แปรรูปสินค้าเกษตร
วงสัมมนาธุรกิจปาล์มชี้ชัด ภาครัฐ นักธุรกิจ และผู้บริโภค เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนน้ำมันปาล์มยั่งยืน ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ด้วยการเรียกร้องบริษัทสินค้าโปรดของพวกเขา และช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงตลาดโลกผ่านการรับรองมาตรฐานสากลของ RSPO เวทีการสัมมนาเชิงธุรกิจเรื่อง เส้นทางสู่การยกระดับตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ที่โรงแรมนิโก้ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรเจรจาระหว่างประเทศ ว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ภายใต้โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย (Sustainable and Climate-Friendly Palm Oil Production and Procurement: SCPOPP) มีการอภิปรายใน หัวข้อ “ถึงเวลา…ยกระดับ น้ำมันปาล์มไทยสู่วิถียั่งยืน” โดยมีผู้แทนภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และเกษตรกรรายย่อย ราว 70 ราย เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ผ่านแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วมกัน” (Shared Responsibility) เพื่อตอกย้ำความสำคัญของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคในประเทศที่ล้วนมีส่วนร่วมในการผลักดันและส่งเสริม
ไม่ง่ายนักสำหรับเด็กจบปริญญาตรีด้านภาษาญี่ปุ่น เอแบค ที่หันมาสนใจและเอาดีทางธุรกิจเกษตร จนประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและน่าจับตาในวันนี้ แต่ก็ไม่ยากสำหรับ “อังศุมา ศิริคุม หรือ เหมียว” ลูกหลานเกษตรกร เจ้าของอาณาจักรสวนส้มเขียวหวานนับร้อยไร่ใน จ.กำแพงเพชร ที่มีแนวคิดต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้คุณภาพเพื่อคนรักสุขภาพ เธอใช้เวลากว่า 6 ปีร่วมกับน้องชายในการปลุกปั้นธุรกิจน้ำผลไม้เล็ก ๆ ของครอบครัวเติบโตอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง โดยมีคุณพ่อเชี่ยวชาญและคุณแม่ลดาวัลย์ ศิริคุม คอยให้คำปรึกษาอยู่เบื้องหลัง ถึงแม้วันนี้พ่อกับแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลไร่ส้มที่ จ.กำแพงเพชร ปล่อยให้สองพี่น้องดำเนินธุรกิจตามลำพัง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ ลูกหลานเกษตรกรสวนส้มโดยแท้ อังศุมา ถือเป็นทายาทรุ่น 3 นับจากรุ่นก๋ง เจ้าของอาณาจักรสวนส้มบางมดชื่อดังย่านฝั่งธน ก่อนอพยพย้ายหาแหล่งปลูกใหม่ใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เช่นเดียวกันเกษตรกรสวนส้มรายอื่น ๆ เนื่องจากเจอปัญหาโรคระบาด เมื่อกว่า 30ปีก่อน จนเหลือเพียงตำนานส้มเขียวหวานบางมดอร่อยที่สุดในโลก เมื่อแก้ปัญหาโรคระบาดไม่ได
บรรยากาศย่ำค่ำแสงจากหลอดนีออนภายในร้านขนมหวานเล็กๆ ตั้งอยู่กลางใจเมืองระนองยังคงเปล่งแสงเด่นชัด ขับบรรยากาศเมืองเก่าอันเงียบสงบให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนแล้วแต่มาอิงแอบผ่อนคลายอารมณ์ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนกับน้ำเต้าหู้รสกลมกล่อม ผสานกับขนมหวานพื้นเมืองหลากชนิดอันเป็นเอกลักษณ์ของคนฝั่งทะเลอันดามัน ถูกจัดวางเคียงคู่รอให้ผู้สนใจได้ลิ้มลองรสชาติแห่งกาลเวลาที่ยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน คุณอัจฉรา ทรัพย์อาภากรกุล หรือ คุณลูกปลา ทายาทร้านขนมหวาน “น้ำเต้าหู้ ซอย 2” เล่าว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาจุลชีววิทยา เมื่อปี พ.ศ. 2555 แล้วได้ตัดสินใจกลับมาสานต่อธุรกิจร้านขนมหวานของครอบครัว เนื่องจากในช่วงวัยเยาว์ได้ช่วยมารดาขายขนมหวานมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จึงเปรียบเสมือนเป็นภาพจำที่ผูกพันและคอยย้ำเตือนให้กลับมารับช่วงต่อธุรกิจนี้อยู่ตลอด ร้านน้ำเต้าหู้ซอย 2 มีจุดเริ่มต้นจากอากง (คุณพงษ์ศักดิ์ ทรัพย์อาภากรกุล) เดิมทีเป็นชาวจังหวัดราชบุรี ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ได้ย้ายถิ่นพำนักม
ปัจจุบัน หากใครมาพะเยา หลายคนเรียกหา กล้วยหอมทองยัดเยียด เพราะเคยกินแล้วติดใจในรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ไม่อมน้ำมัน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด หลายคนที่ได้ยินชื่อก็ข้องใจว่า ชื่อนี้มาได้อย่างไร ติดตามกันต่อไปแล้วท่านจะถึงบางอ้อ คุณอชิรา ปัญญาฟู หรือ พี่ปอนด์ ประธานกลุ่ม เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 แม่บ้านเกษตรกรบ้านปางป้อมเหนือ จำนวน 9 คน ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อทำกิจกรรมลดปัญหาการว่างงาน และเห็นว่า กล้วยไข่พระตะบอง ที่เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองของพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้ปลูกไว้หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่เป็นกล้วยที่ไม่นิยมกินสุก จึงได้แค่นำไปเป็นอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่มีค่าอะไร จึงได้มีความคิดร่วมกันว่า จะนำกล้วยไข่พระตะบองดิบสด มาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็น “กล้วยทอดกรอบ” เริ่มแรก ได้ปรึกษาวิธีการผลิตกับทางญาติที่อยู่อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งทำอยู่ก่อนแล้ว แต่รสชาติที่ได้ยังไม่คงที่ ต่อมาได้มีส่วนราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือพัฒนากลุ่มและตัวสินค้า จึงคิดทดลองดัดแปลงสูตรการผลิต จนลงตัวเป็นสู
คุณสุพจน์ บัวหลวงงาม อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อดีต CEO บริษัทเอกชนชื่อดัง ผันตัวเองเป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลากสายพันธุ์พร้อมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำข้าวโพด จนสามารถสร้างรายได้สูงสุดถึงหลักหลายแสนบาทต่อเดือน แต่คุณสุพจน์ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพียงเท่านี้ ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science and Technology) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยซุปข้าวโพดขึ้นมา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วย เนื่องด้วยส่วนผสมทั้งหมดของซุปข้าวโพดทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง ใช้ความหวานจากข้าวโพดแทนน้ำตาล ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถรับประทานได้ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและอนาคตทางการตลาดสดใสอย่างแน่นอน คุณสุพจน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการผันตัวมาเป็นเกษตรกรว่า สาเหตุที่ตนเองลาออกจากงานประจำ เนื่องจากอยากกลับมาดูแลคุณพ่อที่ป่วย จึงใช้โอกาสที่ได้กลับมาอยู่บ้าน ขอแบ่งที่ดินของคุณแม่ประมาณ 50 ไร่ เปลี่ยนจากการปลูกอ
การนำหมากเม่า หรือ มะเม่า มาแปรรูปเป็นไวน์ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนา เพิ่มมูลค่าของไม้ผลท้องถิ่นได้อย่างดีมาก ทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเกิดความรักหวงแหน พร้อมกับช่วยอนุรักษ์ไม้ชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นพื้นบ้านสำคัญที่ทรงคุณค่าให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่พบว่ามีพื้นที่ต้นหมากเม่ามากกว่าแห่งอื่นคือที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าและมูลค่าจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการผลิตเป็นไวน์ส่งไปประกวดต่างประเทศได้รับรางวัลกลับมาสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนม และเครื่องสำอาง ไม่เพียงเท่านั้นกากเม่ายังนำไปผสมเพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์กิน คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของการนำหมากเม่ามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิดจนโด่งดังมาจากจุดเริ่มต้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่ คณะทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น รายงานพิเศษจัง
ปลาร้า หรือปลาแดก เป็นอาหารท้องถิ่นที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอีสาน โดยแต่ละท้องถิ่นจะมีการทำปลาร้าเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ปัจจุบันปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย และที่ยิ่งก้าวหน้าไปกว่านั้นคือ ในตอนนี้เริ่มมีการต่อยอดพัฒนาน้ำปลาร้าให้ต่างไปจากเดิม และถือการเพิ่มช่องทางให้กับผู้บริโภคได้มีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยการต่อยอดพัฒนา จากน้ำปลาร้าปรุงสุก ต่อยอดมาเป็นปลาร้าครีมเข้มข้น และมาถึงผลงานชิ้นโบแดงคือการทำเป็นปลาร้าอัดก้อนขึ้นมาจากฝีมือคนไทยทั้งนั้น คุณประมณฑ์ เยี่ยมบุญญะ หรือ คุณตาล อยู่ที่ 233 หมู่ที่ 4 ตำบลนายม อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ หนึ่งในหุ้นส่วนปลาร้า แบรนด์สุนทรี หญิงสาวมากความสามารถดีกรีเรียนจบปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นำความรู้ที่เรียนมาต่อยอดพัฒนาธุรกิจน้ำปลาร้าจากภูมิปัญญาไทย สู่ระดับความเป็นสากลมากขึ้น คุณตาล เล่าถึงจุดเริ่มต้นกำเนิดแบรนด์ปลาร้าสุนทรีว่า หลังจากที่ตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสได้เข้าทำงานที่บริษัทเอกชนชื่อดั
ดร.นวัตกร อุมาศิลป์ พร้อมด้วยอาจารย์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) บูรณาการกับรายวิชาภูมิปัญญาไทยเพื่อการออกแบบแฟชั่น และรายวิชาแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมสร้างจิตสำนึกอย่างมีคุณค่าเพื่อสร้างมูลค่าของที่มีอยู่ ด้วยการย้อมผ้าด้วยใบหูกวางและใบสัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายภายใน มทร.ศรีวิชัย และยังเก็บเศษไม้แห้งที่ร่วงหล่นตามพื้นมาเป็นฟืนแทนการใช้แก๊ส สำหรับกรรมวิธีในการย้อมผ้านั้น เริ่มต้นด้วยการตั้งน้ำให้เดือด นำใบหูกวางสดและใบสักสด มาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ลงต้มเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือสังเกตสีของน้ำ จากนั้นนำน้ำสีมากรอง แล้วต้มต่อพอร้อนมีควันไม่ถึงกับเดือด ใส่เกลือแกง นำผ้าที่มัดเตรียมไว้ลงย้อมในน้ำสีนานประมาณ 1 ชั่วโมง หมั่นพลิกผ้าให้ถูกน้ำย้อมสม่ำเสมอกันทุกๆ 10 นาที นำผ้าที่ได้ลงไปย้อมกับสารช่วยติดสีและล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากก็จะได้ผ้ามัดย้อมสีสวยจากใบหูกวางและใบสักสีจากธรรมชาติ สามารถนำไปตัดเย็บได้รูปแบบที่ต้องการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย คือแฟชั่นหนึ่งเดียวในภาคใต้ ครบครันเรื่อ
สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ ส่งเสริมทายาทเกษตรกรดองผักเสี้ยน กันภูมิปัญญาชาวบ้านสูญหาย นายวิระศักดิ์ ติ่วกุล หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ได้จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านการเกษตรในสถานศึกษา กลุ่มยุวเกษตรกร รุ่นที่ 1/2560 โดยร่วมกับ โรงเรียนวัดโคกยาง ต.โคกยาง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ มีนักเรียน 150 คน เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกร มีชุมชน ผู้ปกครอง เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งครั้งนี้ นางมณฑา นบนอบ เกษตรกรผู้ดองผักเสี้ยนสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของตำบลโคกยางเป็นผู้ถ่ายทอด เพื่อให้ทายาทเกษตรกรได้มีความรู้ด้านการเกษตร สามารถช่วยงานในครอบครัวหรือยึดถือเป็นอาชีพต่อไปได้ในอนาคต ผลผลิตที่ได้นำไปจำหน่ายยังตลาดเกษตรจังหวัด ในราคาถุงละ 20 บาท รายรับที่ได้นำมาแบ่งปันเป็นรายได้ระหว่างเรียน และส่วนหนึ่งเข้ากองกลางเพื่อกิจกรรมโรงเรียน ในอนาคตได้เตรียมพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อต่อยอดการตลาด ทั้งนี้ ในตำราแพทย์แผนไทยโบราณ พบว่า ผักเสี้ยนนั้นมีสรรพคุณเป็นยาร้อน คนสมัยโบราณมักใช้ดองกินเพื่อแก้อาการเมา ใช้พอกฝีที่แตกเพื่อป้องกันหนอง ข้อมูลการศึกษาทางวิทยา
สุวรรณ เอิร์ธ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรประเภทผักสด รับทรัพย์เพิ่มช่วงโควิด-19 ส่ง ‘ผักสด’ เข้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ยอดขายเพิ่มกว่าเท่าตัว จากวันละ 6,000-8,000 แพ็ก ขยับเพิ่มเป็น 20,000 แพ็ก ต่อวัน ได้ช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ให้เกษตรกรกว่า 30 ราย ราว 200 ไร่ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น อานิสงส์หลักมาจากคนรักสุขภาพเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้รับความช่วยเหลือจากร้านเซเว่นฯ ที่มีไอเดียทำชุดผักพร้อมปรุงเพื่อกระตุ้นยอดขาย อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าอยู่บ้านก็สามารถทำอาหารรับประทานเองได้ไม่ยาก นายมานิตย์ ทิพย์ปิ่นทอง หรือ วิทย์ ชายหนุ่มวัย 36 ปี เจ้าของ บริษัท สุวรรณ เอิร์ธ จำกัด เล่าย้อนไปเมื่อปี 2557 เซเว่น อีเลฟเว่น มีโครงการทดลองขายผักสด ด้วยความสนใจ เลยเข้าไปติดต่อขอร่วมโครงการ จากนั้นได้รับการติดต่อกลับ รู้สึกได้เลยว่า ‘เซเว่น’ ไม่ทอดทิ้งผู้ประกอบการรายย่อย และไม่คิดว่าองค์กรใหญ่จะให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายเล็ก โอกาสที่ชายหนุ่มได้รับ เจ้าตัวบอกว่า ดีใจมาก ไม่คิดว่าความฝันจะเป็นจริง จากเด็กชาวเขา เรียนจบ ปวส. เคยฝันว่าสักวันหนึ่งจะส่งผักเข้าร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่ไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีเครือข่าย ซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรี
