ซื้อก่อนว่า ต้องการ หัวสด หัวแห้ง หรือวัตถุดิบที่ผ่านการคัดคุณภาพ เพราะรูปแบบสินค้าแต่ละประเภทมีต้นทุนและตลาดแตกต่างกัน
4. ไพล
ไพล เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐยังระบุว่า ไพลเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีการพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบ และอยู่ในกลุ่มที่สามารถต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมได้
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการผลิตหัวไพลให้ตรงตามความต้องการของผู้รับซื้อ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
5. ขิง
ขิง เป็นสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวและมีตลาดใช้งานหลากหลาย ตั้งแต่ตลาดอาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ข้อได้เปรียบของขิงคือมีตลาดมากกว่าหนึ่งทาง ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการขายได้ทั้งตลาดสด ตลาดแปรรูป และตลาดอุตสาหกรรม
แต่ข้อควรระวังคือ ตลาดขิงไม่ได้หมายความว่าราคาจะดีตลอดทั้งปี ดังนั้นการวางแผนปลูกตามรอบความต้องการของตลาดจึงมีความสำคัญมากกว่าการเห็นราคาช่วงใดช่วงหนึ่งแล้วเร่งปลูกตาม
6. บัวบก
บัวบก เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีศักยภาพทั้งในตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรและกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
นอกจากขายเป็นวัตถุดิบสดแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปได้หลากหลาย ทำให้เป็นอีกพืชที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรม การควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงปลูกถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ซื้อในระบบอุตสาหกรรมต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
7. มะขามป้อม
มะขามป้อม เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่อยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพในการพัฒนา โดยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร และเครื่องดื่ม
จุดที่น่าสนใจคือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ ทำให้ไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ปลูกสมุนไพร อย่าดูแค่ “ราคาหน้าสวน”
คำว่า “ราคาดี” สำหรับสมุนไพร อาจไม่ได้หมายถึงราคาต่อกิโลกรัมสูงที่สุด แต่หมายถึง ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับต้นทุนและมีตลาดรองรับ เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจมีราคาขายสูง แต่ใช้เวลาปลูกนาน ต้นทุนสูง หรือผู้รับซื้อมีจำนวนจำกัด ขณะที่บางชนิดราคาต่อกิโลกรัมอาจไม่สูงมาก แต่มีตลาดต่อเนื่องและสามารถขายได้หลายช่องทาง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจปลูก เกษตรกรควรเช็กอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. ใครคือผู้รับซื้อ
เป็นตลาดสด โรงงานแปรรูป ผู้ผลิตยา โรงพยาบาล ผู้ประกอบการสมุนไพร หรือผู้รวบรวม
2. รับซื้อในรูปแบบไหน
วัตถุดิบสด วัตถุดิบแห้ง หรือผ่านกระบวนการแปรรูป
3. ต้องการคุณภาพระดับใด
เช่น ขนาด ความสะอาด ความชื้น สารสำคัญ และมาตรฐานการผลิต
4. รับซื้อช่วงไหน
เพราะสมุนไพรบางชนิดมีความต้องการแตกต่างกันตามช่วงเวลา
5. มีมาตรฐานที่ตลาดต้องการหรือไม่
โดยเฉพาะตลาดอุตสาหกรรม การมีมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานที่ผู้ซื้อกำหนด จะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดได้
ช่องทางขายสมุนไพร มีมากกว่าตลาดสด
ปัจจุบันช่องทางตลาดของสมุนไพรไม่ได้จำกัดอยู่แค่พ่อค้าคนกลางหรือตลาดสด หนึ่งในช่องทางที่ภาครัฐพยายามผลักดันคือ ตลาดกลางวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อสามารถเชื่อมโยงกันได้โดยตรงมากขึ้น
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกสมุนไพรในปี 2567 มากกว่า 1.23 ล้านไร่ มีเกษตรกรประมาณ 526,422 ราย ขณะที่พื้นที่ที่ผ่านมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์รวมกันอยู่ที่กว่า 84,792 ไร่
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดวัตถุดิบสมุนไพรมีขนาดใหญ่ แต่การแข่งขันก็สูงขึ้นตามไปด้วย
เกษตรกรที่ต้องการขายให้ได้ราคาดีจึงต้องขยับจากการผลิตแบบ “ปลูกแล้วค่อยหาตลาด” ไปสู่การผลิตแบบ “ตลาดนำการผลิต”
ทำอย่างไรให้สมุนไพรขายได้ราคาดี?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกสมุนไพรที่ราคาแพงที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ผลผลิตของเรา ตรงสเปกตลาด ตัวอย่างเช่น หากโรงงานต้องการวัตถุดิบที่มีสารสำคัญในระดับที่กำหนด เกษตรกรก็ต้องปรับวิธีการผลิตให้สามารถควบคุมคุณภาพได้
หากผู้ซื้อกำหนดเรื่องสารตกค้าง เกษตรกรต้องวางระบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้อง หากต้องการส่งเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การมีมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานอื่นที่ตลาดยอมรับ ก็กลายเป็น “ใบเบิกทาง” ที่สำคัญ
เพราะฉะนั้น สมุนไพรที่ขายได้ราคา ไม่จำเป็นต้องเป็นสมุนไพรที่แพงที่สุด แต่ต้องเป็นสมุนไพรที่ตลาดต้องการและมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดกำหนด
อีกโจทย์สำคัญของเกษตรกรยุคใหม่ คือการไม่หยุดอยู่ที่การขายวัตถุดิบสด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าชี้ว่า สมุนไพรมีโอกาสเติบโตจากกระแสการดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากพืช และเศรษฐกิจสีเขียว โดยไทยมีความได้เปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยดังนั้น ในอนาคตเกษตรกรอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า “ใครปลูกได้มากกว่า” แต่จะเป็นการแข่งขันว่า “ใครผลิตได้ตรงมาตรฐานกว่า ใครมีข้อมูลมากกว่า และใครสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตได้มากกว่า”
ตั้งแต่การคัดสายพันธุ์ การจัดการแปลง การเก็บเกี่ยว การทำให้แห้ง การคัดคุณภาพ ไปจนถึงการแปรรูปทั้งหมดนี้สามารถทำให้สมุนไพรจากเดิมที่ขายเป็น “วัตถุดิบ” กลายเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เปิดขายบัตรแล้ว ราคาสุดพิเศษ! 490 บาท สำรองที่นั่งได้ที่เบอร์โทร. 02-589-2222 ต่อ 1555 หรือ Inbox ที่เพจ เทคโนโลยีชาวบ้าน m.me/480010195361254
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/YmKGMSaeCTvkb1j27
พบกัน วันที่ 30 ตุลาคม 2569
เวลา : 10.00 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
Google Map : https://maps.app.goo.gl/c4ddJPHW5aiwfk468
สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี
ติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ ของเทคโนโลยีชาวบ้านได้ที่ : www.technologychaoban.com
