แปรรูปสินค้าเกษตร
จิ้งหรีด เป็นหนึ่งในแมลงกินได้ ที่มีแนวโน้มการเติบโตดี ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดสำหรับมนุษย์ ที่เรียกว่า “ซุปเปอร์ฟู้ด” เหมาะเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพราะมีราคาถูก เพาะเลี้ยงง่าย ลดการใช้ทรัพยากร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จิ้งหรีดมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเกษตรกรโดยทั่วไปนิยมเลี้ยงจิ้งหรีดสายพันธุ์ทองดำ (Two-spotted Cricket) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gryllus bimaculatus ลักษณะทั่วไปมีหนวดยาวสีดำ ทั้งตัวดำมัน ปีกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ โคนปีกคู่หน้ามีสีเหลือง แต่บางตัวอาจเห็นสีเหลืองไม่ชัดเจน มีขนาด 21–27 มิลลิเมตร จิ้งหรีด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ แคลอรี 122 ไขมันทั้งหมด 5.5 กรัม ฟอสฟอรัส 185 มิลลิกรัม เหล็ก 10 มิลลิกรัม แคลเซียม 76 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม โปรตีน 12.9 กรัม วว. เพิ่มมูลค่าจิ้งหรีดทองดำ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เล็งเห็นความสำคัญของแมลงเศรษฐกิจตัวนี้จึงได้นำไปศึกษาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในรูปแบบผลิต
วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ใช้ภูมิปัญญาไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะกล้วยหอมทอง พืชจีไอของจังหวัดเพชรบุรีมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบ zero waste จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านการแปรรูปกล้วยหอมทองแบบครบวงจรของประเทศไทย รู้จักที่มาของชื่อ “วัยหวาน” คุณเปิ้ล – ปนิดา มูลมานัด ประธานวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน กล่าวว่า ตอนแรกทางกลุ่มจดทะเบียนในชื่อกลุ่มเกษตรกรแม่บ้านหนองเขื่อน แต่ไม่มีใครรู้จักเราเลย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากอำเภอชะอำไม่มาก เราก็คิดเปลี่ยนชื่อใหม่โดยใช้กิมมิกเล็กๆ เนื่องจากสมาชิกหลายคนเป็นโรคเบาหวาน เวลาไปดูงานก็หอบยาเป็นกระเป๋าๆ คิดจะใช้ชื่อว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยเบาหวาน บังเอิญช่วงนั้นชื่อ 2 พยางค์กำลังดัง จึงตัดคำว่า “เบา” ออกให้เหลือแค่ชื่อกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแม่บ้านวัยหวาน คำว่า “วัยหวาน” กลายเป็นกิมมิกแห่งความสุขของสมาชิกในกลุ่มเรา “ทุกวันนี้ คำว่า “วัยหวาน” กลายเป็นที่จดจำของทุกคน เสมือนการสร้างแบรนด์ไปแล้ว คนที่มาดูงานบอกว่า สิ่งแรกที่ตัดสินใจมาดูงานที่นี่เพราะชื่อ “วัยหวาน” คืออะไร เป็นสิ่งที่ทุกคนสงสัย เราใช้เป็นคำถามแ
บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด สตาร์ทอัพหัวใจสีเขียว ที่เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่อยากสนับสนุนงานวิจัยจากหิ้งลงสู่ห้าง จึงแสวงหางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องสินเหล็กรสพีชน้ำผึ้งแบรนด์วีไลท์ (Velight) บำรุงสุขภาพผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย และพัฒนาต่อยอดจนได้สินค้าตัวที่สองคือ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นมข้าวอัลมอนด์ ซึ่งก็ทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์วีไลท์เพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นบริษัทได้ทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ VeRise H Pro ที่ผลิตจากข้าวสินเหล็กและธัญพืช อัดแน่นไปด้วยโปรตีนพืชสูงถึง 22 กรัมต่อซอง ตอบโจทย์คนสูงอายุ คนที่ออกกำลังกาย ไม่สะดวกทานเวย์โปรตีนที่มาจากสัตว์ นอกจากนี้ยังมี “คิวร์มินพลัส (Curmin Plus)” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากสารสกัดขมิ้นชันพันธุ์แดงสยามพืช GI ของสุราษฎร์ธานี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นฟู ชะลอวัย และต้านความแก่ และ “RISEKIN” ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตจากข้าวไรซ์เบอร์รี ช่วยลดริ้วรอยและชะลอวัย ข้าวสินเหล็ก คุณค่าอาหารสูง บำรุงเลือดและสมอง คุณภัทรพงษ์ พลเสน กรรมการผู้จัดการบริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำ
มะแขว่น หรือ พริกหอม เครื่องเทศเมืองล้านนามีแหล่งปลูกมากที่สุดอยู่ทางภาคเหนือของไทย เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน เอกลักษณ์ของมะแข่วนผลแห้งมีกลิ่นหอมแรงสดชื่น และมีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาว ทั้งเพิ่มรสชาติความอร่อยของอาหาร ยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลมในลำไส้ ชาวเหนือนิยมนำผล และเมล็ดแห้ง เป็นเครื่องมาทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเมนูลาบคั่ว พริกแกง ไก่ทอดมะแข่วน บริษัท ชิมไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากวัตถุดิบไทยหายากจากท้องถิ่น ภายใต้แบรนด์ใหม่ “MAKVAN (แม็คแวน) หอมซ่า…ไม่ชาลิ้น” อันเป็นเอกลักษณ์ของ “มะแขว่น” สมุนไพรเครื่องเทศภาคเหนือสู่ตลาดโลก ด้วยหอมซ่าแบบพอดี ไม่ชาลิ้น คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงโลหิตและหัวใจ และคุณประโยชน์ดีๆ อีกมากมายที่แมคแวนตั้งใจส่งต่อสุขภาพดี สู่ผู้บริโภคทั่วโลก เปิดตัวสินค้าใหม่ ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ชิมไทยเปิดพื้นที่นำเสนอเรื่องราวอาหารไทย และการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอาหารของคนที่รักในอาหารไทย เพราะอาหารไทยเป็นทั้งศิลปะ เป็นวิถีชีวิต เป็นยา
เทคนิคเกษตร
“มันฝรั่ง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง เมื่อเปรียบเทียบกับพืชหลายชนิด เนื่องจากมันฝรั่งเป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมอาหารต้องการเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว ปัจจุบัน PepsiCo เป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจอาหารว่าง แบรนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง “เลย์” ได้ส่งเสริมเกษตรกรไทยมากกว่า 5,800 คน ปลูกมันฝรั่งบนพื้นที่กว่า 38,000 ไร่ ใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร และนครพนม โดยธรรมชาติของมันฝรั่ง เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งเพาะปลูกที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดฤดูปลูกระหว่าง 15-18 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 21 องศาเซลเซียส จะมีการเจริญทางลำต้นอย่างรวดเร็ว แต่การลงหัวจะน้อยและผลผลิตจะต่ำลงอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียสจะทำให้มันฝรั่งเติบโตช้า แต่การลงหัวจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การปลูกมันฝรั่งจำเป็นต้องปลูกบนพื้นที่สูง ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต 800 เมตรขึ้นไป เพื่อให้มีอุณหภูมิต่ำพอที่มันฝรั่งจะลงหัว ธรรมชาติของมันฝรั่ง ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ควา
สืบเนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเสบียงสัตว์ มีราคาแพง ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสูงตามไปด้วย เพราะต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เกิดจากค่าอาหาร ถึงร้อยละ 70 ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก ดังนั้น การปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ช่องทางสำคัญที่จะทำให้การประกอบอาชีพสามารถอยู่รอดได้ นั่นคือ การลดต้นทุนการผลิตลง โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยง การประยุกต์ใช้พืชในท้องถิ่นมาเป็นอาหาร เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำได้ ดั่งเช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงเป็ดเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่กำลังประสบความสำเร็จในขณะนี้ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงเป็ดเขาตูม จากผลกระทบของปัญหาดังกล่าว ที่มีต่อการเลี้ยงเป็ดไข่ อันเป็นกิจกรรมเสริมรายได้ ทำให้ทางวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ต้องหาทางออก โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้พวกเขามองถึงการนำต้นสาคูที่มีอยู่มากในท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบเลี้ยงเป็ดไข่ทดแทนอาหารสำเร็จรูปที่มีราคาแพง ช่วยประหยัดค่าอาหารเป็
มังคุดส่วนใหญ่ปลูกในภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกรวม 209,452 ไร่ ส่วนภาคตะวันออกและภาคกลาง มีพื้นที่ปลูกรวม 198,303 ไร่ ดินที่เหมาะสมมีเนื้อดินร่วนปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความสูงจากระดับทะเลปานกลางไม่เกิน 650 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ในระดับ 1-3 % แต่ไม่ควรเกิน 15% หน้าดินมีความลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร ส่วนระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 1.5 เมตร ดินมีความสามารถในการระบายน้ำและอากาศดี ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินประมาณ 5.5-6.5 ค่าการนำไฟฟ้าของดิน 0-2 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร มีปริมาณอินทรียวัตถุสูง 3% ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์15-45 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ 50-100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม การปลูกมังคุดจะแบ่งใส่ปุ๋ย 4 ครั้งต่อปีตามระยะการเจริญเติบโตของพืช คือ ระยะบำรุงต้น (ช่วงตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยว), ระยะสร้างตาดอก (ก่อนออกดอก 1-2 เดือน), ระยะบำรุงผล (หลังดอกบาน 1 เดือน) และ ระยะปรับปรุงคุณภาพ (ก่อนเก็บเกี่ยว 2 เดือน) กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร มีภาระกิจในการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับมังคุดในสวนของเกษตรกร โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ แนะ 7 แนวทางดูแลรักษา “กล้วย” ในช่วงฤดูฝน ดังนี้คือ 1. หมั่นตรวจดูแปลงกล้วยสม่ำเสมอ 2. ระบายน้ำในสวนให้ไหลสะดวก ไม่ท่วมขัง 3. ตัดแต่งใบแห้ง ใบเป็นโรคและหน่อส่วนเกิน 4. ให้น้ำต้นกล้วยเพิ่มเติม ในช่วงฝนทิ้งช่วง 5. เฝ้าระวังโรคและแมลง หากพบให้ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัด 6. กำจัดวัชพืชในแปลงและค้ำยันต้น 7. ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น N-P-K เกษตรกรควรใส่ใจดูแลต้นกล้วยในช่วงหน้าฝนอย่างใกล้ชิดเพราะเสี่ยงต่อการระบาดของโรคตายพรายในกล้วย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคตายพรายหรือโรคปานามาหรือโรคเหี่ยว สาเหตุจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense พบโรคได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย โดยให้สังเกตลักษณะต้นกล้วยที่มีอาการของโรคตายพรายใบกล้วยที่อยู่รอบนอกหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเหลือง ใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้นเทียม และจะทยอยหักพับตั้งแต่ใบที่อยู่รอบนอกเข้าไปสู่ใบด้านใน ระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง เมื่อตัดลำต้นเทียมตามขวา
