หนึ่งในปัญหาใหญ่ของเกษตรกรรมไทยที่ผ่านมา คือการที่ชาวสวนปลูกผักผลไม้โดยไม่มีข้อมูลความต้องการของตลาดล่วงหน้า ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันจนล้นตลาด เกษตรกรต้องเจอกับภาวะขาดทุน รวมถึงคุณภาพของผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างเกษตรกรที่ขาดความมั่นคงทางรายได้ ไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร การค้าปลีก และภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน
ถึงเวลาแล้วที่ภาคเกษตรกรรมไทยจะถูกรีเฟรชใหม่ ด้วยฝีมือของคนรุ่นใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI เข้ามาพัฒนา เปลี่ยนภาพการทำสวนที่ไม่มีใครอยากทำ ให้กลายเป็นธุรกิจสุดสมาร์ทที่รู้ล่วงหน้าว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เกษตรกรปลูกแล้วมีคนรับซื้อแน่นอน ธุรกิจได้ของดีสม่ำเสมอ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร

คุณม่วน-ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder, PLOOK สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนวงการเกษตรด้วยแนวคิด Refresh & Reframe เพื่อชุบชีวิตและเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความ ‘สมาร์ท’ และกลายเป็นอาชีพสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่ปรารถนา พร้อมตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่การเป็น ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แห่งภูมิภาคในอนาคต
คุณม่วนอธิบายถึงจุดเริ่มต้นและเหตุผลที่คนรุ่นใหม่อย่างเขาต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนมุมมองในภาคอุตสาหกรรมเกษตรไทยว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าระบบนิเวศเกษตรในไทยเริ่มซบเซาลง ประกอบกับตอนนั้นเขาอยู่ที่อเมริกา เขามองเห็นว่าโจทย์ใหญ่ของสตาร์ทอัพไทยคือต้องหาโอกาสเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกให้ได้ โดยต้องเกาะไปกับเทรนด์ใหญ่ของโลก อย่างเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาปฏิวัติทุกวงการ
คำถามคือ ประเทศไทยจะใช้ AI มาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมไหนแล้วเกิดเป็นจุดแข็งของประเทศ ถ้าเราไปแข่งทำซอฟต์แวร์สู้กับสิงคโปร์หรือเวียดนาม เขาก็มีคนเก่งกว่าเราอาจจะชนะได้ยาก แต่จุดแข็งที่ชัดเจนของไทยคือเรื่องของสุขภาพ และอาหาร โดยเฉพาะในประเทศเราทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเก่งมาก และในระดับภูมิภาคเราสามารถเป็น ‘ครัวของภูมิภาค’ ได้

“ในฐานะคนสายเทค ผมเห็นว่าในตลาดมีคนที่ทำแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มเก่งๆ เต็มไปหมด แต่โครงสร้างฝั่งจัดหาวัตถุดิบ ยังคงเป็นช่องว่างใหญ่ที่ไม่มีใครเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ดี ซึ่งหน้าที่ของเราไม่ใช่การไปทำร้านอาหารแข่งกับเขา แต่คือการเป็นคนป้อนวัตถุดิบให้กับธุรกิจเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น แบรนด์โอ้กะจู๋ อาจจะเริ่มจากการปลูกผักเอง แต่สุดท้ายเขาก็เติบโตไปในทางธุรกิจร้านอาหาร ดังนั้น PLOOK จึงขอโฟกัสที่การแก้โจทย์ในฝั่งผู้ผลิตต้นน้ำทั้งในและต่างประเทศ”
คุณม่วนเล่าต่อว่า เขาเคยได้ฟังบทสนทนาหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า มหาอำนาจของโลกในอนาคตต้องมี 3 อย่าง คือ นิวเคลียร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร หมายความว่าต่อให้ประเทศจะรวยแค่ไหน แต่ถ้าปลูกอาหารกินเองไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาประเทศอื่น ประเทศไทยเราไม่มีนิวเคลียร์หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่ถ้าเราสามารถเป็นผู้ป้อนอาหารให้ภูมิภาคนี้ได้ เราจะเป็นคนสำคัญในเวทีโลกทันที นี่คือทิศทางที่ประเทศต้องก้าวไปข้างหน้า
และจากประสบการณ์ในต่างประเทศ ภาคการเกษตรมักถูกมองข้ามจากคนรุ่นใหม่และถูกมองว่าเป็นธุรกิจของคนจน ทั้งที่จริงๆ แล้วมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มล้งส่งออกที่มีแต่เสือนอนกิน ที่ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีการพัฒนา และคนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากเข้ามาร่วมวง
พวกเราจึงอยากเข้ามาเปลี่ยนภาพจำสิ่งนี้ใหม่ทั้งหมด หากดูทุกอย่างที่ PLOOK ทำ เราพยายามทำให้มิติเรื่องอาหาร ดูสนุก ดูทันสมัย เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้พูดถึงแค่การทำเกษตรแบบเดิมๆ แต่เรากำลังพูดถึง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ และการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นครัวของเอเชีย เพื่อปลุกให้ภาคอุตสาหกรรมนี้กลับมามีชีวิตชีวา และดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้กลับเข้ามาพัฒนาประเทศอีกครั้ง
ในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่เคยทำงานที่ ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เมืองหลวงเทคโนโลยีของอยากใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยืที่ถนัดมาพัฒนาจุดไหนในภาคเกษตรไทยมากที่สุด
คุณม่วนอธิบายว่า จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ทีม PLOOK อยากเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างเกษตรไทยใน 2 มิติหลักๆ และเป็นที่มาของนิยามบริษัท คือการแก้ภาพจำ และสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่
“ผมและทีมอยากพิสูจน์ว่าภาคเกษตรและอาหาร ไม่ใช่เรื่องของคนแก่หรือคนจน แต่เป็นเรื่องที่สนุก น่าสนใจ และทำเงินได้มหาศาล โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเมกะเทรนด์ในอเมริกาที่มองว่า Health is the New Luxury (สุขภาพคือความหรูหรารูปแบบใหม่) เหมือนกับแบรนด์ Erewhon (ซูเปอร์มาร์เก็ตของสดระดับพรีเมียมในสหรัฐฯ) ที่ทำแบรนด์น้ำผลไม้ปั่นออกมาได้เก๋และมีมูลค่าสูงมาก

เเพราะฉะนั้นการเกษตรในยุคใหม่ต้องถูกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ สุขภาพ และ Wellness เพื่อดึงดูดให้เรื่องนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของประเทศและคนรุ่นใหม่ เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ และแรงงาน 1 ใน 3 เป็นเกษตรกร เราจึงทิ้งอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ และนี่คือ Personal Goal ของทีม PLOOK ในการทำให้ภาคเกษตรกลับมาสนุกและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หรือถ้าหากให้นิยามในประโยคเดียว PLOOK คือ เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและพึ่งพาได้ ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI หรือแปลเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายที่สุด PLOOK ก็คือ “ล้ง AI” ที่นำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานแทนคนกลางแบบเดิม แต่ระบบของ PLOOK มีความฉลาดมากกว่า และทำงานในเชิงรุก วางแผนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาของขาดหรือของล้นตลาดนั่นเองครับ”
บทเรียน 3 เดือนของ PLOOK
กับภารกิจปั้น ‘Reliable Supply Network’
ที่คุมไม่ได้ แต่บริหารได้
คุณม่วนเล่าว่า เขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แล้วก็ชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานจากหลายที่มาทำงานร่วมกัน จัดตั้งเป็นบริษัท PLOOK ขึ้นมาได้เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าทั้งตัวเขาและเพื่อนๆ ทุกคนตั้งใจมาทำเรื่องยากๆ นี้อยู่แล้ว แต่ถามว่าสิ่งที่พวกเราเจอ และต้องเรียนรู้คือสิ่งที่เราพยายามจะทำคือ “Reliable Supply Network” (เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ) ให้กับภาคธุรกิจ คือให้ AI สร้างความมั่นคงทางผลผลิตว่าเราจะมีผักผลไม้อยู่เสมอ ส่งของได้ตรงเวลา มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี และไม่เกิดการสะดุดในกระบวนการผลิต หรือพูดง่ายๆ คือเราพยายามจะควบคุมความสม่ำเสมอในการส่งมอบ ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่เราเจอจริงๆ ก็คือ ผลผลิตทางการเกษตรของสด (เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์) ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะฉะนั้นเป็นโจทย์ที่ยากระดับหนึ่งในการพยายามยืนยันว่าสม่ำเสมอของซัพพลายให้กับลูกค้าได้ เช่น เราต้องทำการคัดเกรดหน้าฟาร์ม และคัดแยกคุณภาพ ยิ่งไปกว่านั้น บางความเสี่ยง เช่น การเจอสินค้าที่มีตำหนิ ก็เป็นความเสี่ยง ที่ฝั่งเราจำเป็นต้องยอมรับและแบกรับไว้เอง

ซึ่งงานสายนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาได้ง่ายๆ เหมือนการนั่งเขียนโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งในเรื่องของผลผลิตและราคาที่ผันผวนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้จริงๆ
ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้จึงไม่ใช่การเข้าไปสั่งหรือควบคุมต้นตอของความเสี่ยง แต่เป็นการเข้าไปบริหารจัดการและรับมือกับความเสี่ยงนั้น โดยการสร้างระบบการทำงานที่เข้าไปครอบคลุมและยืดหยุ่นพอที่จะโอบรับความไม่แน่นอนเหล่านั้น เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ร่วมกับความคาดเดาไม่ได้นี้
เปลี่ยนความไม่แน่นอน
ให้เป็นความเชื่อมั่น
วิธีที่ PLOOK บริหารความเสี่ยง
คุณม่วนอธิบายว่า PLOOK กำลังแก้ปัญหาใหญ่ของ “ล้งรับซื้อผักผลไม้แบบดั้งเดิม” ที่มักจะทำงานแบบเชิงรับ คือรอให้ออร์เดอร์เข้ามาก่อนแล้วค่อยหาฟาร์มโน้นฟาร์มนี้ ส่งผลให้ระบบซัพพลายเชนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ผักผลไม้ขาดบ้าง เกินบ้าง ราคาเหวี่ยง คุณภาพไม่นิ่ง ทำให้ขยายสเกลธุรกิจไม่ได้ และไม่มีข้อมูลในมือเลย
แต่สิ่งที่ PLOOK ทำ คือการเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ล้งยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI” โดยเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นเครือร้านอาหารหรือโรงแรมชั้นนำ ซึ่งกลุ่มนี้จะมี Demand Forecasting (การพยากรณ์ความต้องการ) หรือยอดการใช้ที่ค่อนข้างนิ่งเป็นรายเดือนอยู่แล้ว

ซึ่งเราจะนำข้อมูลนี้ให้ AI ประมวลผลล่วงหน้า 3-5 วัน เพื่อดูว่าสัปดาห์หน้าลูกค้ากลุ่มนี้จะสั่งซื้อสินค้าตัวไหน ปริมาณเท่าไหร่ จากนั้นระบบจะไปจับคู่กับระบบติดตามผลผลิตหน้าฟาร์ม เพื่อดูว่าฟาร์มต่างๆ ในระบบมีผักผลไม้อยู่ในมือ หรือกำลังจะเก็บเกี่ยวได้เท่าไหร่ หากผลผลิตไม่พอ ระบบจะทำการดึงฟาร์มใหม่เข้าระบบ รอไว้ล่วงหน้าทันที นี่คือการทำงานแบบเชิงรุก
โดยการทำงานของ AI และฟีเจอร์หลัก จะทำหน้าที่เป็น Decision-Making System (ระบบช่วยตัดสินใจและประสานงาน) โดยคำนวณ 4 แกนหลัก ดังนี้
1. Demand Forecasting ทราบล่วงหน้าว่าลูกค้าจะสั่งอะไร เท่าไหร่
2. Yield Monitoring รู้ว่าแต่ละฟาร์มมีผลผลิตพร้อมตัดวันไหน
3. Quality Grading / Product Spec คัดเกรดคุณภาพตามใจลูกค้า เช่น ถ้าร้านไอศกรีมต้องการมะม่วงที่หวานระดับนี้ AI จะชี้เป้าทันทีว่าต้องไปจัดหา จากฟาร์มไหนที่มีคุณสมบัติตามสเปก
4. Order Intelligent Match & Logistics คำนวณต้นทุนขนส่ง ว่าควรให้ฟาร์มไหนส่ง และต้องบริหารจัดการอย่างไร เช่น ขนส่งแบบไม่สุกมากเพื่อกันช้ำ แล้วนำมาบ่มต่อในคลังสินค้า ก่อนส่งมอบ
หรือสรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือ ระบบนี้ไม่ใช่ระบบช่วยปลูก แต่เป็นระบบจัดการคู่ค้าและซัพพลาย ที่ใช้การให้คะแนนฟาร์ม และเก็บข้อมูลผลผลิต เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ใช้ AI แก้ปมใหญ่เกษตรไทย
จับคู่ดีมานด์-ซัพพลายให้แม่นยำ
คุณม่วนเล่าว่า ในช่วงแรกที่ปริมาณผลผลิตเขายังไม่ได้ใหญ่ระดับหลายตัน เขาใช้วิธีหาฟาร์มทั่วไป เช่น การเสิร์ชข้อมูล ไปเดินหาตามตลาด รวมถึงไปดูสเปกสินค้าพรีเมียมจากคลังข้อมูลของห้างกลุ่ม Gourmet แล้วโทร.ไปคอนแทกต์โดยตรง แต่ปัญหาคือเขาต้องเปลี่ยนฟาร์มบ่อยมาก เพราะไม่ใช่เกษตรกรทุกคนที่จะผลิตของคุณภาพสูงได้ทันที
ซึ่งสิ่งที่ PLOOK พยายามทำในระยะยาวคือ การทำให้ฟาร์มเห็นภาพรวมและข้อมูลของตลาด เพราะปัญหาของไทยคือ เกษตรกรปลูกโดยไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร ซึ่งต้นตอมาจาก ‘ล้งแบบเดิม’ ที่จะเลือกซื้อเฉพาะของดี ส่วนของไม่ดีก็ทิ้งไว้ พอของฟาร์มนี้ไม่ดี ล้งก็แค่ย้ายไปซื้อฟาร์มอื่นแทน
ซึ่งหากต้องการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน เราต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรเชิงลึก เพราะ PLOOK มีข้อมูล Demand Forecast (การพยากรณ์ความต้องการซื้อ) ก้อนใหญ่มากในมือ เรารู้แน่ชัดว่าลูกค้าต้องการผลไม้แบบไหน หวานเท่าไหร่ และเรากล้าการันตีรับซื้อได้เพราะเรามีสัญญากับคู่ค้ารายใหญ่

แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่กล้าลงทุนค่าน้ำ ค่าปุ๋ย หรือค่าระบบจัดการ เพราะพวกเขาต้องการประหยัดต้นทุน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าปลูกของดีมาแล้วจะมีคนซื้อไหม ผลลัพธ์คือมีของไม่ได้มาตรฐานเต็มตลาด แต่สินค้าเกรดดีกลับมีไม่พอ จนภาคธุรกิจต้องไปพึ่งพาการนำเข้า
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังทำคือเข้าไปประกันการรับซื้อและแชร์ข้อมูลตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้สัดส่วนที่สูงขึ้น จากเดิมอาจจะขายของเกรดดีได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ก็เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดสถานการณ์แบบ Win-Win ทุกฝ่าย ฝั่งเราเองก็ได้ต้นทุนการจัดซื้อที่ต่ำลงจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
สรุปคือ เรากำลังพยายามปรับสมดุลความต้องการของตลาดให้ตรงกับกำลังการผลิตหน้าฟาร์ม เพื่อให้ระบบซัพพลายและดีมานด์มันจับคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรกรรมไทยที่ซัพพลายกับดีมานด์ไม่เคยตรงกันเลย และเราต้องพัฒนาสิ่งนี้เพื่อไปแข่งขันในระดับภูมิภาคให้ได้
เริ่มปักหมุดผลไม้ 5 ชนิด ที่มีมูลค่าสูง
คุณม่วนบอกว่า เรื่องนี้ถือเป็นจุดแข็งของ PLOOK อย่างหนึ่ง คือไอเดียนี้ไม่สามารถใช้ได้กับทุกพืชผล แต่มันควรทำกับสิ่งที่เราเรียกว่า พืชผลมูลค่าสูง ที่มีอัตรากำไรชัดเจน ซึ่งจะทำให้เราสร้างส่วนต่างกำไรได้เยอะ หากไปทำกับผลไม้ทั่วไปที่ไม่ทำกำไร ระบบนี้ก็จะไม่คุ้มทุน
“คีย์สำคัญคือเราไม่อยากดำเนินธุรกิจแบบกระจัดกระจาย ที่มีสินค้าหลากหลายเกินไป เพราะจะทำให้ต้นทุนระบบปฏิบัติการสูงเกินไป โจทย์หลักคือเราต้องคุมให้โอเปอเรชันนิ่งที่สุด เราไม่ได้มองตัวเองเป็น E-Commerce ของสด แต่เราวางตัวเป็นพันธมิตรด้านซัพพลายที่มั่นคง ให้กับภาคธุรกิจในผลไม้ชนิดนั้นๆ ทำให้รายได้ของเราเป็นแบบยอดสั่งซื้อต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกเดือน เราจึงสนใจโฟกัสสินค้าอยู่แค่ไม่กี่อย่าง”
ปัจจุบันเราโฟกัสผลไม้ 5 ชนิด คือ อะโวคาโด มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าว เลมอน และวานิลลา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไรดี มีความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมี 3 อย่างหลักๆ ที่นิยมสูงสุด ได้แก่
1. อะโวคาโด ปัญหาคือซัพพลายในประเทศไม่พอ จึงต้องนำเข้า โดยเฉพาะสายพันธุ์ Hass ที่ผลผลิตขาดตลาดและต้นทุนสูง

2. มะม่วงน้ำดอกไม้ มีคุณลักษณะเฉพาะตัวชัดเจน ต่างชาติชอบมาก ปัจจุบันราคาสูง ปลูกยาก ซัพพลายหาซื้อยาก
3. มะพร้าว ตอนนี้น้ำมะพร้าว คือ SKU หลัก ที่สร้างรายได้รวมให้บริษัทเกินกว่าครึ่งหนึ่ง

4.เลม่อน ความต้องการมีเข้ามาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ

ส่วน วานิลลา เป็นโอกาสครั้งใหญ่ เพราะซัพพลายโลก 80 เปอร์เซ็นต์ ไปกองอยู่ที่มาดากัสการ์ ทุกคนต้องนำเข้า มีความเสี่ยง เรื่องขนส่งและต้นทุนสูงมาก สิ่งที่เราต้องการันตีหรือทำให้ได้ในอนาคต คือการทำวานิลลาไทยให้มีคุณภาพระดับแข่งขันสากล เพื่อเป็นตัวเลือก 1 ใน 3 ซัพพลายเออร์หลัก ของภูมิภาคนี้ วานิลลาเป็นพืชที่มีผลตอบแทนสูงมาก กิโลกรัมละหลายหมื่น

เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่ควรปลูกแต่พืชราคาถูกจำนวนมาก แต่ควรหันมาเล่นพืชเศรษฐกิจแนว Less is More (ปลูกน้อยแต่ได้มูลค่าสูง) ยกตัวอย่างตลาดวานิลลาใหญ่มากเพราะทุกประเทศทำขนมหวาน และอุตสาหกรรมน้ำหอม

คีย์ที่เราจะทำคือ เราเก่งกว่าเกษตรกรในเรื่องการทำตลาดเชิงพาณิชย์ เราจะไปคุยกับแบรนด์ขนมในไทย โดยชูโรงเรื่อง ‘คุณภาพ’ ควบคู่กับ Storytelling เพราะเรารู้ดีว่าในการตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สตอรี่คือ ปัจจัยที่สำคัญมากๆ เราจะนำเรื่องราวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าเอาไปโปรโมตต่อได้ เช่น ทุกครั้งที่ร้านใช้มะม่วงหรือวานิลลาของ PLOOK ร้านค้าสามารถเคลมได้ว่าเขากำลังช่วยซัพพอร์ตเกษตรกรไทย ซึ่งจะสร้างคะแนนบวกให้แบรนด์ของลูกค้าเติบโตขึ้นไปอีก
PLOOK ดึงเทคโนโลยีจัดการหลังบ้านแทนคน
คุณม่วนอธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของการทำงานเชิงรุกของ Agentic AI ว่าในมุมมองของลูกค้า PLOOK ดูเหมือนผู้จัดส่งวัตถุดิบ ทั่วไปที่ไม่ได้บังคับให้ลูกค้าต้องมานั่งใช้ซอฟต์แวร์ยากๆ แต่ภายในเราคือ บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
โดยการนำ Agentic AI เข้ามาทำงานแทนกระบวนการของล้งแบบดั้งเดิม โดยระบบสามารถทำงานแทนคนได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
1. ดึงออร์เดอร์อัตโนมัติ ไม่ว่าลูกค้าจะสั่งซื้อเข้ามาผ่านช่องทาง Line อีเมล หรือช่องทางใดก็ตาม AI จะเป็นคนเข้าไปอ่านออร์เดอร์และแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มของบริษัททันทีโดยไม่ต้องใช้คนพิมพ์ตาม
2. เช็กซัพพลายหน้าฟาร์ม เมื่อออร์เดอร์เข้าระบบ AI จะตรวจสอบข้อมูลระบบคลังทันทีว่าฟาร์มในเครือมีผลผลิตพร้อมส่ง หรือไม่ ถ้าไม่พอ AI จะแจ้งเตือนเพื่อให้รีบดึงฟาร์มใหม่เข้าสู่ระบบ
3. จับคู่สเปกอัจฉริยะด้วย Scoring System บริษัทจะเก็บข้อมูลของลูกค้าอย่างละเอียด เช่น ร้านไอศกรีมรายหนึ่งที่เจอปัญหายอดขายผันผวนเพราะซัพพลายเออร์เดิมส่งมะม่วงรสชาติไม่นิ่ง และฝั่งฟาร์มเราก็มีระบบให้คะแนน ว่าสวนไหนให้รสชาติแบบใด มีอัตราของเสียเท่าไหร่ เช่น ถ้ารู้ว่าจาก 120 กิโลกรัม จะมีของเสีย 20 กิโลกรัม ระบบจะคำนวณให้สั่งเผื่อเป็น 120 กิโลกรัมทันที เพื่อให้ได้เนื้อดีครบ 100 กิโลกรัมส่งลูกค้า และจะคัดเลือกเฉพาะฟาร์ม A และ B ที่มีความหวานถึงเกณฑ์ ส่วนฟาร์ม C ที่หวานไม่พอก็จะถูกตัดออกไป
4. ฟีดของล่วงหน้า (Farm-to-Warehouse-to-Consumer) ระบบของ PLOOK จะทำการสำรองออร์เดอร์ล่วงหน้าไว้ประมาณ 1-2 รอบเสมอ ดังนั้น แม้ลูกค้าจะสั่งของตอน 5 โมงเย็นและอยากได้วันพรุ่งนี้เช้า บริษัทก็มีของส่งให้ทันที เพราะ AI ทำหน้าที่เป็นระบบอัจฉริยะ คอยคำนวณว่าต้องสั่งจากฟาร์มไหน ปริมาณเท่าไหร่ มาเก็บบ่มในคลังสินค้าเพื่อให้สินค้าสุกพอดีพร้อมส่งในวันที่ลูกค้าต้องการ

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับล้งท้องถิ่นแบบดั้งเดิม พวกเขาไม่สามารถการันตีรับงานออร์เดอร์ขนาดใหญ่ได้ เพราะระบบการทำงานยังใช้คนจดมือและไม่มีฐานข้อมูลเลย แต่ PLOOK ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจหลักในการสร้างความโปร่งใสและควบคุมคุณภาพ
คุณม่วนเน้นย้ำว่า “AI จะไม่มีประโยชน์เลยหากเราไม่เก็บข้อมูล เพราะ AI เปรียบเสมือนรถยนต์ ส่วนข้อมูล (Data) เปรียบเสมือนน้ำมัน” หากไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ ปัญญาประดิษฐ์ก็จะไม่รู้ว่าต้องใช้ตรรกะอะไรมาช่วยในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง
AI จะช่วยเกษตรกรให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาวได้อย่างไร
คุณม่วนมองว่า AI สามารถช่วยให้ภาคเกษตรกรรมเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งแนวคิดออกเป็น 2 แกนหลัก
แกนที่ 1 เปลี่ยนประเทศจาก “Agricultural Nation” สู่ “Food Security Leader”
วิสัยทัศน์ใหญ่ของเราคือการพาประเทศไทยก้าวข้ามการเป็นเพียง Agricultural Nation (ประเทศเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม) ไปสู่การเป็น Food Security Leader (ผู้นำด้านความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค) ซึ่งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันที่คำว่า ความน่าเชื่อถือและความสม่ำเสมอ
คือประเทศเกษตรกรรมทั่วไป จะเน้นขายแค่ผลผลิต มีของก็ขาย ไม่มีก็ไม่ขาย คุณภาพเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตามธรรมชาติ

ส่วนผู้นำความมั่นคงทางอาหาร จะขายความสม่ำเสมอของระบบการจัดส่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจและประเทศคู่ค้าทั่วโลกต้องการมากที่สุด
ดังนั้น การสร้างระบบที่พึ่งพาได้ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และระบบปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง จะช่วยเกิดการพลิกมูลค่าทำให้ไทยกลายเป็นโซ่ข้อสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คนปลูกผักผลไม้ที่ควบคุมอะไรไม่ได้
แกนที่ 2 การขับเคลื่อนแบบ “Ecosystem” เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบ Win-Win-Win
เราไม่ได้ทำงานแยกส่วนแบบล้งที่เลือกซื้อแต่ของดีแล้วเทกระจาดของไม่ดี แต่เราสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ เรานำดาต้าความต้องการจากทั้งในและต่างประเทศมาแชร์เพื่อมอบความโปร่งใสของข้อมูลตลาดให้เกษตรกรรู้ล่วงหน้า และเข้ามาบริหารประสิทธิภาพ ซึ่งโมเดลนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายชนะร่วมกันหมด โดยมีคีย์หลักคือ “การขจัดสินค้าที่สูญเสียเปล่า”

ในอดีต เงินมันหายไปเพราะเกิดความไม่สมดุล ระหว่างซัพพลายและดีมานด์ แต่เมื่อเราใช้ AI เข้าไปจัดระเบียบให้มีประสิทธิภาพสูง เม็ดเงินที่เคยเสียเปล่าจะกลับคืนมาสู่ระบบทันที
ฝั่งธุรกิจ ได้สินค้าอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ต้องเสี่ยงไปหาซื้อของนำเข้า
ฝั่งเกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะผลผลิตไม่ถูกทิ้งขว้าง สูญเสียน้อยลง และขายได้ราคาที่ดี
ฝั่งบริษัท (PLOOK) สามารถทำกำไรส่วนต่าง ได้จากคุณค่าของระบบจัดสรรข้อมูลนี้
“หากเราไม่ทำ มาเลเซีย จีน หรือญี่ปุ่น ก็จะเข้ามาแข่งและแย่งชิงเค้กชิ้นนี้ไป ทั้งที่พืชผลของไทยหลายตัวมีศักยภาพโดดเด่นมาก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ หรือมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็น SKU ที่สร้างรายได้หลักเกินครึ่งหนึ่งของบริษัท ทุกคนต่างยอมรับว่าน้ำมะพร้าวไทยคือที่สุดในโลก แม้กระทั่งคนจีนหรือชาวต่างชาติต่างก็ต้องการบริโภคผลผลิตเหล่านี้ นี่จึงเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่จะเติบโตในระดับสากล” คุณม่อนกล่าวทิ้งท้าย
ปัจจุบัน PLOOK เปิดรับฟาร์มรายใหม่ตลอดเวลาเพื่อเข้าระบบ เพราะตอนนี้ยอดซัพพลายเรายังไม่พอกับดีมานด์ และวิธีการที่จะทำให้เราเป็นคู่ค้าที่มั่นคงกับภาคธุรกิจ คือการกระจายความเสี่ยง ฟาร์มให้อยู่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติในแต่ละพื้นที่
หากเกษตรกรท่านใดสนใจร่วมเป็นเครือข่ายเกษตรกรกับ PLOOK สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : PLOOK โทร. 098-272-7021
