เทคนิคเกษตร
ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าว GI ไทย เพียงแค่เมล็ดข้าว ยังไม่นับการแปรรูปก็ทรงคุณค่า เพราะเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก มีโอกาสสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากมายมหาศาล ในวันนี้ บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด (มหาชน) กำลังพาข้าวไทยบุกขยายตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของข้าวทุกเม็ด เห็นคุณค่าความเหนื่อยยากของชาวนา พร้อมชักชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมเรียนรู้ให้ความสำคัญกับ “ข้าว” ที่เป็นมากกว่าอาหาร แต่เป็นจุดกำเนิดความสุขของคนไทยทุกครอบครัว จุดเริ่มต้นของ “กอระ” นางสาวกรชวัล สมภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ข้าวหอมมะลิ เป็นสินค้าขายดีในตลาดโลก แต่เจอปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ทำให้ชาวนามีฐานะยากจน เป็นแรงบันดาลใจสำคัญทำให้ตนซึ่งเป็นลูกหลานชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด มีจิตมุ่งมั่น อยากพัฒนาบ้านเมืองของตนเอง แรงบันดาลใจดังกล่าวก่อกำเนิด บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด (มหาชน) ในเวลาต่อมา โดยมีเป้าหมายให้ บริษัท “กอระ” ที่มีความหมายถึง กร หรือ มือ ผู้ก่อ ผู้ริเริ่ม ให้เกิดค
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มเล็กๆ ตีพิมพ์ออกวางจำหน่ายตามโครงการ “ผักยืนต้นกับความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชน” ของมูลนิธิชีววิถี (BioThai) คือ “50 สูตรอร่อยกับผักยืนต้น จาก 8 พื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร” ผมเห็นว่าน่าสนใจดี จึงขอเอามาแนะนำสักเล็กน้อย และมีประเด็นที่อยากจะชวนให้ลองคิดกันต่อไปอีกหน่อยหนึ่งด้วยครับ โครงการผักยืนต้นฯ นี้ เป็นโครงการระยะยาวของ BioThai ที่รณรงค์เรื่องการเรียนรู้ เข้าใจ และรู้จัก “ผักยืนต้น” (Perennial vegetables) มีเครือข่ายย่อยอยู่หลายแห่งในภูมิภาค ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า การเลือกกินผักที่หลากหลาย มาจากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้ ย่อมลดความเสี่ยงที่จะบริโภคผักซึ่งมีสารเคมีพิษตกค้างจากกระบวนการปลูกและจัดการโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตปกติประจำวัน และการรู้จักกินผักยืนต้น ทั้งจากการลงมือปลูกเอง หรือออกไปหาเก็บจากธรรมชาติ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งทั้งตอบโจทย์ยากๆ นี้เป็นการเฉพาะหน้า และยังผลักดันโดยอ้อมไปยังนโยบายการจัดการพื้นที่สาธารณะ ทั้งในและนอกชุมชนในอนาคตข้างหน้าด้วย หนังสือ “50 สูตรอร่อยกับผักยืนต้นฯ” ซึ
“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โรงงานปิดกิจการ ประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก กระทรวงศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดโครงการ 108 อาชีพ “กศน.สร้างงาน สร้างรายได้” ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 เพื่อเสริมความรู้ในประกอบอาชีพให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ทั้งส่งเสริมอาชีพใหม่ อาชีพเสริม และต่อยอดพัฒนาอาชีพเดิม เพิ่มพูนรายได้แก่ประชาชน ให้สู้วิกฤตโควิดได้ในระยะยาว” ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการ 108 อาชีพ กศน. สร้างงาน สร้างรายได้ ในช่วงที่ผ่านมา ภายในงานดังกล่าว มีภาคีเครือข่าย หน่วยงานในสังกัดสำนักงาน กศน. มาร่วมจัดแสดงผลงานอาชีพกว่า 100 คูหา ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา สถาบันการศึกษาทางไกล ศูนย์กาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นอกจากนี้ ยังจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า และการบริการระดับพรีเมี่ยม ที่เกิดจากโครงการศูนย
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนกำลังให้ความสนใจบริโภค โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ประชาชนนิยมรับประทานเป็นลำดับต้นๆ เพราะด้วยรสชาติและกลิ่นของกาแฟที่เตะจมูก ทำให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคอย่างยาวนาน สำหรับแหล่งผลิตกาแฟในพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในช่วงนี้ คือ กาแฟที่ผลิตในชุมชน จากกลุ่มแม่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานโยง ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล กลุ่มแม่บ้านเกษตกรบ้านสะพานโยง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 506 หมู่ที่ 1 จัดตั้งขึ้นจากลุ่มสตรีในชุมชน ที่ได้รวมตัวสร้างกิจกรรมเสริมด้วยการทำขนมพื้นเมืองทั่วไปจำหน่าย ภายใต้ความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐที่มาให้การสนับสนุน แต่ด้วยข้อจำกัดของการทำขนมหลายอย่างที่กลุ่มไม่สามารถดำเนินการต่อได้ กลุ่มฯ จึงหยุดทำไประยะหนึ่ง และเริ่มรวมกลุ่มใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งครั้งนี้ทางกลุ่มฯ ได้หันมาจับข้าวพื้นเมืองที่ปลูกกันอยู่ในพื้นที่แปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชนและกลุ่มฯ กลุ่มฯ มีสมาชิกเริ่มแรกเพียงแค่ 35 คน รวมกันทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย จนปัจจุ
“ธาตุก่องข้าวน้อย” มีอยู่สองธาตุ ธาตุหนึ่งอยู่ภายในบริเวณวัดทุ่งสะเดา ตำบลตาดทอง และห่างกันไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะพบธาตุก่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทอง อีกธาตุหนึ่ง ทั้งสองธาตุต่างมีตำนานเรื่องเล่าทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ดี ชาวบ้านตาดทอง และบ้านสะเดา ต่างมีความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติมาเนิ่นนาน ชาวบ้านต่างเล่าเรื่องราวเป็นนิทานมุขปาฐะสืบทอดกันมายาวนานว่า ในฤดูฝนทุกครั้งแต่ละครัวเรือนต้องไถดะ ไถแปรผืนนา เพื่อเพาะหว่านข้าวกล้ากันเป็นปกติวิสัย ของชุมชนเกษตรกรรม ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้กำพร้าบิดาตั้งแต่ยังเล็ก ยังคงเหลือมารดาเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูแต่เพียงผู้เดียว จวบจนถึงวัยหนุ่มฉกรรจ์ บังเอิญวันหนึ่งเขาไปไถนาแต่เช้าตามปกติ เขาไถนาอยู่นานจนสายตะวันขึ้นสูงแล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียมากกว่าที่เคยเป็นมา และรู้สึกหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ในแต่ละวันมารดาผู้ชราจะมาส่งก่องข้าวพร้อมอาหารการกินให้ทุกเช้า แต่เช้าวันนี้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าผู้เป็นมารดา มาส่งข้าวช้าผิดปกติ คงเป็นเพราะความหิวโหยนั่นเอง เขาจึงหยุดไถนาเข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ ปล่อยเจ้าทุยเดินไปและเล็มหญ้าตามสบาย ขณะเดียวกัน สายตาก
“การเติมความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการศึกษา คือรากแก้วของชีวิต การศึกษาช่วยสร้างปัญญาที่จะคิดวิเคราะห์ นำพาชีวิตไปในทิศทางที่ดี มีทักษะชีวิตที่เข้มแข็ง สามารถยืนหยัดอยู่ในโลกยุคนี้ การศึกษาเท่านั้น ที่จะช่วยให้เรารอดไปด้วยกัน” ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาที่รัฐบาลมอบเป็นนโยบายให้สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นำไปปฏิบัติ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนไทยทุกช่วงวัย ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 เปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้อย่างอิสระ ทุกที่ทุกเวลา ทุกมิติ นำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างสุขให้แก่ชีวิตได้ กศน.กทม. สอนสร้างอาชีพออนไลน์สู่ดิจิทัลทีวี สำนักงาน กศน. กทม. โดย ดร. ปรเมศวร์ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.กทม. สนองนโยบาย ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนิน “โครงการอาชีพออนไลน์ สู่ดิจิทัลทีวี” จัดการเรียนการสอนอาชีพรูปแบบออนไลน์ พัฒนาทักษะความรู้ได้อย่างต่อเนื่องให้แก่คนในทุกช่วงวัย จำนวน 7 ชุดวิชา ได้แก่ 1. “อนาค
แก่นตะวัน นับเป็นสุดยอดพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก “แก่นตะวัน” นั้น เรียกได้หลายชื่อ ทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก บางทีก็เรียกว่า ซันโชก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดาและตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศทั่วไป จึงสามารถปลูกได้ดีในเขตร้อนและเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้ต้น “แก่นตะวัน” เป็นที่รู้จักในหลายๆ ภูมิภาค ลักษณะทั่วไป แก่นตะวัน มีลักษณะต้นสูงประมาณ 1.5-2 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตองและทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก นอกจากนี้ ยังมีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร ซึ่งที่หัวของแก่นตะวันนี่เอง ที่จัดว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยมนั่นก็เพราะที่ส่วนหัวจะมีสารอินนูลิน ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรักโทสโมเลกุลยาว จึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก หากกินเข้าไป สารดังกล่าวจะไปช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ
“มะม่วงหิมพานต์” เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย กำลังได้รับความสนใจจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่จะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อเป็นสินค้าส่งออก มะม่วงหิมพานต์สามารถเจริญได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ดูแลง่าย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี หน้าดินลึกไม่เป็นดินดาน ไม่เป็นดินด่างจัด หรือกรดจัด การปลูกมะม่วงหิมพานต์นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นการเพิ่มการปลูกป่า ทำให้สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มะม่วงหิมพานต์ พืชทำเงินของอุตรติตถ์ ปัจจุบัน มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะอำเภอท่าปลา ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกไม้ผลชนิดนี้ เกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์เริ่มปลูกมะม่วงหิมพานต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการไทย-เยอรมัน โดยให้เงินทุนกู้ยืมดำเนินการปลูกมะม่วงหิมพานต์ในพื้นที่ ทั้งในแปลงจัดสรรและแปลงราษฎรเดิม ในอดีตมะม่วงหิมพานต์มีราคาต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจโค่นต้นมะม่วงหิมพานต์ทิ้งและปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีเกษตรกรบางคนที
จากสภาวะราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นวงกว้าง ชาวบ้าน ม.2 บ.คลองน้ำนิ่ง ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง จึงรวมกัน เลี้ยงเป็ดไข่กว่า 500 ตัว ในสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อเก็บไข่สดส่งขายร้านเบเกอรี่ ร้านขายของชำในชุมชน และแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม จนสร้างรายได้ก้อนโตในชุมชน น.ส.รัศมี เจี้ยวเห้ง ประธานกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ กล่าวว่า ตนได้รวบรวมชาวบ้านในชุมชนกว่า 10 คน มาเรียนรู้การเลี้ยงเป็ดไข่ และการบริหารจัดการกลุ่ม ทั้งการจัดตั้งกลุ่ม การทำบัญชีครัวเรือน การแปรรูปไข่เค็มใบเตยหอม และการออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยมี นางจุฑาภรณ์ พงศ์ประวัติ ครู กศน.ตำบลกะลาเส เป็นพี่เลี้ยงและประสานงานกับภาคีเครือข่าย ร่วมสนับสนุนกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ ทั้งนี้จากการเลี้ยงเป็ดไข่มา 5 เดือน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มอย่างงดงาม ซึ่งในแต่ละวันเป็ดจะออกไข่ 400-450 ฟอง ส่งขายในราคาฟองละ 3.50 สตางค์ รวมทั้งยังแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม ส่งขายในราคาฟองละ 8 บาท เนื่องจากไข่เค็มที่กลุ่มนำมาแปรรูปจะใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นดินสอพอง เกลือไอโอดีน ใบเตยหอม และน้ำสะอาด จึงทำให้เป็นที่ต้อง
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากขยะบรรจุภัณฑ์ฟิล์มพลาสติกเคลือบด้วยอะลูมิเนียมสู่การใช้งานจริง เป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัย จากโครงการ Talent Mobility ของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ผลงานนักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.ธัญบุรี) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนินท์ มีมนต์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และทีมวิจัย ผศ.ศุภเอก ประมูลมาก ผศ.บุญส่ง จงกลนี ดร.มนทิพย์ ล้อสุริยนต์ และ อาจารย์จิรวัฒน์ ใจอู่ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนินท์ กล่าวว่า ทุกวันนี้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เคลือบด้วยอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนมากที่ต้องการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทำมาจากชั้นฟิล์มของเทอร์โมพลาสติกและมีชั้นฟิล์มของอะลูมิเนียมทำหน้าที่รักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ถุงขนมขบเคี้ยว ซองบรรจุกาแฟสำเร็จรูป ถุงบรรจุภัณฑ์เมล็ดกาแฟ กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ หรือกล่องบรรจุภัณฑ์ยูเอซที (Ultra-High-Temperature Processing ; UHT) ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการ
