แปรรูปสินค้าเกษตร
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ จัดงาน THAIFEX – World of Food Asia มหกรรมแสดงสินค้าอาหารนานาชาติประจำปีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 93,500 ตร.ม.ดึงผู้ร่วมจัดงานจากทั่วโลกกว่า 2,000 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการในประเทศ 800 บริษัท และต่างประเทศ 1,200 บริษัท คาดงานนี้ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไทยหลายพันล้านบาท และสร้างมูลค่าขยายฐานส่งออกสินค้าอาหารไทยสู่ตลาดโลก จับตากลุ่มสินค้าซอสปรุงรสขยายตัวอย่างก้าวกระโดด นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ปัจจุบันเครื่องปรุงรสอาหารของไทยได้ขยายตัวไปสู่การวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้มูลค่าการส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 พบว่ามูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสมีขนาดใหญ่ถึง 40,500.35 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวของตลาดเฉลี่ยร้อยละ 10 โดยซอสปรุงรสเป็นประเภทของเครื่องปรุงรสอาหารที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด และแนวโน้มของตลาดยังมีโอกาส เติบโตได้อีกมาก ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได
ดิ เอ็มควอเทียร์ จัดงาน “ควอเทียร์ ทุเรียน เฟสติวัล และของดีจังหวัดตราด” (Quartier Durian Festival) อร่อยไม่อั้น 1 ชั่วโมงเต็ม กับทุเรียนเกาะช้าง ในราคา 559 บาท เพียง 5 วันเท่านั้น 17–21 พ.ค. นี้ ที่ ควอเทียร์ อเวนิว, ดิเอ็มควอเทียร์ งาน “ควอเทียร์ ทุเรียน เฟสติวัลและของดีจังหวัดตราด” (Quartier Durian Festival) เป็นงานที่คัดความพิเศษของ ทุเรียนพันธุ์หมอนทองและชะนีจากเกาะช้างเกรดที่ดีที่สุด มาให้คนรักทุเรียนได้เลือกรับประทาน ซึ่งทุเรียนจากเกาะช้างเป็นพันธุ์ที่ ขึ้นชื่อเรื่องความหอม หวาน มัน อร่อย เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม เนื้อแห้งไม่เละ เป็นคุณลักษณะที่คนรักทุเรียนห้ามพลาด! พร้อมผลไม้ยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ มังคุด, เงาะโรงเรียน, มะม่วงน้ำดอกไม้สุก, ลองกอง, สละ, ลิ้นจี่ ฯลฯ และสามารถเลือกอร่อยกับขนมหวานและไอศกรีมสมุทรสาครหลากหลายรสชาติได้ไม่อั้น ในราคาบุฟเฟ่ต์เพียงท่านละ 559 บาท พิเศษสำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร M Card รับส่วนลดเหลือเพียง 459 บาท โดยงาน “ควอเทียร์ ทุเรียน เฟสติวัลและของดีจังหวัดตราด” แบ่งรอบการรับประทานบุฟเฟ่ต์เป็น 7 รอบ/วัน สามารถอร่อยได้รอบละ 1 ชั่วโมงเต็ม (รอบแรกเริ่มเวลา
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่า นางจันทรา ทานุมาศ อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 145 บ้านไก่คำ ต.ไก่คำ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ปีนี้มะม่วงมีราคาสูงโดยมะม่วงดิบเป็นชนิดมะม่วงแก้วกิโลกรัมละ 7-8 บาทหากสวยจริงๆก็ราคา 8 บาท เมื่อซื้อแล้วนำบรรทุกใส่รถ 6 ล้อหรือ 10 ล้อ ไปจำหน่ายที่ จ.ลำปาง จ.นครปฐม จ อ.สามร้อยยอด โดยผู้รับซื้อจะนำเข้าโรงงานแปรรูปเป็นมะม่วงชนิดต่างๆนำขายทั้งในและต่างประเทศ วันหนึ่งมะม่วงดิบที่ออกจาก จ.อำนาจเจริญประมาณ 20-30 ตัน และในปีนี้ได้ราคาดีเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงต่างดีใจไปตามๆกัน เพราะปีกลายราคาแค่ 4-5 บาท/กิโลกรัม ปีนี้ขึ้นเป็นเท่าตัวราคา 7-8 บาท/กิโลกรัม ผู้สื่อข่าวระบุว่าการซื้อและเก็บมะม่วง ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันกลุ่มละ 4-5 คนไปเหมาต้นมะม่วงตามหมู่บ้านตามสวนมะม่วง โดยกะราคาเอาจากต้นละ 300-1,000 บาท โดยแล้วแต่ต้นมะม่วงต้นไหนจะใหญ่น้อย ที่สำคัญมีลูกดกขนาดไหนโดยใช้สายตากะเอา ว่าจะซื้อต้นนี้ 300 บาท ต้นนี้ 400 บาทหรือต้นนั้น 1,000 บาท และเก็บเอง สอยเอาเอง โดยจะนิยมซื้อแต่มะม่วงแก้วเท่านั้น ซึ่งก็ทำเอาเกษตรการที่มีมะม่วงจำหน่ายต่างก็มีรายได้ดีในปีนี้ไปตา
ชาวสวนทุเรียน “ป่าละอู” เฮ เตรียมนำผลผลิตออกจำหน่ายในมิถุนายน – สิงหาคม นี้ วันที่ 14 พฤษภาคม นายธวัช เกตุรัตน์ อายุ 61 ปี หมอดินอาสา ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน หมู่ 7 บ้านคลองน้อย ต ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่าผลผลิตทุเรียนป่าละอู อันเลื่องชื่อของ อ.หัวหิน ในปีนี้เป็นที่น่าพอใจ จากสภาวะฝนตกต่อเนื่องกันทำให้ทุเรียนติดผลเป็นจำนวนมาก คาดว่าผลผลิตปีนี้เพิ่มมากกว่าปีที่แล้วถึง 30 % โดยขณะนี้กลุ่มผู้ปลูกทุเรียนที่เป็นสมาชิกอยู่ในศูนย์ฯเกือบ 200 คน ดูแลรักษาต้นทุเรียนเป็นอย่างดี ถึงขนาดนอนเฝ้าต้นทุเรียนระวังช้างป่าออกหากิน ซึ่งคาดว่าผลผลิตทุเรียนชุดแรกที่ติดดอกในเดือนเมษายนจะออกจำหน่ายได้ราวปลายเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนชุดใหญ่จะออกต่อเนื่องกันจนถึงเดือนสิงหาคม ขณะนี้ตนได้ให้ความรู้กับสมาชิกในการบำรุงดูแลผลทุเรียน มีการจดวันนับดอกให้ครบ 140-150 วัน เพื่อคุณภาพของทุเรียน เนื่องจากทุเรียนป่าละอูเป็นที่ต้องการของท้องตลาดโดยเฉพาะคอทุเรียน จากเอกลักษณ์เนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก โดยทุเรียนป่าละอูทุกลูกต้องผ่าน
พื้นที่กว่าร้อยละ 90 ของจังหวัดทางภาคใต้เป็นแหล่งปลูกและแปรรูปกาแฟ โดยส่วนที่เหลือจะปลูกมากตามดอยสูงต่างๆ ทางภาคเหนือ ความสมบูรณ์และคุณภาพของกาแฟจากพื้นที่ทั้งสองแหล่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยสภาพทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต จนทำให้เกิดแบรนด์ดังหลายยี่ห้อ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมทางภาคอีสานจึงไม่ค่อยพบเห็นหรือได้ยินแบรนด์กาแฟบ้าง ฉะนั้น คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรฯ เล่มนี้ จึงต้องการพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับกาแฟชื่อดังทางภาคอีสานยี่ห้อหนึ่งที่ชื่อ “โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว” ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่วังน้ำเขียว มีศักยภาพปลูกกาแฟได้คุณภาพ “โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว” มีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามของ คุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ ที่ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ ให้ปลูกกาแฟแนวอินทรีย์อย่างมีคุณภาพ ป้อนเข้าสู่กลุ่ม “ผู้ปลูกกาแฟวังน้ำเขียว” เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟและเครื่องสำอางกาแฟ ส่งขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมทั่วประเทศ พร้อมกับสร้างสภาพแวดล้อมในบริเวณร้านให้เป็นโมเดลผลิตและแปรรูปกาแฟเพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำบรรยากาศอีกด้วย คุณปกรณ์
จุดเริ่มต้นของ บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่จังหวัดอุบลราชธานี คือซื้อลูกไก่จำนวนหลักร้อยมาเลี้ยงเอง และสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยง จากนั้นนำผลผลิตที่ได้จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว แต่สมาชิกและลูกเล้าของก้าวหน้าไก่สดฯ ยังจำได้ดี เพราะความมุ่งมั่นของ คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ผู้ริเริ่มงานเลี้ยงไก่ จึงมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ เหมือนกับชื่อของบริษัท จากจำนวนไก่หลักร้อย เพิ่มเป็นหลักพันและหลักหมื่นในปัจจุบัน โดยผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงขณะนี้คือ คุณสุเชษฐ์ ตริยางกูรศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด รับพิจารณาเกษตรกรในท้องถิ่นเข้าร่วม บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเลี้ยงไก่แบบครบวงจร ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านนัดหมายกระชั้นชิด ทำให้พลาดโอกาสที่จะพูดคุยกับ คุณสุเชษฐ์ ตริยางกูรศรี ผู้ที่มาให้ข้อมูลแทนคือ คุณแสวง มิ่งขวัญ หัวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อ “ลูกไก่ช่วงแรกๆ ซื้อมาจากภาคกลาง เลี้ยงขนาดเล็กๆ ไม่ได้เป็นฟาร์มใหญ่ ทางฟาร์มเลี้ยงเองส่วนหนึ่ง ให้ชาวบ้านเลี
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวนาในพื้นที่ ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.ชัยนาท ลงมือไถหว่านข้าวในฤดูนาปีทันทีที่กรมชลประทานส่งน้ำเข้าระบบ โดยหลายรายบอกว่าที่ต้องรีบทำตั้งแต่ต้นฤดูนั้นก็เพราะกลัวว่าปีนี้น้ำจะมาเร็ว ทำให้นาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหาย แต่ถ้าน้ำไม่หลากมากนักก็ได้ลุ้นที่จะทำนาปรังได้ด้วย ส่วนเมื่อถามถึงความหวังความต้องการในฤดูนาปีรอบนี้นั้น นางสุทิน จันทร์สุข อายุ 46 ปีกล่าวว่าอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือก ให้ได้ราคาตันละ 10,000 บาทหรือใกล้เคียงที่สุด เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตของชาวนาสูงมากถึงไร่ละ 6,000 บาท โดยราคาปุ๋ยที่แพงถึงกระสอบละ 700 บาทในปัจจุบัน และยังต้องมีต้นทุนค่ายาฆ่าแมลงและแรงงานคนอีก ถ้าราคาข้าวยังรับซื้ออยู่ที่ 6,500-7,000 บาทเหมือนในปัจจุบัน ชาวนาก็จะต้องประสบปัญหารายได้ไม่คุ้มการลงทุน เพราะจะไม่เหลือเงินเก็บออมได้เลยสำหรับราคาข้าวที่ตกต่ำเช่นนี้
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรหมู่ 8 ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา ได้หันมาปลูกดอกดาวเรืองพันธุ์ทองเฉลิม เป็นอาชีพเสริมหลังในแปลงนาข้าว ขณะนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวดอกดาวเรืองทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อส่งให้ลูกค้าร้านจำหน่ายดอกไม้ในพื้นที่ อ.อระโนด จ.สงขลา และอ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 1 หมื่นดอก เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชน นำไปใช้แทนดอกบัวในช่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา นางวิภา จุนเนียม อายุ 33 ปี เกษตรกรปลูกดาวเรือง อ.ระโนดกล่าวว่าตนและครอบครัวปลูกดาวเรือง หลังเก็บเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม สำหรับแปลงปลูกดอกดาวเรืองประมาณ 700 ต้น ใช้ระยะเวลาปลูก 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เนื่องจากใช้ปุ๋ยชีวภาพ จากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง60 วัน นางวิภากล่าวว่าราคาขายส่งแยกเป็น 4 ขนาด ขนาดใหญ่ ดอกละ 80 สตางค์ ขนาดกลาง ดอกละ 50 สตางค์ ขนาดเล็ก ดอกละ 30 สตางค์ และขนาดเล็กสุด ดอกละ 20 สตางค์ จะมีพ่อค้าแม้ค้ามารับซื้อถึงที่บ้านและ ราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก1เท่าตัวหากอยู่ในช่วงที่ดาวเรืองออกดอกมาน้อยหรือช่วงที่ดอกดาวเรืองขาดตลาด “ขณะได้สามารถเก็บขายได้เกือบทุกวัน วันละ 2-3 พันดอก แต่ในช่วงสัปดาห
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ยกระดับรายได้ และสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นให้พาณิชย์จังหวัดผลักดันเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล กระทรวงพาณิชย์ จึงได้มีโครงการอบรมฝึกปฏิบัติเชิงลึกในสวนเกษตรอินทรีย์ ผ่านโครงการ Organic Training Program เพื่อให้พาณิชย์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดของตน ในด้านการวางแผนการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ การขอตรารับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากล และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติ โดยเตรียมจัดอบรมระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2560 จากฝึกปฏิบัติในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่มีชื่อเสียงได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล อาทิ กลุ่มเกษตรกรชาวสวนบ้านหัวอ่าว (สามพรานโมเดล) จังหวัดนครปฐม และไร่ปลูกรัก จังหวัดราชบุรี เป็นต้น ปัจจุบันเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดต่างๆ กว่า
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเกษตรกรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แจกฟรีสับปะรดเนื่องจากโรงงานไม่รับซื้อ ว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งดำเนินการช่วยเหลือ และเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง เบื้องต้นพบว่าสาเหตุจากสต็อกของโรงงานมีจำนวนสูงและต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อ ทำให้ไม่สามารถรับซื้อสับปะรดในปริมาณมากได้ ประกอบเป็นช่วงนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก และอากาศร้อนสลับฝนตกทำให้สัปปะรดแกน คุณภาพไม่อยู่ในเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด สำหรับผลการประชุมของคณะกรรมการไตรภาคีฯ ได้ขอความร่วมมือจากโรงงานยืนราคารับซื้อสับปะรดผลใหญ่ราคา 5 บาท/กิโลกรัม โดยให้ตรึงราคานี้ 15 วัน และขอให้โรงงานบริหารจัดการเรื่องจัดคิวรับซื้อจากเกษตรกร ส่วนเกษตรกรขอความร่วมมือเรื่องคุณภาพให้ผลิตได้ตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด และลดการใช้สารเคมีก่อนตัดส่งโรงงาน โดยจังหวัดประจวบฯ มีพื้นที่ปลูกสับปะรด 486,386 ไร่ ผลผลิตรวม 1,110,319 ตัน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,390 กิโลกรัม/ไร่ มีเกษตรกร 12,467 ราย ราคาสับปะรดผลใหญ่หน้าโรงงาน ณ วันที่ 4 พฤษภาคม กิโลกรัมละ 4.40-5.20 บาท นอกจากนี้ได้
