ไข่ผำ หรือ ผำ พืชน้ำขนาดจิ๋วที่อยู่คู่กับวิถีอาหารของคนไทยมายาวนาน กำลังมีโอกาสก้าวออกจากการเป็นเพียงวัตถุดิบพื้นบ้าน ไปสู่การเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารทางเลือกที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีนแล้ว ยังเป็นพืชที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ง่าย และนำไปพัฒนาเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ
แต่เมื่อ “ไข่ผำ” ก้าวเข้าสู่การผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเพาะเลี้ยงให้ได้ผลผลิต หากอยู่ที่กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการทำความสะอาด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการจัดการผลผลิตจำนวนมาก

คิดจากปัญหาจริง สู่เครื่องล้างไข่ผำ
ด้วยเทคโนโลยี “พลาสมา”
จากโจทย์ดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการล้างไข่ผำ จากงานที่ต้องพึ่งพาแรงงานคนและใช้เวลานาน ให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถควบคุมได้อย่างเป็นระบบ และทำงานได้รวดเร็วขึ้น
อาจารย์รุ่ง – รศ.ดร.รุ่งตะวัน ยมหล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และทีมวิจัย ได้มองโจทย์การพัฒนาเครื่องล้างไข่ผำในมุมของการออกแบบเทคโนโลยีให้ตอบปัญหาจริงของผู้ผลิต

“ช่วงแรกเราก็มองหาเทคโนโลยีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นโอโซน แต่มีข้อจำกัดคือถ้าสะสมมากจะเป็นพิษ เราจึงมองไปที่นาโนบับเบิ้ล (Nano-bubble) เมื่อทดสอบแล้วจุลินทรีย์ไม่ได้ลด และได้ทำการทดลองอีกหลายๆ ตัว และได้มาหยุดอยู่ที่ตัวเทคโนโลยีพลังงานพลาสมา (Plasma) ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ที่ใช้วอสเตอร์ทีสเม้นต์ที่สามารถเป็นตัวบำบัดน้ำด้วย”
“พลาสมา” พลังงานทางเลือก
ช่วยล้างผลผลิต ลดจุลินทรีย์
อาจารย์รุ่ง เล่าว่า หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ อยู่ที่การนำเทคโนโลยีพลังงานพลาสมา (Plasma) มาประยุกต์ใช้กับระบบบำบัดน้ำ สำหรับการทำความสะอาดผลผลิตทางการเกษตร โดยไม่ได้มองเพียงว่าเครื่องต้องล้างให้สะอาดเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งความรวดเร็ว ความปลอดภัย การลดแรงงาน และการรักษาคุณภาพของผลผลิต
หลักการของพลาสมาเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานสูง ผ่านระบบสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้อากาศและโมเลกุลต่างๆ เกิดการแตกตัวและเกิดอนุภาคที่มีความไวต่อปฏิกิริยา หรือ Reactive Oxygen Species (ROS) เช่น ไฮดรอกซิล (•OH) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H₂O₂) รวมถึง UV และโอโซน (O₃) ภายใต้สภาวะอุณหภูมิห้อง
สารและพลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้ สามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยที่ระบุถึงความสามารถของพลาสมา ในการทำลายโครงสร้างของจุลินทรีย์ รวมถึง DNA ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของกระบวนการล้าง
“50 กิโลกรัม ใน 5 นาที”
จุดเด่นเครื่องล้างไข่ผำด้วย “พลาสมา”
อาจารย์รุ่ง เล่าต่ออีกว่า สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “พลาสมา” เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประกอบเข้ากับระบบเครื่องจักร ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้ประกอบการโดยตรง
ระบบประกอบด้วย เครื่องผลิตพลาสมา ขนาดกว้าง 600 มิลลิเมตร ลึก 600 มิลลิเมตร และสูง 1,800 มิลลิเมตร เชื่อมต่อกับ เครื่องสลัดน้ำไข่ผำ ขนาดกว้าง 1,200 มิลลิเมตร ลึก 600 มิลลิเมตร และสูง 1,650 มิลลิเมตร โดยระบบควบคุมการทำงานแบบอัตโนมัติ

เมื่อไข่ผำเข้าสู่กระบวนการ น้ำที่ผ่านการบำบัดด้วยพลาสมาจะถูกนำมาใช้ในขั้นตอนการล้าง ก่อนเข้าสู่กระบวนการสลัดน้ำ เพื่อให้ผลผลิตมีความแห้งพร้อมสำหรับการบรรจุและนำไปใช้ประกอบอาหารต่อไป
หัวใจของการออกแบบ คือการลดคอขวดที่เกิดขึ้น ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น การล้างด้วยแรงงานคนย่อมใช้ทั้งเวลาและกำลังคนมากขึ้น เทคโนโลยีนี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เปลี่ยนกระบวนการดังกล่าว ให้เป็นระบบที่สามารถรองรับผลผลิตปริมาณมากได้ในเวลาสั้นลง
“เครื่องล้างไข่ผำจากพลาสมา เราจะออกแบบมาก็คือ สามารถล้างไข่ผำจำนวน 50 กิโลกรัม ภายใน 5 นาที ถือว่าเครื่องนี้ค่อนข้างช่วยได้มาก แทนที่ผู้ประกอบการจะใช้เวลาเป็นวัน และใช้คนจำนวนมาก ก็ลดจำนวนคนลงมาได้”
ตัวเลข 50 กิโลกรัมต่อ 5 นาที จึงไม่ได้เป็นเพียงความเร็วของเครื่อง แต่สะท้อนแนวคิดของการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการผลผลิตทางการเกษตร ในช่วงที่ต้องการความรวดเร็วและความสม่ำเสมอ
เครื่องเดียวล้างได้หลายผลผลิต
เทคโนโลยีไทยต่อยอดได้
อีกมิติที่น่าสนใจของงานนี้ อาจารย์รุ่ง เล่าว่า การพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างเครื่องจักรเฉพาะกิจสำหรับไข่ผำ แต่กลายเป็นการทดลองว่าเทคโนโลยีเดียวกัน สามารถขยายขอบเขตการใช้งานไปยังผลผลิตอื่นได้มากเพียงใด
ในมุมของการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรนี่เป็นแนวคิดที่สำคัญ เพราะเครื่องจักรหนึ่งเครื่องหากถูกออกแบบให้รองรับวัตถุดิบได้เพียงชนิดเดียว อาจมีข้อจำกัดด้านการใช้งานและความคุ้มค่าของการลงทุน แต่ถ้าสามารถนำระบบเดียวกันไปประยุกต์ใช้กับผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ หรือผลผลิตทางประมงได้ ก็จะทำให้เทคโนโลยีมีโอกาสเข้าสู่การใช้งานจริงในวงกว้างขึ้น

ขณะเดียวกัน การผลิตและซ่อมบำรุงภายในประเทศ ยังเป็นอีกประเด็นที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจ เพราะช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาต่อยอดตามความต้องการของผู้ประกอบการไทย
“เครื่องมือนี้ไม่ได้ล้างเฉพาะไข่ผำได้อย่างเดียว แต่สามารถล้างผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ และสามารถล้างเนื้อ หรือผลิตภัณฑ์ทางประมงได้ด้วยเช่นกัน อันนี้คือผลพลอยได้ ที่เราได้จากเครื่องล้างไข่ผำตัวนี้ค่ะ ซึ่งราคาตอนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 850,000 บาท ถือเป็นเทคโนโลยีของคนไทย ซึ่งการซ่อมต่างๆ ก็สามารถทำในประเทศได้เลย”
ต่อยอดไข่ผำด้วยนวัตกรรม
เชื่อมเกษตรสู่อาหารแห่งอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง ไข่ผำเองก็มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับเทรนด์อาหารยุคใหม่ ทั้งการเป็นพืชน้ำที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย และสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารได้หลากหลาย จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาจากอาหารพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ได้อีกมาก
รศ.ดร.รุ่งตะวัน มองภาพอนาคตของไข่ผำไว้ว่า “อนาคตของไข่ผำ ถือว่าเป็นอาหารทางเลือกที่ปลอดภัย และมีโปรตีนที่ดีมีคุณภาพ จึงเป็นที่ต้องการของคนรักสุขภาพ และที่สำคัญไข่ผำเป็นพืชน้ำเลี้ยงง่าย และสามารถเลี้ยงเพื่อทำอาหารกินได้ที่บ้าน”

ท้ายที่สุด เครื่องล้างไข่ผำด้วยเทคโนโลยีพลาสมา อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรสำหรับทำความสะอาดผลผลิต แต่เป็นตัวอย่างของการนำ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอาหาร และภาคการเกษตรมาต่อกันเป็นห่วงโซ่เดียว ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงขั้นตอนก่อนเข้าสู่มือผู้บริโภค
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ อาจารย์รุ่ง – รศ.ดร.รุ่งตะวัน ยมหล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์ 092-406-7424
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
