เทคนิคเกษตร
บางคนอาจมีภาพจำของ “อุทัยทิพย์” ในฐานะ “เครื่องสำอาง” เพราะวัยรุ่นตั้งแต่รุ่นยายมักใช้ทาปาก ทาแก้มจนกลายเป็นเครื่องสำอางชิ้นแรกของสาวๆ ไป…เด็กรุ่นหลังจึงอาจไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าน้ำสีแดงนี้ มีจุดกำเนิดจาก “ยา” “อุทัยทิพย์” นั้นสกัดจากพฤกษาธรรมชาติ 32 ชนิด อันได้แก่ ฝาง, ดอกคำฝอย, หญ้าฝรั่น, มะลิ, พิกุล, บุนนาค, บัวหลวง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่สร้างไว้จากอดีตสู่ปัจจุบัน สีของอุทัยทิพย์ที่มี “สีแดง” สกัดมาจากสีของไม้ฝาง สีแดงของแก่นฝางมาจากสาร “แซพปานิน” (sappanin) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย แก้อาการอักเสบ แก้ท้องร่วง นอกจากนี้ ในฝางยังมีสารอีกชนิดที่ให้สีชมพูอมส้มถึงแดง เรียกชื่อสาร “บราซิลิน” ซึ่งว่าตามสรรพคุณแต่โบราณจะช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ทำให้โลหิตเย็น กระจายโลหิต ขับระดู แก้เลือดกำเดา แก้ไข้ แก้ร้อนใน ระงับอาการหอบหืด แล้วมาตรงกับผลการวิจัยทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ว่า สารสำคัญชนิดนี้เป็นสารต้านฮีสตามีน (antihistamin) ช่วยแก้ลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ และแก้อาการหัวใจขาดเลือด ในปี พ.ศ. 2445 รัฐบาลได้ขยายโอส
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกและขายมะพร้าวมากเป็นอันดับต้นของประเทศ แม้จะเป็นรองจังหวัดในภาคใต้ตอนล่างอยู่บ้างก็ตาม แต่ผลิตผลที่ได้จาก “มะพร้าว” ก็มีหลากหลาย และได้รับการยอมรับในคุณภาพไม่น้อย เกือบทุกส่วนของต้นมะพร้าวที่ไม่ได้ขายผลสด จะถูกแปรรูปขาย สร้างรายได้เช่นกัน ทางมะพร้าวแก่ ที่หลุดร่วงจากต้น เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปสุมโคนต้นไม้บางชนิด เพื่อประโยชน์ในทางการเกษตร แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่ปล่อยทิ้งไว้ หรือกำจัดทิ้ง โดยการเผา สร้างมลภาวะทางอากาศ และทำให้หน้าดินสูญเสียแร่ธาตุ ในบางมุมมองชาวบ้านหรือเกษตรกรอาจไม่ได้มองเช่นนั้น เมื่อเห็นว่าทางมะพร้าวแก่ที่หลุดร่วงจากต้น ไม่มีประโยชน์ หากนำไปกำจัดได้ ก็น่าจะเป็นผลดี แต่สำหรับ คุณฐนโรจน์ ชัยสิริธนานนท์ หรือ คุณนัต หนุ่มวัย 36 ปี กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น คุณฐนโรจน์ เดิมที่เป็นชาวนนทบุรี แต่ปักหลักมีครอบครัวอยู่ที่ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยความสนใจในการทำเกษตรกรรม จึงศึกษาและปลูกไม้ผล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไว้จำนวนหนึ่ง แม้คุณฐนโรจน์จะไม่ได้ปลูกมะพร้าวเหมือนเช่นเกษตรกรรายอื่นทำ แต่คุณฐนโรจน์ก็เห็นคุณค่าของท
เมื่อวันที่ 11 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำ หนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562 ความว่า
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าระบบขนส่งพัสดุในบ้านเรามีการพัฒนาไปอย่างมาก ทำให้ผู้ใช้บริการอย่างเราๆ สามารถส่งสิ่งของให้กับบุคคลที่อยู่คนละจังหวัดได้อย่างง่ายดายโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน จึงทำให้ทั้งของสดบางชนิด อย่างเช่น ผลไม้และของแปรรูปต่างๆ ที่เป็นอาหารสามารถส่งให้กันได้ง่าย ใช้เวลาเพียง 1-2 วันก็ถึงผู้รับ ทำให้ได้รับประทานของอร่อยจากแหล่งขายโดยไม่เสียเวลาเดินทางไปซื้อถึงร้าน ส่งผลให้ยุคนี้ตลาดออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการค้าขายมากขึ้น คุณพรทิพย์ อุดมสมุทรหิรัญ เจ้าของร้านฟู้ดส์ทูยู (Foodstoyou) ตั้งอยู่เลขที่ 20 หมู่ที่ 5 ซอยเทศบาลบางปู 118 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีอาชีพขายอาหารทะเลและแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น พร้อมทั้งมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ด้วยการหันมาทำการตลาดออนไลน์โชว์สินค้าและขั้นตอนการผลิตต่างๆ ให้ลูกค้าได้เห็น เมื่อลูกค้าสนใจมีการสั่งซื้อเข้ามา จะทำการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้กับลูกค้าที่อยู่ไกลยังจังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้นอกจากจะจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปหน้าร้านแล้ว ยังเกิดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ได้อีกด้วย คุณพรทิพย์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพค้าขายอาหารทะเล
“ยางพารา” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีพี่น้องเกษตรกรชาวสาวยางพาราถึง 1.6 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 23 ล้านไร่ ผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน ต่อปี ส่งออกยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางไม่ต่ำกว่าปีละ 400,000 ล้านบาท ราคาซื้อขายยางพาราในตลาดโลก ถูกกำหนดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกว่า 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก ประกอบกับมีผู้ขายยางจำนวนมากแต่มีผู้ซื้อน้อยราย ส่งผลให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย แถมระยะหลังราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำทำให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ผู้ซื้อยางจำนวนมากจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ ที่มีราคาถูกเพื่อลดต้นทุน ส่งผลทำให้ราคายางธรรมชาติประสบกับภาวะตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อน นอกจากนี้ การผลิตยางพาราของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้สูญเสียขีดความสามารถแข่งขันราคายางไทยในตลาดโลก โจทย์ท้าทายเพื่อความอยู่รอดของอาชีพการทำสวนยางและอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ที่รัฐบาลโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำลังเร่งดำเนินงาน
๏ งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยยล ๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม คิดบัวกามแก้วกับตน ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล สถนนุชดุจประทุม ๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน ๏ ฝอยทองเป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน กาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน พระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อเอ่ยชื่อ “ขนมจ่ามงกุฎ” หลายคนจะนึกถึงขนมสีเหลืองทองลักษณะคล้ายมงกุฎ มีแผ่นแป้งรอง มียอดปิดทองสวยงาม อันที่จริงขนมนั้นมีชื่อว่า “ดาราทอง” หรืออีกชื่อหนึ่งคือทองเอกกระจัง เป็นขนมที่มีผู้คิดทำขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนขนมจ่ามงกุฎ แบบดั้งเดิมนั้นมีชื่อปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 มีส่วนประกอบ ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือก สิ่งที่ต้องเตรียมอีกสองอย่าง คือ ใบตองตานีอ่อน ตัดขนาดพอเหมาะ ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำไปอังไฟเพื่อให้มีกลิ่นหอม และไม้กลัดทำจากก้านมะพร้า
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสงขลา (สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา) เป็นหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) มุ่งส่งเสริมให้ชาวสงขลาได้รับการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาวิชาชีพเพื่อการมีงานทำอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ มุ่งสร้างสังคมฐานความรู้ สร้างกลุ่มอาชีพชุมชน จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ “คุณธนกร เกื้อกูล” ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา ได้ส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานให้สถานศึกษา กศน. และภาคีเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 16 อำเภอ และมีห้องเรียนอยู่ทุกตำบล จำนวนทั้งสิ้น 127 ตำบล ผอ. ธนกร กล่าวว่า สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา ได้จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งดำเนินงานตามนโยบายของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) และปฏิบัติตามนโยบายข้อสั่งการของ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ
“ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแท้ ที่อยู่ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมคู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันนั้นได้กลายเป็น “สัตว์น้ำประจำชาติ” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงเสนอตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ปลากัดยังถือเป็นการค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล มีการส่งออกปลากัดไทยไปแล้วกว่า 95 ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2556-2560 มีประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในการผสมพันธุ์ปลากัด หลายคนคงคุ้นหูกับ “ปลากัดจ้องตากันแล้วท้อง” สรุปแล้วเรื่องนี้จริงหรือไม่? คุณมนตรี สายศรี หรือคุณตั้ม เจ้าของ “ฟิน เบ็ตต้า” ฟาร์มปลากัดเล็กๆ แต่เป็นที่รู้จักกันดีของจังหวัดอ่างทอง บอกถึงประเด็นข้างต้นว่า “ไม่เป็นความจริง” บางคนเชื่อว่า ปลากัดแค่มองตาก็ตั้งท้อง แท้ที่จริงแล้ว การเทียบปลาให้มองตากันเป็นวิธีลดความก้าวร้าวระหว่างปลาทั้งคู่ และเมื่อเห็นว่าความก้าวร้าวระหว
มังคุด หนึ่งในราชินีผลไม้ที่ขึ้นชื่อของไทย เป็นทั้งผลไม้และพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การบริโภคมังคุด มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง “กากใยจากเนื้อมังคุด” ช่วยในการขับถ่ายและให้วิตามิน เกลือแร่มากมาย ทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ประโยชน์ของมังคุดมิได้มีอยู่แค่เนื้อในของมังคุดที่เราใช้เป็นอาหารเท่านั้น เมื่อได้ลิ้มรสความอร่อยของเนื้อมังคุดแล้ว อย่าทิ้งเปลือกมังคุดให้เปล่าประโยชน์เพราะเปลือกมังคุดมีสรรพคุณทางยามากมาย เปลือกมังคุด มีสารให้รสฝาด คือ แทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) แทนนิน มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว แมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ ตำราแพทย์แผนไทยระบุว่า เปลือกมังคุดมีสรรพคุณในการสมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจะใช้เปลือกมังคุดฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณแผลและน้ำต้มเปลือกมังคุดแห้งล้างแผลแทนการใช้ด่างทับทิม แล้วยังช่วยรักษาบาดแผลผุพอง แผลเน่าเปื่อย ชาวบ้านในชนบทนิยมใช้เปลือกมังคุดเป็นพืชสมุนไพรประจำบ้าน โดยนำเปลือกมังคุดสดหรือแห้งหากนำมาต้นน้ำดื่ม เพื่อรักษาอาการท้องเสีย ท้องร่วงเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูกเ
นับวัน พืชผักสมุนไพรไทยจะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นสรรพคุณอันมหัศจรรย์ในโลกสมัยใหม่ยิ่งขึ้นทุกที อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เอง ผักพื้นบ้านธรรมดาๆ ชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “บัวบก” หรือ “ผักหนอก” หรือ “ผักแว่น” ก็ได้รับการวิจัยค้นพบสรรพคุณที่ยกฐานะผักจิ้มน้ำพริกตัวนี้ ขึ้นสู่ระดับสมุนไพร 5 ดาว ที่น่ายินดีคือผู้ค้นพบสรรพคุณใหม่ของบัวบก เป็นนักวิจัยคนไทยผู้พบว่าบัวบกมีสารฆ่าเนื้อร้ายในลำไส้ใหญ่ได้ นี่เป็นการค้นพบที่สำคัญมาก เพราะแค่สมุนไพรชนิดหนึ่งสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ไม่ให้ลุกลามก็นับว่าเจ๋งแล้ว ยิ่งสามารถขนาดฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างบัวบกก็ต้องนับว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์เลยทีเดียว วิธีวิจัยก็น่าสนใจมาก เพราะมีการนำสารสกัดบัวบกมาฆ่าเซลล์เนื้อร้ายจากลำไส้ใหญ่ ในหลอดทดลองให้เห็นกันจะจะ และเมื่อนำสารสกัดบัวบกไปป้อนให้ หนูทดลองที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็พบว่าเซลล์มะเร็งของคุณหนูๆ มีขนาดลดลง ตามมาตรฐานการวิจัยนั้น หากยาใดทดลองกับหนูได้ผล ก็สามารถนำมาใช้ในคนได้ผลอย่างเดียวกันด้วย อันที่จริง งานวิจัยชิ้นนี้คือเป็นการต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย ดั้งเดิมที่ใช้น้ำต้มบัวบกสดดื่มแก้ช้ำใน หรือใช้น้ำคั้นบ
