“ เมื่อก่อนทำนาเป็นหนี้ พอมาทำสวนส้มก็ไล่หนี้หมด ส้มนี่แหละคือจุดรวยของเราให้ทุกอย่างเลย ทำเงินสร้างผลกำไร เจ็บป่วยก็ไม่เดือดร้อน ก็มาจากสวนส้มนี่แหละ ทุกวันนี้ มีกินมีใช้ ไม่ขัดสนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ” คำกล่าวของนายชนิตร์ พูนสินธุ์ เกษตรกรชาวสวนส้มคลอง 12 ตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
ทิ้งอาชีพชาวนา มาทำสวนส้ม
นายชนิตร์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนผมมีอาชีพทำนา ปี พ.ศ.2533 พายุโซนร้อน “อีรา” พัดผ่านประเทศไทยทำให้ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมหนักทำให้นาข้าวล่ม จึงเลิกทำนา หันมาทำอาชีพรับจ้าง ต่อมา เกษตรกรสวนส้มบางมดมาซื้อที่ดินย่านคลองรังสิตเพื่อทำสวนส้ม ผมก็เลยทำสวนส้มเขียวหวานตามเขา ครั้งแรกผมลงทุนทำสวนส้ม 5 ไร่ โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานมาจากบางมด ปลูกได้ 3 ปีก็เก็บผลผลิตออกขายได้ ได้ผลกำไรดี สามารถซื้อรถปิคอัพได้คันหนึ่ง จากนั้นก็ขยายพื้นที่ปลูกส้มไปอีก 2 แปลงเนื้อที่รวม 30 กว่าไร่

ต่อมาสวนส้มรังสิตประสบปัญหา “ส้มร่วง” ทำให้ต้นส้มทรุดโทรมและผลส้มร่วงเสียหาย นายชนิตร์ เป็นหนึ่งในเจ้าของสวนส้มที่ได้รับความเสียหายจนแทบหมดตัว จึงตัดสินใจย้ายไปทำสวนส้มที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยเช่าที่ดิน 30 ไร่ปลูกส้มเขียว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงได้ผลผลิตที่ดี สร้างผลกำไรได้หลายล้านบาท
จนกระทั่งเมื่อ 14 ปีก่อน สวนส้มในจังหวัดกำแพงเพชร ประสบปัญหาด้านโรคแมลง และสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำให้ผลส้มไม่โต นายชนิตร์จึงตัดสินใจกลับมาทำสวนส้มที่ทุ่งรังสิตอีกครั้ง โดยมียาปักต้น เป็นตัวช่วยทำให้ผลส้มไม่หลุดร่วงเหมือนในอดีต ซึ่งยาปักต้น คือยาปฏิชีวนะ ทางเลือกและทางรอดของสวนส้ม ทำให้ต้นส้มเติบโตแข็งแรง และมีผลผลิตที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

การปลูกดูแล
ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกส้มแบบยกร่องสวน ปลูกต้นส้มในระยะห่าง 3 x 3 เมตร หลังปลูกคอยดูแลใส่ปุ๋ย ให้ยา ให้น้ำสวนส้มตามปกติ พร้อมใส่ใจดูแลริดกิ่งต้นส้มให้โล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก เวลาฉีดยาจะทั่วถึงทั้งต้น เปลือกผิวส้มจะสวย ไม่ดำไม่ลาย เพราะทุกวันนี้ตลาดต้องการส้มรสชาติหวาน ผิวสวยเรี่ยมจึงขายได้ราคาดี

ยาปักต้น แก้วิกฤตโรคผลร่วง
นายชนิตร์บอกว่า ทุกวันนี้ สวนส้มอยู่ได้ต้องมียาปักต้นเป็นตัวช่วยสำคัญในการป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช ช่วยให้ผลส้มไม่หลุดร่วง โดยทั่วไปแล้ว การฉีดยาจะทำหลังจากตัดแต่งกิ่ง โดยเว้นระยะเวลา 3 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อลดความเสี่ยงของการตกค้างของสารเคมีในผลผลิต ผมไปเรียนรู้เทคนิคนี้มาจากสวนส้มที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้ผลผลิตที่ดี ไม่มีอันตรายต่อคน เพราะตัวยานี้ก็คือยาแก้อักเสบทั่วไปนั่นแหละ และมีต้นทุนแพงพอสมควร เดิมขายถังละ 3 หมื่นบาท ตอนนี้ปรับราคาขึ้นเป็น 5 หมื่นบาท ก็ยังถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน

ด้านตลาด
โดยทั่วไป นายชนิตร์จะวางแผนการผลิตส้มจำนวน 2 รุ่น เก็บผลผลิตออกขายได้ไร่ละ 2 ตัน สำหรับฤดูส้มปี เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม เนื่องจากเป็นฤดูส้มปี มีผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมาก บางปีขายได้ราคาต่ำกว่า 10 บาท/กก. ส่วนราคาสูงสุดที่เคยทำได้คือ กก.ละ 35 บาท ส่วนส้มรุ่นที่ 2 ตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขายได้ราคาดี
“ แต่ละวันจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อผลผลิตหน้าสวน เฉลี่ยวันละ 1- 2 ตัน บางครั้งส้มมีปัญหาผิวลาย ขายไม่ได้ราคา ก็ใช้วิธีขายส้มแบบเหมา ผ่านช่องทางเฟสบุคและกลุ่มไลน์ โดยโชว์ภาพบรรยายสวนส้ม การเก็บเกี่ยวผลผลิต ลูกค้าที่สนใจก็ตามมาชิมและเลือกซื้อสินค้าหน้าสวน ก็ขายได้ราคาดีอยู่ ”นายชนิตร์กล่าว

ปัจจุบันสวนส้มเนื้อที่ 20 ไร่แห่งนี้ มีต้นทุนการผลิตต่อรุ่นกว่า 3 แสนบาท ขายผลผลิตได้รุ่นละ 5-6 แสนบาท หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้ นายชนิตร์ ยังเลี้ยงปลาในร่องสวน เพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจ ขณะเดียวกัน หากพบว่า แปลงไหนมีต้นส้มตาย ก็จะนำต้นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม หรือมะละกอ มาปลูกทดแทนเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งรายได้เหล่านี้ สามารถใช้เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟในแต่ละเดือน ซึ่งการเรียนรู้ และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ของนายชนิตร์ สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้อีกทางหนึ่ง
