จากต้นมะรุมที่ปลูกอยู่ตามรั้วบ้าน สู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับพรีเมียมที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด เปิดแนวคิด Panya Natural & Spa แบรนด์ไทยที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานนวัตกรรมการสกัดน้ำมันมะรุม พร้อมสร้างเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับสมุนไพรพื้นบ้านให้ก้าวสู่พืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต
สำหรับคนต่างจังหวัด “มะรุม” อาจไม่ใช่พืชแปลกใหม่ เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร หลายครอบครัวคุ้นเคยกับการนำยอดอ่อน ฝัก และเมล็ดมาใช้ประโยชน์ ทั้งประกอบอาหารและใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
แต่ใครจะคิดว่า พืชพื้นบ้านที่หลายคนมองข้าม จะสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึงหลักแสนบาทต่อลิตร และกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปรู้จักกับ คุณเอมมี่ – กมลรัตน์ ลาดสีทา Founder & CEO บริษัท ปัญญา เนเชอรัล แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้เติบโตมากับมะรุมและสมุนไพรใกล้ตัว ก่อนจะมองเห็นโอกาสและนำสิ่งที่คุ้นเคยมาพัฒนาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยใช้แนวคิด Farm to Formula เชื่อมโยงตั้งแต่การเพาะปลูก การรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ไปจนถึงการสกัดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเรื่องของนวัตกรรมหรือการสร้างแบรนด์เท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจที่จะสร้างตลาดรองรับผลผลิต และผลักดันให้มะรุมไทยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
จากลูกเกษตรกร สู่ผู้สร้างแบรนด์น้ำมันมะรุมไทย
คุณเอมมี่เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจไม่ได้เกิดจากการมองเห็นโอกาสทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากความผูกพันกับวิถีชีวิตเกษตรกรตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร และคุ้นเคยกับต้นมะรุมที่ปลูกอยู่ตามบ้านเรือน นอกจากนี้ คุณปู่ยังเป็นผู้มีความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้คุณเอมมี่ได้เห็นการนำพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะมะรุมที่ผู้สูงอายุในชุมชนนิยมนำมาใช้ตามตำรับพื้นบ้าน
“พี่เป็นลูกเกษตรกร โตมาก็เห็นต้นมะรุมอยู่แล้ว คุณปู่เป็นหมอยาสามัญประจำบ้าน คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนก็รู้จักมะรุมดี บางคนใช้เมล็ดมะรุมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เวลาเจ็บคอหรือไอ ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับพืชชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก” คุณเอมมี่เล่า

เมื่อย้ายเข้ามาศึกษาและทำงานในกรุงเทพฯ คุณเอมมี่กลับพบว่า แม้มะรุมจะเป็นพืชที่คนต่างจังหวัดรู้จักกันดี แต่ผู้บริโภคในเมืองจำนวนไม่น้อยกลับไม่คุ้นเคยกับพืชชนิดนี้ บางคนรู้จักเพียงฝักมะรุมที่นำมาประกอบอาหาร แต่ไม่ทราบว่าส่วนอื่นของต้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อีกหลากหลายรูปแบบ
หลังสำเร็จการศึกษา คุณเอมมี่มีโอกาสทำงานด้านการจัดอีเวนต์ และคลุกคลีกับธุรกิจความงาม ทำให้เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสมกับการดูแลสุขภาพและความงาม กระทั่งมีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณเอมมี่มองเห็นคุณค่าของมะรุมในมุมที่แตกต่างออกไป
ระหว่างอยู่ต่างประเทศ คุณเอมมี่ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Moringa Oil หรือ น้ำมันมะรุม ซึ่งเป็นน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดมะรุม และถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยในขณะนั้น น้ำมันมะรุมขนาดเพียง 10 มิลลิลิตร มีราคาจำหน่ายสูงถึงประมาณ 1,200 บาท ราคาดังกล่าวทำให้คุณเอมมี่เกิดคำถามว่า ทำไมพืชพื้นบ้านที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย จึงสามารถสร้างมูลค่าได้สูงในตลาดต่างประเทศ
เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย คุณเอมมี่ยังคงใช้น้ำมันมะรุมในการดูแลผิวเป็นประจำ จนเพื่อนและคนรู้จักเริ่มสอบถามถึงเคล็ดลับการดูแลผิว คุณเอมมี่จึงแบ่งน้ำมันมะรุมให้ทดลองใช้ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ทดลองหลายราย จากการแบ่งปันผลิตภัณฑ์ให้คนใกล้ตัวใช้ในวันนั้น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการสร้างธุรกิจน้ำมันมะรุมในเวลาต่อมา
“ตอนแรกพี่ก็แบ่งให้เพื่อน ให้น้องๆ ทดลองใช้ พอเขาใช้แล้วชอบ ก็กลับมาถามว่าจะหาซื้อได้จากที่ไหน เราเลยเริ่มคิดว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่ผลิตเอง เพราะประเทศไทยก็มีมะรุมอยู่แล้ว และเป็นวัตถุดิบที่เราคุ้นเคยดี” คุณเอมมี่กล่าว
คุณเอมมี่มองว่า แม้ตลาดน้ำมันมะรุมในประเทศไทยยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market แต่กลับมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และการนำสมุนไพรมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้งแบรนด์ Panya Natural & Spa โดยคำว่า “Panya” มีที่มาจากคำว่า “ภูมิปัญญา” สะท้อนความตั้งใจที่จะนำองค์ความรู้และคุณค่าของสมุนไพรไทยมาพัฒนาต่อยอดให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

ชูโมเดล Farm to Formula ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ทำให้ Panya แตกต่างจากการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั่วไป คือการนำโมเดล Farm to Formula มาใช้บริหารจัดการห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การส่งเสริมการเพาะปลูก การรับซื้อผลผลิต ไปจนถึงกระบวนการสกัดและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์
คุณเอมมี่อธิบายว่า การผลิตน้ำมันมะรุมให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง เพราะแม้จะใช้เทคโนโลยีการสกัดที่ดี หากเมล็ดมะรุมไม่มีคุณภาพ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของน้ำมันที่ได้ ด้วยเหตุนี้ Panya จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับซื้อเมล็ดมะรุมจากเกษตรกร แต่ยังเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับนำเข้าสู่กระบวนการผลิต

สำหรับการสร้างเครือข่ายเกษตรกร คุณเอมมี่เริ่มต้นจากการกลับไปชักชวนญาติพี่น้องและคนในชุมชนบ้านเกิด ซึ่งมีต้นมะรุมปลูกอยู่แล้ว ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายเมล็ดมะรุม ก่อนจะค่อยๆ ขยายเครือข่ายไปยังเกษตรกรในจังหวัดอื่น จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จึงเกิดเป็นเครือข่าย Panya Family ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 333 ครัวเรือนทั่วประเทศ
เครือข่ายดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรสมาชิกที่ปลูกมะรุมในสวนที่จัดการตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มเกษตรกรทั่วไปที่มีต้นมะรุมปลูกอยู่แล้วตามหัวไร่ปลายนา สวนเกษตร หรือบริเวณบ้านเรือน สำหรับเกษตรกรกลุ่มหลัง ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนปลูกมะรุมแปลงใหม่เสมอไป แต่สามารถนำผลผลิตจากต้นที่มีอยู่เดิมมาคัดแยกและรวบรวมส่งจำหน่ายได้ หากผ่านเกณฑ์คุณภาพที่บริษัทกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำคู่มือและส่งทีมงานลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและการจัดการผลผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ โดยคุณเอมมี่ เล่าว่า “เราไม่ได้ต้องการแค่เมล็ดมะรุม แต่ต้องการเมล็ดมะรุมที่มีคุณภาพจริงๆ เพราะวัตถุดิบที่ดีจะทำให้เราผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ เราจึงต้องให้ความรู้เกษตรกรตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว”

ไม่สนับสนุนให้ปลูกตามกระแส แนะเกษตรกรวางแผนรายได้ก่อนลงทุน
แม้มะรุมจะเป็นพืชที่ปลูกได้ในหลายพื้นที่ มีความทนแล้ง และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องเมื่อต้นมีความสมบูรณ์ แต่คุณเอมมี่กลับไม่ได้สนับสนุนให้เกษตรกรทุกคนหันมาปลูกมะรุมเป็นพืชหลักทันที
คุณเอมมี่มองว่า ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของภาคเกษตรไทย คือการปลูกพืชตามกระแส โดยไม่ได้ศึกษาความต้องการของตลาดหรือวางแผนการจำหน่ายล่วงหน้า เมื่อเกษตรกรจำนวนมากปลูกพืชชนิดเดียวกัน และผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ก็อาจทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยเฉพาะมะรุมที่เป็นไม้ยืนต้น ต้องใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตและรอให้ต้นมีความพร้อมก่อนจะให้ผลผลิตเมล็ดในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการเก็บเกี่ยว
“ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่จำกัด พี่อยากให้ปลูกพืชหมุนเวียนดีกว่า เพราะจะได้มีรายได้เข้ามาตลอด มะรุมเป็นไม้ยืนต้น ต้องใช้เวลาในการรอผลผลิต แต่เมื่อต้นโตและสมบูรณ์แล้ว ก็สามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องได้อีกหลายปี” คุณเอมมี่กล่าว
ในมุมของการจัดการสวน มะรุมถือเป็นพืชที่มีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม การแตกยอดใหม่หลังตัดแต่งกิ่ง และการให้ผลผลิตต่อเนื่องหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สร้างความมั่นใจด้วยสัญญารับซื้อ ลดความเสี่ยงเกษตรกรถูกทิ้งกลางทาง
อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเอมมี่ให้ความสำคัญ คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เพราะการชักชวนให้เปลี่ยนวิธีปลูกหรือปรับรูปแบบการผลิต ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเกษตรกรที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากโครงการส่งเสริมการปลูกพืชในอดีต
ในช่วงเริ่มต้นการสร้างเครือข่าย ต้องเผชิญกับคำถามและความกังวลจากเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งเรื่องความคุ้มค่า วิธีการปลูก และความแน่นอนของตลาดรับซื้อ เกษตรกรบางรายกังวลว่า หากลงทุนปลูกไปแล้ว บริษัทอาจไม่กลับมารับซื้อผลผลิต หรืออาจเกิดปัญหาราคาตกต่ำเหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น
ด้วยเหตุนี้ Panya จึงนำระบบสัญญารับซื้อมาใช้กับเกษตรกรในเครือข่าย โดยคุณเอมมี่ระบุว่า บริษัทมีการตกลงราคารับซื้อกับสมาชิก และตั้งเป้ารับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร แทนการซื้อขายผลผลิตเป็นครั้งคราวโดยไม่มีการวางแผนร่วมกัน ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมเครือข่าย ควรสอบถามรายละเอียด เกณฑ์คุณภาพเมล็ดมะรุม ปริมาณรับซื้อ และราคาที่ตกลงกันให้ชัดเจนก่อนเริ่มลงทุน เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง
รับซื้อเมล็ดมะรุมจากฝักแก่ ใช้นวัตกรรมสกัดเย็นเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ
เมื่อพูดถึงการนำมะรุมมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม คุณเอมมี่อธิบายว่า วัตถุดิบหลักที่บริษัทต้องการรับซื้อในปัจจุบัน คือ เมล็ดมะรุมจากฝักแก่ที่แก่เต็มที่คาต้น โดยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวฝักและนำเมล็ดออกมา ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและสกัดน้ำมัน จุดแตกต่างสำคัญของกระบวนการผลิตอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบ เพราะบริษัทเลือกกะเทาะเปลือกเมล็ดมะรุมออกก่อน แล้วนำเฉพาะเนื้อเมล็ดสีขาวด้านในมาใช้ในการสกัด

แม้ขั้นตอนดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนและเวลาในการเตรียมวัตถุดิบ แต่คุณเอมมี่มองว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หลังจากนั้นจึงนำเนื้อเมล็ดเข้าสู่กระบวนการ สกัดเย็น (Cold Pressed) ซึ่งเป็นวิธีการสกัดน้ำมันโดยควบคุมไม่ให้เกิดความร้อนสูงเกินความจำเป็น เพื่อช่วยรักษาคุณภาพและองค์ประกอบสำคัญบางชนิดในน้ำมัน
“เราไม่ได้เอาเมล็ดมะรุมทั้งเปลือกมาสกัดเลย แต่จะกะเทาะเปลือกออกก่อน แล้วใช้เฉพาะเนื้อในสีขาว ถึงต้นทุนจะสูงขึ้น แต่เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของน้ำมันที่ได้” คุณเอมมี่อธิบาย
นอกจากกระบวนการสกัดแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ เพื่อแก้ปัญหาความกังวลของผู้บริโภคที่ไม่ชอบใช้น้ำมันบำรุงผิว เพราะกลัวความเหนอะหนะ คุณเอมมี่ระบุว่า บริษัทมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับอนุภาคขนาดเล็ก เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสและคุณสมบัติตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
จากเดิมที่มะรุมถูกมองเป็นเพียงพืชอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน จึงถูกนำมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมความงาม ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบวัตถุดิบทั่วไป
จากน้ำมันมะรุม 100% สู่ผลิตภัณฑ์กว่า 26 รายการ เพิ่มมูลค่าแตะหลักแสนต่อลิตร
ปัจจุบัน Panya Natural & Spa ไม่ได้จำหน่ายเพียงน้ำมันมะรุมสกัดบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายประเภท โดยคุณเอมมี่ระบุว่า แบรนด์มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 26 รายการ รวมกว่า 50 SKU

ผลิตภัณฑ์เริ่มต้นของแบรนด์ คือ น้ำมันมะรุม 100% ซึ่งมีราคาจำหน่ายขนาด 10 มิลลิลิตร อยู่ที่ 390 บาท เมื่อเทียบกับน้ำมันมะรุมที่คุณเอมมี่เคยพบในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราคาประมาณ 1,200–1,250 บาทในขนาดใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่าง Golden Moringa Oil หรือน้ำมันมะรุมผสมทองคำ ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับพรีเมียมของแบรนด์
คุณเอมมี่ เล่าว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะรุมผสมทองคำรุ่น Supreme ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับบนของแบรนด์ มีราคาจำหน่ายสูงถึงขวดละ 12,000 บาท และเมื่อคำนวณมูลค่าจำหน่ายต่อปริมาตรของผลิตภัณฑ์บางรายการ สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า 100,000 บาทต่อลิตร

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์กำลังพัฒนาตลาด คือ Nano Serum ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการบำรุงผิว แต่ไม่ชอบสัมผัสของผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมัน คุณเอมมี่มองว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายเป็นแนวทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้า เพราะผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งด้านเนื้อสัมผัส วิธีการใช้ ราคา และความสะดวกในการดูแลผิว

“เมื่อก่อนพอพูดถึงสมุนไพร หลายคนจะรู้สึกว่าเป็นของโบราณ เหมาะกับผู้สูงอายุ แต่พอเรานำสมุนไพรมาใช้นวัตกรรม พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้หลายวัยมากขึ้น” คุณเอมมี่กล่าว
สำหรับคุณเอมมี่ การเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยจึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาบรรจุขวดแล้วจำหน่ายในราคาสูง แต่ต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพ กระบวนการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคควบคู่กันไป
วางเป้าบุกตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป ผลักดันมะรุมไทยสู่พืชเศรษฐกิจอนาคต
แม้ Panya จะเริ่มต้นจากการทำตลาดเฉพาะกลุ่มในประเทศไทย แต่คุณเอมมี่มองว่า ศักยภาพของน้ำมันมะรุมไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปัจจุบันแบรนด์ Panya จึงมีแผนขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด
คุณเอมมี่อธิบายว่า การส่งออกไม่ใช่เพียงการมีสินค้าที่ดีหรือมีผู้ซื้อสนใจเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ตั้งแต่กำลังการผลิต มาตรฐานโรงงาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
“การจะออกไปตลาดต่างประเทศ เราต้องดูศักยภาพของตัวเองด้วยว่าเราพร้อมหรือยัง ทั้งเรื่องโรงงาน มาตรฐาน ความปลอดภัย และเอกสารต่างๆ เพราะตลาดเหล่านี้มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก เราต้องทำทุกขั้นตอนให้ได้ตามมาตรฐานของเขา” คุณเอมมี่กล่าว
การเตรียมขยายตลาดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแผนเพิ่มกำลังการผลิตและการสร้างเครือข่ายเกษตรกร เพราะหากความต้องการผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น บริษัทก็จำเป็นต้องมีวัตถุดิบที่เพียงพอและมีคุณภาพสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ คุณเอมมี่จึงมองว่า การขยายเครือข่ายเกษตรกรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ Panya ยังมีแนวคิดผลักดันโครงการ Moringa Soft Power เพื่อส่งเสริมให้มะรุมไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยคุณเอมมี่ระบุว่าได้เริ่มประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนามะรุมให้มีบทบาทในฐานะพืชเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง
เชื่อว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการมีพื้นที่ปลูกมะรุมและองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้อยู่แล้ว หากสามารถเชื่อมโยงการผลิตกับการแปรรูปและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตที่หลากหลายมากขึ้น
“ตอนนี้เรายังเป็นบริษัทเล็กๆ แต่พี่เชื่อว่าตลาดมะรุมยังเติบโตได้อีกมาก ถ้าเราเปิดตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนั่นจะเป็นโอกาสของเกษตรกรไทย” คุณเอมมี่กล่าว

มะรุมไทย โอกาสสร้างรายได้ที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับตลาด
เรื่องราวของ Panya Natural & Spa สะท้อนให้เห็นว่า พืชพื้นบ้านที่มีอยู่ในชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากมีการนำองค์ความรู้ด้านการผลิต เทคโนโลยีการแปรรูป และการตลาดเข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม
จากต้นมะรุมที่เคยปลูกไว้ริมรั้วหรือแซมอยู่ตามพื้นที่เกษตร วันนี้เมล็ดมะรุมสามารถกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์ความงามที่มีมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายรับซื้อผลผลิตยังช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ สิ่งสำคัญที่เกษตรกรควรคำนึงถึงไม่ใช่เพียงราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่ต้องพิจารณาความต้องการวัตถุดิบจริง ระยะเวลาการให้ผลผลิต ต้นทุนการดูแล และเงื่อนไขการรับซื้ออย่างรอบคอบก่อนลงทุน
เพราะการยกระดับมะรุมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ไม่ได้หมายถึงการส่งเสริมให้ทุกคนหันมาปลูกมะรุมพร้อมกัน แต่หมายถึงการสร้างระบบการผลิตที่มีคุณภาพ มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง
จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เรื่องราวของ Panya จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำทรัพยากรทางการเกษตรที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและการสร้างตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรเติบโตไปด้วยกัน และหากมะรุมไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้ตามเป้าหมาย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรไทยในอนาคต
สำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะรุมและกำลังมองหาช่องทางจำหน่าย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : Panya Natural & Spa หรือโทร. 098-583-6487
