ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตากเริ่มปลูกโกโก้หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอำเภอพบพระมีพื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดโดยนิยมปลูกแซมกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผ่านมามีการใช้ประโยชน์จากโกโก้ในรูปแบบต่างๆ เช่น นำใบมาทำจานลดภาวะโลกร้อน เมล็ดนำมาแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนฝักนำมาย้อมผ้า หรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หรือหมักทำปุ๋ย แต่เปลือกโก้โก้ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งๆ ที่เปลือกโกโก้มีสารอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ราย มีพื้นที่ปลูกโกโก้กว่า 500 ไร่ มีผลผลิต 7,000-8,000 กิโลกรัมต่อเดือน โดยส่งเสริมการปลูกให้สมาชิกปลูกโกโก้สายพันธุ์ IM.1 (ไอเอ็ม.1) ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาคัดเลือกพันธุ์โดย รศ.ดร.สัณห์ ละอองศรี จุดเด่นของโกโก้สายพันธุ์ คือ ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนแมลง เมล็ดโกโก้มีขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม ความเปรี้ยวต่ำและให้ผลผลิตสูง
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิก ได้รับซื้อผลโกโก้จากสมาชิกเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้หลากหลายรูปแบบเช่น ผงโกโก้ โกโก้ นิสบ์ โกโก้แห้งและบัสเตอร์โกโก้ ส่งผลให้มีเปลือกโกโก้เป็นขยะเหลือทิ้ง หลังการเก็บเกี่ยวมีปริมาณสูง 70เปอร์เชนต์ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (เปลือกโกโก้) ของเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ในพื้นที่จังหวัดตาก ภายใต้การนำของนางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ แห่งวิทยาลัยชุมชนตาก โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)


นางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิค และ วิทยาลัยชุมชนตากได้ร่วมกันแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเปลือกโกโก้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบบ Zero Waste ใน 3 รูปแบบคือ 1.อาหารสัตว์ 2.ดินปลูก และ 3.ถ่านไบโอชาร์ (Biochar) ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดรายจ่ายในครัวเรือนนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการแปลงของเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นแหล่งรายได้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
สำหรับการแปรรูปเปลือกโกโก้เป็นอาหารสัตว์นั้น ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงโคได้ถึงร้อยละ 14. 81 เมื่อเทียบอาหารสัตว์สำเร็จรูปในท้องตลาด และเมื่อเทียบอัตราการเจริญเติบโตกับโคพื้นเมืองเพศผู้อายุ 2–3 ปี น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม จำนวน 5 ตัว แสดงให้เห็นว่าคุณภาพอาหารที่ใช้ขุนโคทั้ง 2 กลุ่ม มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน อัตราการเจริญเติบโตของโคกลุ่มที่ 1 เฉลี่ย 0.495 : ตัว : วัน กลุ่มที่ 2 เฉลี่ย 0.445 : ตัว : วัน เมื่อเทียบราคาอาหารสัตว์จากเปลือกโกโก้ ถูกกว่าอาหารที่สหกรณ์ขุนโคจังหวัดตากใช้วันละ 12 บาท ประหยัดต้นทุนได้ตัวละ 1,080 บาท


เนื่องจากเปลือกโกโก้มีตลอดทั้งปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิกสามารถขายเปลือกโกโก้ให้กับสหกรณ์โคขุนจังหวัดตากผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายแก่สมาชิก และขายเปลือกโกโก้ให้ผู้ประกอบการดินปลูกผลิตดินเปลือกโกโก้ จำหน่ายให้แก่เครือข่ายผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นการลดต้นทุนอินทรียวัตถุที่ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ลดลง ต้นทุนของการทำดินพร้อมปลูกย่อมลดลงไปด้วย ทำให้ธุรกิจมีกำไรมากขึ้น ช่วยลดขยะทางการเกษตร ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญโครงการวิจัยได้เข้ามามีส่วนช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริง
เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568
