แปรรูปสินค้าเกษตร
สสว. ยกระดับมาตรฐานสินค้าประเภทอาหารของวิสาหกิจชุมชนและโอทอป แจกคูปองให้เข้าตรวจสอบว่าปราศจากสารปนเปื้อนและได้มาตรฐานด้านความสะอาดกับ “เซ็นทรัล แล็บ” หวังสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค เริ่มต้นที่ จ.สระบุรี และจะกระจายทั่วประเทศ นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้จัดโครงการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ สำหรับวิสาหกิจชุมชนและ SME รายย่อย โดยเริ่มต้นที่ จ.สระบุรี แล้วจะขยายไปทั่วประเทศ สสว. ได้มอบคูปองตรวจสอบสารปนเปื้อน คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ประเภทผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง จำนวน 100 ใบ มูลค่าละ 5,000 บาท มูลค่ารวม 500,000 บาท ให้แก่ผู้ประกอบการนำสินค้ามาตรวจวิเคราะห์กับบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “เซ็นทรัล แล็บ” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากนายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการ จ.สระบุรี และประธานเครือข่ายโอทอป จ.สระบุรี ในฐานะตัวแทนแจกจ่ายคูปองมารับมอบ ณ ศูนย์โอทอป คอมเพล็กซ์ พุแค จ.สระบุรี
สสว. ยกระดับมาตรฐานสินค้าประเภทอาหารของวิสาหกิจชุมชนและโอทอป แจกคูปองให้เข้าตรวจสอบว่าปราศจากสารปนเปื้อนและได้มาตรฐานด้านความสะอาดกับ “เซ็นทรัล แล็บ” หวังสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค เริ่มต้นที่ จ.สระบุรี และจะกระจายทั่วประเทศ นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้จัดโครงการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ สำหรับวิสาหกิจชุมชนและ SME รายย่อย โดยเริ่มต้นที่ จ.สระบุรี แล้วจะขยายไปทั่วประเทศ สสว. ได้มอบคูปองตรวจสอบสารปนเปื้อน คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ประเภทผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง จำนวน 100 ใบ มูลค่าละ 5,000 บาท มูลค่ารวม 500,000 บาท ให้แก่ผู้ประกอบการนำสินค้ามาตรวจวิเคราะห์กับบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “เซ็นทรัล แล็บ” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากนายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการ จ.สระบุรี และประธานเครือข่ายโอทอป จ.สระบุรี ในฐานะตัวแทนแจกจ่ายคูปองมารับมอบ ณ ศูนย์โอทอป คอมเพล็กซ์ พุแค จ.สระบุรี
“พาณิชย์” จัดประชุมเวิร์กชอป เชิญพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ 76 จังหวัด ร่วมจัดทำแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เน้นพัฒนาตลาดชุมชน ตลาดต้องชม ตลาดสินค้าเฉพาะ ตลาดกลางสินค้าเกษตร พร้อมทำแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพประชาชนและการค้าชายแดน พร้อมสั่งทำแผน ปี 62 ที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด ยุทธศาสตร์พาณิชย์ และยุทธศาสตร์ชาติ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 29-30 เม.ย. 2560 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยเชิญพาณิชย์จังหวัดในฐานะตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ในภูมิภาคจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ มาประชุมหารือและร่วมกันจัดทำแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานราก มีความเข้มแข็งและมีการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น และมีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้ขยายตัวตามไปด้วย ทั้งนี้ แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงฯ มีนโยบายในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และประชาชนในส่วนภูมิภาค ผ่านการจัดตั้งตลาด ในรูปแบบต่างๆ การดูแลรา
ร.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยเดือนมีนาคม 2560 มีปริมาณ 955,447 ตัน เพิ่มขึ้น 4.4% เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ลดลง 3.6% เทียบเดือนมีนาคม 2559 โดยมีมูลค่าส่งออก 14,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ แต่ลดลง 6.6% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งตลาดหลักคือประเทศแถบเอเชีย จีน และแอฟริกา ทำให้ไตรมาสแรกปี 2560 ส่งออกปริมาณรวม 2,693,622 ตัน ลดลง 5.6% มูลค่า 40,260 ล้านบาท ลดลง 8.6% เมื่อเทียบไตรมาสแรกปี 2559 ที่มีการส่งออกปริมาณ 2,851,917 ตัน มูลค่า 44,049 ล้านบาท ร.ท.เจริญ กล่าวว่า สำหรับเดือนเมษายนนี้ สมาคมฯคาดว่าส่งออกจะมีปริมาณ 800,000-900,000 ตัน เนื่องจากอยู่ในช่วงส่งมอบข้าวขาวทั้งข้าวใหม่และข้าวเก่าให้กับผู้ซื้อในแถบเอเชียและแอฟริกาต่อเนื่อง ขณะที่ข้าวนึ่งส่งไปประเทศในแถบแอฟริกา และข้าวหอมมะลิคุณภาพดีส่งไปสหรัฐฯและ ฮ่องกง ประกอบกับตลาดในตะวันออกกลาง มีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมไว้ก่อนเข้าสู่ช่วงเดือนรอมฎอนในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวช่วงนี้ ราคาข้าวของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางการแ
ว่าที่ ร.ต.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ ซึ่งดูแลพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน เผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐด้วยระบบส่งเสริมการเกษตร และการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสานงานส่งเสริมการเกษตร ของศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า นโยบาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้พัฒนาและใช้ประโยชน์ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ขับเคลื่อนเกษตรกรรมสู่เกษตรกร เพื่อทำการเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ โดยนำร่องพื้นที่ปลูกสัปปะรด ที่ ศพก. ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปางเป็นแห่งแรก ที่มีสมาชิก 160 ราย ปลูกสัปปะรด จำนวน 690 ไร่ ที่ผลผลิตมีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท/ปี “เป้าหมาย ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ เชียงใหม่ เป็นแหล่งผลิตลิ้นจี่ ลำไย ลำปาง ข้าว สัปปะรด น่าน สุมนไพรพื้นบ้าน แม่ฮ่องสอน พืชผักเมืองหนาว ส่วนข้าวโพด ย้ายพื้นที่ปลูกจากต้นน้ำ หรือบนดอย ลงมาปลูกพื้นที่นาข้าว เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน โ
วันที่ 28 เมษายน 2560 นางรำเภา หาญนอก อายุ 43 ปี เกษตรกรชาวบ้านใหม่ลำเพียก หมู่ที่ 11 ต.ลำเพียก อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ใช้พื้นที่ของสวนเกษตรผสมผสาน ของตนเองที่มีอยู่ 14 ไร่ ลงทุนปลูกพริกไทย ไปประมาณ 2 งาน เพื่อใช้เป็นพืชทางเลือกเพิ่มความหลากหลายและรายได้ให้กับครอบครัว โดยสามารถปลูกพริกไทยได้รวม 200 เสา ผ่านมากว่า 1 ปี ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้บางแล้ว แม้ว่าต้นพริกไทยจะยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่ก็สร้างรายได้ให้กับครอบครัวชุดละกว่า 4 หมื่นบาท นางรำเภา เจ้าของไอเดียพลิกพื้นที่ปลูกพริกไทยส่งขาย กล่าวว่า เดิมทีที่ดินของตนเองนั้นใช้ปลูกมันสำปะหลังมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ แต่มาถึงช่วงที่ตนเองเข้ามาดูแลแทน ก็หันหาพืชชนิดอื่นๆมาปลูก เนื่องจากมันสำปะหลังราคาต่ำและให้ผลผลิตไม่คุ้มค่า ทดลองปลูกทั้งพืชไร่พืชสวนผักผลไม้นานาชนิด เก็บขายได้ตลอดปี ไม่เหมือนกับการปลูกมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวได้เพียงครั้งเดียวต่อปี และไม่มีทางรู้ว่าปีให้จะได้ราคาดีหรือแย่ ทั้งนี้การปลูกพืชสวนนั้นจะมีระยะห่างระหว่างต้นค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอครบุรี เพื่อสรรหาพืชชนิดอื่นมาปลูก ก็มาลงเอยที่พริกไทย เนื่องจา
วันที่ 29 เมษายน 2560 น.ต.ประสิทธิ กาญจนวนิชย์ (รน.) ประธานกรรมการการสหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯและองค์การบริหารส่วนตำบล อบต.) ห้วยสัตว์ใหญ่ ร่วมกันถือครองทะเบียนสิทธิบัตร “ทุเรียนป่าละอู” ผลผลิตที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะทรัพย์สินจากภูมิปัญญาของเกษตรกรในท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สินค้าจากแหล่งอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ โดยมีทุเรียนพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ชะนี ที่มีลักษณะเนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก ปลูกเฉพาะบริเวณพื้นที่ป่าละอู ใน ต.ห้วยสัตว์ใหญ่เท่านั้น และ ขอยืนยันว่าทุเรียนป่าละอู รุ่นทวายได้ตัดจำหน่ายหมดรุ่นแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับทุเรียนในฤดูปกติจะเริ่มออกจำหน่ายได้ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป “ ขณะนี้สหกรณ์ได้ดูแลการรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก 52 ราย เพื่อกำหนดราคาซื้อขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สร้างอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง หากตรวจพบว่าสมาชิกใครละเมิดลิขสิทธิ์ จะต้องเสียค่าปรับวงเงิน 200,000 บาท หลังจากกำหนดให้ชาวสวนตัดผ
นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลจากการเปิดระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 1.03 ล้านตัน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ว่ามีผู้สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ 22 ราย ผ่านคุณสมบัติผู้เสนอซื้อ 21 ราย ผลจากการเปิดซองมีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 11 ราย ใน 157 คลัง ปริมาณ 1.03 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 100 ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด รวมมูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 2,752.18 ล้านบาท โดยราคาเสนอซื้อสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 2,473.64 บาท/ตัน ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตพลังงานไฟฟ้า ผลิตก๊าซชีวภาพ และผลิตเอทานอล เป็นต้น สำหรับชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็นข้าวขาว 5% รองลงมา คือ ปลายข้าว A1เลิศ หลังจากนี้กรมฯ จะดำเนินการประมวลผลการยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 เข้าที่ประชุมคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐและคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวก่อนนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อ
เกษตรฯตั้งป้อมคุมเข้ม “ทุเรียนอ่อน” หวั่นทำลายตลาดกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรมวิชาการเกษตรจัดชุดปฏิบัติการตั้งป้อมตรวจเข้ม “ทุเรียนอ่อน” ในพื้นที่ภาคตะวันออก หวั่นเล็ดลอดสู่ตลาดกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทำลายระบบตลาดพัง นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการนำเข้าทุเรียนจากไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประกอบกับผู้บริโภคภายในประเทศก็มีความต้องการสูงเช่นกัน ส่งผลให้ทุเรียนมีราคาดี เป็นแรงจูงใจให้พ่อค้าที่เหมาซื้อทุเรียนยกสวนและเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเร่งตัดทุเรียนป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว บางรายตัดทุเรียนที่มีอายุไม่ถึงกำหนดสุกโดยเก็บเกี่ยวที่อายุ 70-80 วัน หรือความแก่ประมาณ 60-70% เมื่อทุเรียนสุกจะไม่หวานมันและรสชาติไม่ดี ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญปัญหาดังกล่าว ยังทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงทุเรียนไทย และทำลายตลาดส่งออกด้วย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา สำนักวิจัยแ
“ มะม่วง ” เป็นไม้ผลที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ ปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมะม่วงที่ให้ผลผลิตแล้ว 2,145,211 ล้านไร่ จำนวนผลผลิต 3,243,559 ตัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้สรุปมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ ปี 2558 มะม่วงน้ำดอกไม้ มูลค่าประมาณ 59,556 ล้านบาท มะม่วงเขียวเสวยประมาณ 88,300 ล้านบาท และกลุ่มมะม่วงคละชนิดอีกประมาณ 70,515 ล้านบาท (ที่มา :ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2559) จึงกล่าวได้ว่า มะม่วง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างมหาศาล และมีอัตราการเติบโตถึงปีละ 10-15% หากอยากรู้ว่า ตลาดส่งออกมะม่วงของไทยในอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางใดนั้น ต้องฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ “คุณวุฒิชัย ดอนทองแอ ” ประธานคณะบริหารการจัดซื้อฝ่ายเกษตร บริษัท สวิฟท์ จํากัด ดังต่อไปนี้ จุดเริ่มต้นกิจการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นกิจการคนไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านส่งออกพืชผัก และผลไม้สด ระยะแรกบริหารงานในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ควบคุมคุณภาพผลผลิตไม่ได้ จึงเปลี่ยนนโยบายหันมาสร้างเกษตรกรเครือข่ายโดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ( Contract farming ) โดยให้การช่วยเหลือด้านเงินทุน องค์ความรู้แก่เกษ
