แปรรูปสินค้าเกษตร
นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายการทำงานของ ครม.5 โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่สำเร็จ ล้มเหลวโดยชิ้นเชิง และล้มเหลวกว่าเดิม เนื่องจาก กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ คปยท. สยยท. ได้ร่วมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลจับมือ 3 ประเทศ จำกัดการส่งออกร่วมกัน โดยมีเป้าหมายจะผลักดันราคาจากปัจจุบันประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ให้เพิ่มขึ้นถึง 60 บาทต่อ กก.เพื่อช่วยยกระดับราคายางในตลาดให้สูงขึ้น ถือเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วง 3 เดือน ก่อนที่จะผลักดันมาตรการระยะกลาง และยาวออกมา เพื่อให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ แต่ปรากฏว่า มีผู้บริหารระดับสูงของ กยท.คนหนึ่ง ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทผลิตน้ำยางข้นส่งออกแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีการจำกัดการส่งออกยาง 3 ประเภท เท่านั้น แต่ไม่จำกัดการส่งออกน้ำยางข้นจึงมีการส่งออกน้ำยางขึ้นในปริมาณที่มากผิดปกติ โดยส่งผ่านไปยังประเทสมาเลเซีย ส่งต่อไปจีน จีนก็รับซื้อในราคาที่ถูก แล้วนำไปแปรรูปเป็นมูลค่าเพิ่ม ย้อนกลับส่งมาขายให้กับประเทศไทย “เป็นกลยุทธ์ที่ย้อนศรกลับมาให้กับเกษตรกร แล้วพวกเราจะไว้ใจให้รัฐมนตรี เข้ามาดูแลอย่างไร คนที
นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ระดับราคายางพาราทรงตัว ตั้งแต่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามารับตำแหน่งเมื่อมีปรับคณะรัฐมนตรีไปล่าสุด ยังไม่เห็นราคาที่ปรับขึ้นชัดเจน สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหายางพารา ซึ่งเพิ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มทำในเดือนมกราคมนี้ ทั้งมาตรการส่งเสริมให้ส่วนราชการซื้อยางและใช้ในประเทศมากขึ้น และมาตรการงดกรีดยางในพื้นที่ของส่วนราชการนั้น ทำให้ไม่ได้เห็นผลทันที ก็จะต้องรอดูว่าราคายางจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งใช้เวลาและจะต้องติดตามดู ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บอกว่าขอเวลาในการดูแลราคายางอีก 2 เดือน อย่างไรก็ตามในเร็วๆ นี้ สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) จะมีการประชุมหารือกัน เพื่อประเมินสถานการณ์ว่ามาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาและที่ทางสมาคมเคยยื่นข้อเสนอไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีความคืบหน้าหรือไม่อย่างไร และอาจจะขอนัดพบ
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 และหัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยแนวทางการช่วยเหลือค่าอ้อยสำหรับฤดูการผลิตปี 2560/61 เพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้เงินค่าอ้อยเพิ่มจาก 880 บาทต่อตันอ้อยสำหรับพื้นที่ปลูกทั่วไปและ 830 บาท สำหรับอ้อยเขต 5 เป็น 900 บาทต่อตันอ้อยทั่วประเทศ ว่า ในการประชุมคณะกรรมการทำงานพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ฤดูการผลิตปี 2560/61ที่มีนายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีตัวแทนชาวไร่อ้อย ตัวแทนโรงงาน ตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย และตัวแทนส่วนราชการร่วมด้วย โดยในที่ประชุมมีการเสนอแนวทางช่วยเหลือหลายแนวทาง ซึ่งในส่วนของทางชาวไร่อ้อยได้เสนอให้ทางโรงงานน้ำตาลช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ด้วยการให้โรงงานน้ำตาลทั้ง 54 แห่งทั่วประเทศทำเรื่องขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมเพื่อนำมาจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้ชาวไร่อ้อยในอัตรา 50 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งปีนี้ประเมินภาพรวมว่าจะมีผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 103 ล้านตันอ้อย วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งแต่ละโรงงานมีสถานภาพทางธุรกิจกับทางธนาคารพาณิชย์ที่แตกต
การทำงานของคนเราจะไปสู่ความสำเร็จได้ ก็ด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง-ลงมือทำ สอง-ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง เท่านี้ “ความสำเร็จ” ก็ไม่หนีไปไหน เช่นเดียวกับ “จักริน วังวิวัฒน์” เจ้าของอาณาจักรไร่ชาเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ บนดอยห้วยตาด บ้านปางกื้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เริ่มต้นบอกว่า “…ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจไร่ชาเลยแม้แต่น้อย” แต่อาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วลงมือทำ บวกกับได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ จึงทำให้ “ไร่ชาระมิงค์” ของตระกูลวังวิวัฒน์ ยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 76 ปี พื้นที่สีเขียวไต่ระดับจากพื้นราบ ค่อย ๆ ไล่ความสูงขึ้นไปตามแนวคดโค้งของถนนที่รถวิ่งได้แค่คันเดียว ถ้ามีรถสวนทางมาเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือหยุดรถจอดรอให้อีกคันผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยวิ่งต่อไปได้ บรรยากาศแบบนี้เป็นทางขึ้นเขาที่บ้านห้วยตาด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ไร่ชาของคนไทย 100% “ไร่ชาระมิงค์” ที่ “จักริน วังวิวัฒน์” เป็นกรรมการผู้จัดการ “จักริน” ชื่อเล่น “ต้น” เป็นทายาทรุ่นที่ 3 บุตรชายคนโตของ “นิตย์-เพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์” นักธุรกิจใหญ่ อดีตประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ มีน้องชาย 1 คน คือ “ตา
แม้ว่าเมียนมาไม่ได้ติดท็อป 10 ของประเทศผู้เพาะปลูกและส่งออก “เมล็ดกาแฟ” แต่รางวัลจาก “สมาคมกาแฟแห่งเอเชีย” ที่เพิ่งการันตีว่า กาแฟของเมียนมา “รสชาติดีและมีคุณภาพ” เป็นอันดับที่สองรองจากอินโดนีเซีย ล่าสุดรัฐบาลเมียนมาปลุกปั้นให้เมล็ดกาแฟเป็น 1 ใน 5 ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ โดยตั้งเป้าจะขยายตลาดส่งออกในทุกทวีปทั่วโลก กาแฟจากเมียนมากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาดโลก นับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งกลุ่ม “กาแฟมัณฑะเลย์” เมื่อ 3 ปีก่อน รอยเตอร์สรายงานว่า “สาย วัน เมียง” เจ้าของบริษัท กรีนแลนด์ ผู้เพาะปลูกกาแฟในเมืองพินอูลวิน จากมัณฑะเลย์ กล่าวว่า ในอดีตผู้ผลิตกาแฟเมียนมายังไม่มีสายสัมพันธ์กับตลาดต่างประเทศและขาดประสบการณ์ หากเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เป็นผู้ส่งออกหลัก แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตกาแฟเริ่มเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น จนสามารถส่งออกกาแฟได้หลายประเทศ และเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เมียนมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ “สมาคมกาแฟแห่งเอเชีย” (The Asian Coffee Association) ที่เมืองยูนนาน ประเทศจีน โดยเมียนมาเป็นหนึ่งในสมาชิกทั้งหมด 48 ประเทศจากเอเชีย ซึ่ง
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวขณะลงลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ตลาดใหม่ทุ่งครุ ประชาอุทิศ 61 และร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านอนงค์ประกอบ ประชาอุทิศ 54 ว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายพัฒนาตลาดสดให้มีคุณภาพ มาตรฐานสูงขึ้น ทั้งด้านความสะอาด มาตรฐานสินค้า มาตรฐานพ่อค้าแม่ค้า การติดป้ายราคาที่ชัดเจน ความทันสมัย การใช้คิวอาร์โค้ดชำระเงิน โดยตลาดใหม่ทุ่งครุ เป็น 1 ใน 5 ตลาดสดต้นแบบ ที่กระทรวงพาณิชย์รับรองมาตรฐานและจะเข้ามาช่วยพัฒนาในด้านต่างๆให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเป็นตัวอย่างให้กับตลาดสดทั่วประเทศ การยกระดับนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะได้รับการบริการและสินค้าที่เป็นธรรม ส่วนตลาดสดต้นแบบ อีก 4 แห่งได้แก่ ตลาดสดบางขุนศรี ตลาดสดยิ่งเจริญ ตลาดสดสามย่าน และตลาดสดอ่อนนุช นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับราคาสินค้าโดยทั่วไปเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ราคาผักปรับตัวสูงขึ้นเพราะอากาศหนาว ราคาผักแตกต่างกันตามคุณภาพ ส่วนราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ทรงตัวอยู่ในระดับปกติ แต่ราคาอาหารทะเลปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยตามฤดูกาล นายสนธิรัตน์
ความสะดวก-รวดเร็วในการใช้บริการ คือ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต่าง ๆ นำมาใช้แข่งขันช่วงชิงผู้บริโภคเวลานี้ รวมถึงการผุด “ไดรฟ์ทรู” โมเดลที่บรรดาร้านอาหาร-เครื่องดื่มทยอยปูพรมสาขา ดักกำลังซื้อรอบทิศ นอกจากจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่แสนเร่งรีบ ไดรฟ์ทรูยังทำให้ร้านมีช่วงเวลาขายที่นานขึ้น เปิดไว ปิดได้ดึก หรือเปิดไปยาว ๆ ได้ 24 ชั่วโมง บวกกับทำเลที่อยู่นอกห้างก็ทำให้ร้านมีจำนวนคู่แข่งน้อยลง คนขับรถผ่านไปมาเห็นแบรนด์ได้ชัดเจน ขยับเข้าใกล้ชุมชน ที่พักอาศัย และย่านการจราจรคับคั่งได้มากขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่จูงใจร้านค้าให้ลงทุนเปิดร้านไดรฟ์ทรูกันมากขึ้น แม้จะต้องใช้งบฯต่อสาขาสูงกว่าเปิดในห้างก็ตาม โดยหลัก ๆ ยังเป็นภาพของร้านอาหารบริการด่วนที่ขับเคี่ยวปูพรมร้านไดรฟ์ทรูทั่วทุกมุมเมือง เริ่มตั้งแต่ “แมคโดนัลด์” โดยแมคไทยที่บุกเบิกตลาดเปิดร้านไดรฟ์ทรูเป็นเจ้าแรก ๆ ไปจนถึง “เคเอฟซี” ของยัม เรสเทอรองตส์, “เบอร์เกอร์คิง” จากไมเนอร์ และล่าสุด “เท็กซัสชิคเก้น” น้องใหม่จาก ปตท. ที่ทยอยเปิดโมเดลนี้ไล่ตามมาติด ๆ ก่อนหน้านี้ “เฮสเตอร์ ชิว” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้
ลุงป่วน เครือยศ อยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 10 บ้านใหม่หาดแฟน ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา พื้นเพเดิม เป็นคนตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ย้ายติดตามครอบครัวมาอยู่พะเยา ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อายุ 8 ขวบ เมื่อโตเป็นหนุ่มได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ไปพบรักกับ ป้าจุมปา จึงตัดสินใจครองคู่กันที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ซึ่งในหมู่บ้านมีอาชีพเสริมในการประดิษฐ์รถช็อปเปอร์ จากเศษไม้กันทั้งหมู่บ้านส่งออกไปขายยังต่างประเทศกันเป็นส่วนใหญ่ ลุงป่วนก็เรียนรู้การประดิษฐ์รถช็อปเปอร์ เมื่อแต่งงานกับป้าจุมปา ได้ 2 ปี จึงย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน ลุงป่วน เล่าว่าให้ฟังว่า เริ่มประดิษฐ์รถช็อปเปอร์ขายมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยใช้เวลาในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาและสวนลำไย หรือในเวลากลางคืน จนสามารถสร้างรายได้ ส่งลูกทั้ง 2 คนเรียนจบแล้วมีงานทำ ลูกคนโตเป็นผู้หญิงทำงานรับราชการเป็นนักกายภาพบำบัดอยู่ที่โรงพยาบาลเถิน และอีกคนผู้ชายทำงานเป็นครูอัตราจ้าง ลุงป่วน เล่าต่อไปว่า สมัยก่อนไม้สักจะซื้อมาจากองค์การอุตสาหก
คุณกาญจนรัตน์ ธนิกกุล อายุ 31 ปี หรือ คุณโอ๋ เจ้าของธุรกิจ หมูคุณนาย by เจ๊โอ๋ เธอเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนเพียง 8,000 บาท กับสามี จากธุรกิจเล็กๆ ที่ลองผิดลองถูก วันนี้ธุรกิจของคุณโอ๋ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 สามารถสร้างรายได้ราวหลักแสนบาทต่อเดือน หลังเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ คุณโอ๋ยึดอาชีพขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แต่รายได้ไม่แน่นอน ขายได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่วัน มิหนำซ้ำยังเป็นหนี้จากการขายด้วย “อยากเปลี่ยนอาชีพมาทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับของกิน และเป็นร้านขายส่ง โอ๋เริ่มศึกษาข้อมูลในยูทูบ และถามจากผู้ใหญ่ใกล้ตัวบ้าง เกี่ยวกับการแปรรูปอาหาร ใช้เงินลงทุน 8,000 เปิดธุรกิจ หมูคุณนาย by เจ๊โอ๋” แต่กว่าจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย คุณโอ๋ เล่าว่า เคยโดนเปรียบเทียบกับสินค้าเจ้าอื่น โดนติเรื่องรสชาติ คุณภาพ รวมทั้งราคา “รสชาติยังอ่อนไป ไม่เข้มข้นก็กลับมาปรับสูตรและส่วนผสมกันใหม่ เน้นใช้วัตถุดิบดี เลือกหมูส่วนสะโพก มีคุณภาพจนทุกอย่างลงตัว” ใช้เครื่องสไลซ์จากตอนแรกใช้มือ ทำให้แผ่นหมูหนาบางไม่เท่ากัน ตากในโดมพาราโบลาซึ่งแห้งไวกว่าแดดธรรมชาติ ใช้เวลา 1 วันเต็ม แล้วนำมาทอด คุณโอ๋ ย้ำ
ปัญหาเรื่องผลผลิตทางการเกษตรล้น เมื่ออุปทาน (ปริมาณผลิต) มีมากกว่าอุปสงค์ (ความต้องการ) สมดุลของราคาก็จะขยับลดลงเป็นธรรมชาติ แต่ในโครงสร้างของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมระดับประเทศที่โยงไปสู่ระดับโลกของสินค้าเกษตรแต่ละชนิดจะมีความสลับซับซ้อนต่างกัน และหลายครั้งที่เหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงกันในระดับโลกอยู่เหนือความควบคุมได้ของระดับประเทศ ดังเช่นภาวะราคายางตกต่ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บทความเชิงวิเคราะห์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเรื่องราคายางที่ตกต่ำอยู่นี้ ให้ศึกษาตัวปัญหาให้ลุ่มลึกก่อนจะวางแผนวางแนวทางที่จะส่งผลให้การปฏิบัติและงบประมาณถูกกำกับไปตามนั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่งแค่ว่าการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ถ้าผิดหรือเขวไปก็จะเกิดความสูญเสีย และปัญหาจะมิได้ถูกแก้ไข ศึกษาอดีตการแก้ไขปัญหาผลิตภัณฑ์นมล้นประเทศของอียูและอเมริกา แม้ว่าอุตสาหกรรมนมและยางเป็นคนละเรื่อง เอามาเทียบหรือเป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหากันตรงๆ ไม่ได้ แต่มาตรการที่เขาใช้ดำเนินการซึ่งประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่น่านำมาศึกษา ด้วยวงจรการผลิตนมท
