เทคนิคเกษตร
เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสลงไปที่ “ไร่ชุนโด” บ้านศรีวิไล ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ สวนเกษตรอินทรีย์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งของ อำเภอเชียงคำ เพื่อชมและชิมรสชาติของ “เสาวรสยักษ์” หรือ “สุคนธรส” ซึ่งถือว่าเป็นพืชที่หาดูยาก ปลูกยาก หากินยาก สารพัดคุณประโยชน์ทางยา ภายในไร่ชุนโด ถูกจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นสัดส่วน มีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และที่พิเศษสุดคือ การปลูกต้นสุคนธรส ซึ่งชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางเรียก สุคนธรส ภาคกลางบางส่วนและภาคตะวันตกเรียก แตงกะลา มะแตงสา หรือแตงสา ภาคใต้เรียก มะละกอย่าน ส่วนภาคเหนือเรียก มักซูรด หรือกะทกรกยักษ์ ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากความที่เป็นพืชหายาก กลิ่นหอม รสชาติหวานนำเปรี้ยว ปลูกยาก และมีราคาแพง คุณประเสริฐ หาญพิศุทธิ์ อายุ 42 ปี เจ้าของไร่ชุนโด เผยว่า ตนเองได้นำเมล็ดพันธุ์ต้นสุคนธรส มาจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านซึ่งเหลือแต่เมล็ดพันธุ์ ส่วนต้นที่เคยปลูกก็ไม่มีแล้ว ด้วยความที่ตนเองรักในการปลูกต้นไม้และชอบปลูกพืชหายาก จึงได้ทดลองปลูก เนื่องจากต้นสุคนธ
ข้าวเม่า จัดเป็นอาหารว่างอย่างหนึ่งที่มีกลิ่นหอม รสอร่อย เป็นที่นิยมรับประทานในหมู่คนทางภาคอีสานอย่างกว้างขวาง และในปัจจุบันนี้พบว่า ประชาชนในภาคอื่นๆ ก็นิยมรับประทานข้าวเม่าด้วยเช่นกัน บางท้องที่นำข้าวเม่ามาแปรรูปเป็นขนมหวานในรูปแบบต่างๆ กัน ที่สำคัญเมื่อรับประทานแล้ว จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานเหมือนกับการรับประทานข้าว ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าข้าวเม่านั้นทำมาจากข้าวดีๆ นี่เอง จะเรียกว่าเป็นอาหารว่างหรือขนมก็ไม่ผิด การทำข้าวเม่า เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวชนบท ที่มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณกาล ในอดีตพบว่า ชาวนาจะทำข้าวเม่าเพื่อใช้รับประทานเป็นอาหารว่างและใช้เป็นของฝากญาติพี่น้อง แต่คนเก่าแก่บอกว่า นอกจากทำเพื่อรับประทานแล้ว ยังทำเพื่อนำไปเซ่นไหว้ผีเจ้าปู่ที่รักษาไร่นา หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นอีสานว่า ผีตาแฮก นั่นเอง เหตุที่ต้องเซ่นไหว้ก็เพราะว่าต้องการให้ ผีตาแฮก ดลบันดาลให้นาข้าวได้ผลผลิตสูงในปีนั้นๆ แต่ในปัจจุบันนอกจากจะทำข้าวเม่าตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านยังทำเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมยามเว้นว่างจากการทำนาในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ในแต่ละปี และมีบางหมู่บ้านหรือบางครอบครัวที
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ขึ้นต้นมาก็หวานจ๋อยท้าลมร้อนกันเลยเชียว มิใช่อะไรหรอกครับ วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจ วันหยุดสบายๆ ที่ได้หยุดสักวัน เพราะปกติในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผมจะเดินทางไปเยี่ยมชมสวนของพี่น้องเกษตรกร หรือไม่งั้นก็ถ่ายรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร ในวันสบายๆ เช่นนี้ ผมอยากพาท่านผู้อ่านลัดเลาะไปกินไปเที่ยวกับผม ในรูปแบบอิ่มพุง ตุงสมอง (ได้ความรู้) นัดกับ พี่สมชาย กลิ่นมะพร้าว (เคยลงในตอน สวนผสมของพี่สมชาย ฉบับเดือนธันวาคม 2560) ไว้ที่สวนคลองแปด ถนนรังสิต-นครนายก ภาพอันชินตาสำหรับการขับรถไปในพื้นที่นี้ก็คือสวนส้ม สวนกล้วย และนาหญ้า ปัจจุบัน สวนส้มเริ่มทิ้งร้าง เกษตรกรก็ต้องปรับตัว จึงมีสวนผลไม้อื่นๆ ผุดขึ้นอีกมากมาย ฝรั่ง มะม่วง มะนาว กล้วยหอม บางสวนก็เป็นสวนเกษตรผสมผสาน บางสวนก็ผลิตกล้าไม้จำหน่าย เรียกว่าปรับตัวตามกระแสไปด้วย อะไรที่ดี ที่ขายได้ ที่มีคนสนใจก็ต้องผลิตออกมาสู่ท้องตลาดกัน และก็ไม่นานเช่นกันทุกอย่างก็ล้นตลาด ราคาตก ตัดทิ้งปลูกชนิดใหม่ วนเวียนกันอยู่เป็นวงจรเช่นนี้ อุตส่าห์เกริ่นว่าเป็นวันสบายๆ ก็ขอเล่าแบบสบายๆ ดีกว่าครับ ไม่มีอะไรมา
ขมิ้นชันมีสารสำคัญสีเหลืองชื่อ เคอร์คูมิน (Curcumin, Volantile Oil) เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ แก้ท้องอืด ขับลม ช่วยระบบย่อยอาหาร ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ขับน้ำดี แก้ท้องเสีย รักษาแผลหลังผ่าตัด คุณรุจิรา หิรัญสาลี อดีตพยาบาลคนเก่ง อยู่บ้านเลขที่ 33/113 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปรรูปขมิ้นจำหน่าย ได้รับความนิยมอย่างมาก คุณรุจิรา อยู่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่วัตถุดิบ แปลงปลูกขมิ้น อยู่เขาวง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขมิ้นเขาวง มีสารสำคัญคือเคอร์คูมิน สูงเป็นพิเศษ เมื่อนำมาแปรรูปจึงมีประสิทธิภาพสูง คุณรุจิราแปรรูปขมิ้นเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ รู้จักกันดีในนามขมิ้นแปรรูปศาลาไทย ผลิตภัณฑ์กว่า 100 อย่าง “อดีตรับราชการอยู่โรงพยาบาล เริ่มทำตอนอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี…เราได้รับการพรีเซนต์จากพื้นที่อำเภอบ้านตาขุน ว่าขมิ้นชันที่นี่มีสารสำคัญสูง ประจวบกับชอบแพทย์แผนไทยพอดีก็เลยไปเรียนแพทย์แผนไทยมาในช่วงนั้น ก็เอาขมิ้นของกลุ่มวิสาหกิจขมิ้นชันปลอดสารพิษตัวนี้มาแปรรูปเป็นยาขมิ้น
หลังจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ปลดล็อกส่วนใบ ราก ลำต้น ของกัญชาออกจากรายการยาเสพติด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 โดยมีเจตนารมย์ให้ประชาชนใช้เพื่อการดูแลสุขภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในชุมชนนั้นๆ ทำให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เริ่มพัฒนารูปแบบธุรกิจอาหารที่มีส่วนผสมของใบกัญชา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก ในคุณค่าด้านวัฒนธรรมและสุขภาพ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ศึกษาค้นคว้าความรู้ดั้งเดิม และการวิจัยสมัยใหม่ของการใช้กัญชา ทำให้พบว่า บรรพบุรุษไทยมีความเฉลียวฉลาดในการเลือกใช้พืชพรรณเพื่อดูแลสุขภาพ เพราะความรู้ของบรรพบุรุษช่างสอดคล้องกับการวิจัยสมัยใหม่ จึงนำมาสู่โครงการ “มาชิมกัญ” ทำให้เกิดกระแสบริโภคกัญชาฟีเวอร์ เป็นที่สนใจของคนไทยทั่วประเทศและต่างชาติจำนวนมาก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ดำเนินการติดตามความปลอดภัยในการรับประทานอาหารที่ปรุงจากกัญชาด้วยเพื่อให้มีข้อมูลอย่างรอบด้าน สนับสนุนให้เกิดรูปแบบธุรกิจอย่างยั่งยืน ทำให้ตำรับเมนูกัญชามีความปลอดภัยดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดชุดความรู้และประสบการณ์ที่ได้ศึกษาค
คำถามเกี่ยวกับกับข้าวไทยเก่าแก่ที่มักถามกันบ่อยๆ คือ วิถีคนไทยโบราณแต่ก่อนเขากินอะไรกันเป็นสำรับกับข้าวหลัก นอกจากน้ำพริก ผักต้ม ผักสด ปลาย่าง ปลาร้า ฯลฯ ที่เป็นเครื่องจิ้มและของแห้ง ซึ่งถ้าประมวลเอาจากหลักฐานหลายๆ อย่างแล้ว ผมคิดว่าคำตอบน่าจะคือแกงเลียง หรือที่เรียกกันตามถิ่นมาแต่ก่อนว่า “เลียง” ซึ่งเป็นกับข้าวง่ายๆ ที่มีร่องรอยในประวัติศาสตร์มายาวนาน แถมมีพัฒนาการคลี่คลายมาอีกหลายระลอก จนมามีหน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่พื้นเพบ้านใครบ้านมันจนปัจจุบันนี้ ผมเลยคิดว่าจะลองคุยเรื่องแกงเลียงเท่าที่รู้ดูสักหน่อย เผื่อใครจะช่วยต่อยอดความรู้เรื่องนี้ออกไปได้อีกน่ะครับ ถ้าเราดูจากอุปกรณ์ครัวโบราณ คนไทยก็มีครกดินเผาจากเตาเผาแถบสิงห์บุรี ปทุมธานี หรือสุโขทัย ใช้มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ครกเล็กๆ แบบนี้ย่อมจะพอใช้โขลกพริกไทย (ก่อนที่พริกขี้หนูจะเข้ามาทีหลังในราวพุทธศตวรรษที่ 22) หัวหอม กระเทียม ทั้งเพื่อปรุงเป็นน้ำพริก แล้วก็คงละลายน้ำตั้งหม้อ ใส่ผัก กินเป็นแกงซดน้ำง่ายๆ คู่สำรับมานานแล้ว มีหลักฐานคำร้องเล่นเพลงจ้ำจี้ดอกเข็ม ตอนหนึ่งร้องว่า “…เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว เป็นน้ำเต้า ให
วิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีคนไทยอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการท่องเที่ยว ผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านการส่งออก ด้านการศึกษา ที่น่าห่วงสุดคือ ผลกระทบในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งหลายกิจการต้องปิดตัวลง หรือชะลอการลงทุน จึงเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก ทำให้อัตราการว่างงานของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกท้อถอยได้ แต่อย่าสิ้นหวัง เพราะคนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นคนที่รู้จักการปรับตัวที่สุด (ชาร์ลส์ ดาวิน) ทางออกที่ดีที่สุดในยามนี้ คือการฝึกวิชาชีพให้มีความรู้ติดตัว พัฒนาทักษะวิชาชีพ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หากทุกคนร่วมกันยืนหยัด ใฝ่เรียนรู้แล้วปรับตัว สุดท้าย ก็จะผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. ได้ดำเนินการให้มีโครงการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนขึ้น โดยใช้สถานศึกษา กศน. และ กศน. ตำบล หรือแขวง เป็นฐานการจัดกิจกรรมให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่บริการ โดยมีความเชื่อมั่นว่า โครงการดัง
คำกล่าวที่ว่า “สายน้ำ คือ ชีวิต” คงเป็นสิ่งที่ยังหนีไม่พ้นไปจากวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นการเดินทางสัญจรหรือแม้แต่การขนส่งสินค้าจะเน้นทางเรือเป็นหลัก จึงทำให้คนในสมัยนั้นนิยมปลูกบ้านริมฝั่งแม่น้ำเป็นหลัก เมื่อบ้านเมืองเกิดการพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน วิถีเหล่านั้นเริ่มจางหายลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ยังไม่ละทิ้งสายน้ำที่เป็นดังสายธารชีวิต กลับหาใช้ทำประโยชน์เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว เช่น การจับปลาในแม่น้ำ การเลี้ยงปลากระชัง ตลอดจนใช้พื้นที่แนวชายตลิ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืช เกษตรกรแถบตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีวิถีชีวิตผูกพันกับ ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วยพืชผักสวนครัว แต่พืชเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต อาจจะมีรายได้ที่ต้องรอเวลา เกษตรกรหลายรายจึงใช้ประโยชน์จากแม่น้ำท่าจีนที่อยู่หลังบ้านปลูกผักกระเฉดกับผักบุ้งเสริมรายได้อีกทาง เพราะผักกระเฉดและผักบุ้ง ไม่ต้องไปลงทุนหาจากที่ไหนเลย วันดีคืนดีมันก็ลอยมาติดที่ท่าน้ำหน้าบ้านเอง เพียงแค่นำผักกระเฉดและผักบุ้ง มาปักลงในดินไว้ริมตลิ่ง ก็เหมือนกับปลูกพ
บุหงาบูดะ หรือ ขนมดอกลำเจียก เป็นขนมพื้นเมืองของจังหวัดสตูล มีการทำกันมาตั้งแต่สมัยพระยาสมันตรัฐ โดยคนในสายสกุลกรมเมือง ที่เข้าไปรับใช้อยู่ในวังเก่าเจ้าเมืองสะโตย หรือจังหวัดสตูลในปัจจุบัน ขนมบุหงาบูดะ มีลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายหมอน ทำด้วยมะพร้าวทึนทึก และแป้งข้าวเหนียวผสมด้วยน้ำตาล เกลือ น้ำ และกะทิ เป็นขนมพื้นบ้านของชาวมุสลิมที่นิยมทำเป็นขนมใช้ในงานเทศกาลงานพิธีที่สำคัญๆ ทางศาสนาอิสลาม อาทิ งานเทศกาลฮารีลายอ ตรุษของคนอิสลาม เทศกาลถือศีลอด งานแต่งงาน และเทศกาลงานอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังใช้เป็นขนมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน อดีตขนมบุหงาบูดะจะทำกันเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ ไม่มีขายตามท้องตลาด จะต้องรอจนถึงช่วงเวลาเทศกาลถึงจะได้รับประทาน แต่ปัจจุบันขนมบุหงาบูดะได้มีการทำออกจำหน่ายเป็นของฝากติดไม้ติดมือนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจตลอดทั้งปี โดยมีกลุ่มเยาวชนและกลุ่มแม่บ้านที่ได้สืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษรวมกลุ่มทำขนมพื้นบ้านชนิดนี้ จนกลายเป็นสินค้าโอท็อปที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสตูล สำหรับแหล่งผลิตที่สำคัญและมีชื่อเสียง มีอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มได้พัฒนารูปร่างหน้าตา รส
ดูเหมือนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะคับขันขึ้นทุกขณะจิตนะครับ สถานที่ที่เคยไปมาหาสู่ซื้อขายแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมก็กลายเป็นอโคจรสถานไปทีละแห่งๆ พลอยให้ชีวิตปกติกระทบกระเทือนมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเสียอีก เราท่านก็คงต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตกันไป เพื่อความปลอดภัยทั้งของเราเองและผู้คนรอบข้าง เฉพาะเรื่องอาหารการกิน การนั่งรับประทานในร้านรวงก็ดูจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ทั้งจากตัวอาหาร และภาชนะที่จำต้องใช้ร่วมกัน หลายครอบครัวจึงเริ่มทำกับข้าวกินเองมากขึ้น หรือไม่ก็สั่งของมากินที่บ้านเป็นการส่วนตัว ลดความเสี่ยงไปได้มาก การปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่งอาหาร ตลอดจนวัตถุดิบอาหาร อาจทำให้เราต้องหันมาพิจารณาทางเลือกอีกทางหนึ่ง คือการเก็บหาจากธรรมชาติ (Forage) ซึ่งในปัจจุบันก็ยังพอทำได้อยู่นะครับ เนื่องจากยังพอมีพื้นที่ป่า ตลอดจนที่สาธารณะรกร้างอยู่บ้าง แม้ในละแวกเมืองใหญ่ก็ตาม ลำพังย่านชานเมืองฝั่งธนบุรีที่ผมอาศัยอยู่ เมื่อออกไปเดินเล่นหรือปั่นจักรยาน ก็ยังเห็นคนเดินเก็บผักหญ้าข้างทางได้เป็นถุงๆ ผมเคยสังเกตว่าเขาได้ยอดกระถิน ฝักกระถิน ผักบุ้งนา ยอดตำลึงอ่อนกันไปมากทีเดียว คงทั้งกินเองและเอาไปขายต
