เทคนิคเกษตร
อาหารว่าง คืออาหารที่เรากินก่อนที่จะเข้ามื้ออาหารหลัก เป็นอะไรที่น้อยๆ เบาๆ มีทั้งรสคาว และรสหวาน ชิ้นเล็กพอดีคำ นิยมกินกับเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น อาหารว่างของไทยปัจจุบันส่วนมากจะเป็นขนมปังหรือพายต่างๆ อาจเพราะได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งนั่นเอง แต่ขอบอกว่า คนไทยเราเองก็มีอาหารว่างที่เป็นตัวของตัวเองเช่นกัน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นอาหารคาว อย่างเช่น หมูโสร่ง กระทงทอง สาคูไส้หมู เมี่ยงคำ เป็นต้น เมี่ยงคำน้ำลายสอ เมี่ยงสมอเมี่ยงปลาทู ข้าวคลุกคลุกไก่หมู น้ำพริกกลั้วทั่วโอชา เมี่ยงคำ เป็นอาหารว่างที่มีมานาน พบในบทพระราชนิพนธ์ กาพย์เห่ชมเครื่องว่าง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นิยมใช้เป็นอาหารสำหรับการสังสรรค์ ปิกนิกในครอบครัว หรือในหมู่เพื่อนฝูง วิธีการกินเมี่ยงคำให้อร่อยๆ โดยการจัดใบชะพลู หรือใบทองหลางใส่จานวางเครื่องปรุงทุกอย่างบนใบชะพลู หรือใบทองหลาง ตักน้ำเมี่ยงหยอดห่อเป็นคำๆ ทีนี้ก็ม้วนแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวหมุบๆ หมับๆ แค่นี้ก็ฟินสุดๆ แล้ว เมี่ยงคำ อาหารว่างสมุนไพร เมี่ยงคำ เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางสมุนไพรสูง เพราะมีคุณสมบัติในการบำรุงรักษาธาตุทั้ง 4 เพื่อให้สมด
สมุนไพรหลายชนิดได้รับการยอมรับว่าสามารถรักษาโรค หรือบรรเทาอาการต่างๆ ได้ ขอนำเสนอ 9 สมุนไพรอายุยืน สำหรับผู้สูงวัยและผู้ที่เข้าใกล้คำว่าสูงวัย ภาพจาก: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
“เราเป็นฟาร์มออร์แกนิคแบบครบวงจร ที่ได้รวบรวมผัก ผลไม้ และเห็ดสดนานาชนิด โดยการคัดสรรผลิตผลที่ได้ด้วยคุณภาพมาตรฐาน สด…ใหม่ ปลอดสารพิษ ด้วยมาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ นอกเหนือจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ Homemade Premium ที่ผลิตสดใหม่ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เราจึงภูมิใจในผลิตภัณฑ์คุณภาพ ภายใต้ชื่อแบรนด์ “greenME” ที่พร้อมมอบความมั่นใจสูงสุด ให้แก่ทุกท่านที่ห่วงใยในสุขภาพ อีกทั้งเรายังสร้างสรรค์พัฒนาให้ฟาร์มแห่งนี้…เป็นแหล่งเรียนรู้ สถานที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเรายินดีต้อนรับ และเปิดบริการให้เข้าเยี่ยมชมทุกวัน” ประโยคเหล่านี้เป็นคำอธิบายผลิตภัณฑ์ของ กรีนมี ออร์แกนิคฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในเนื้อที่ 43 ไร่ โดย คุณอุบลรัช อาภาพันเลิศ และครอบครัว รวมถึงหุ้นส่วนชาวต่างชาติเป็นเจ้าของธุรกิจ จัดโซนนิ่ง ผัก-ผลไม้ ที่นี่นอกจากจะปลูกพืชผักนานาชนิดแล้ว ยังเพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ แปรรูปผลิตภัณฑ์ในฟาร์ม เปิดเป็นโฮมสเตย์หรือฟาร์มสเตย์ให้ลูกค้ามาพักและมาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ ทั้งยังเปิดร้านกาแฟอีกด้วย คุณอุบลรัช เล่าถึงที่มาที่ไปของ
“แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” เป็นตำราแพทย์แผนไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นตำราแพทย์ฉบับหลวงที่เกิดจากพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ตำแหน่งจางวางแพทย์ คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอมฤตย์ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 เป็นประธานในการชำระความถูกต้องและสงเคราะห์พระคัมภีร์แพทย์แผนไทยทั้งมวลขึ้นเป็น “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง” ในปี พ.ศ. 2413 อันเป็นปีที่ 3 ที่ทรงครองราชย์ ซึ่งแสดงว่าทรงให้ความสำคัญกับปัญหาความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชน ไม่น้อยไปกว่าปัญหาความมั่นคงของประเทศด้านอื่นๆ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระคัมภีร์ทุกคัมภีร์ ตำรับยาทุกตำรับในตำรา “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” จึงเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของชาติที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ “กัญชา” เป็นพืชสมุนไพรตัวหนึ่งใน “พระคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด” ที่ระบุสรรพคุณของกัญชา ไว้ว่า “กัญชา แก้ไข้ผอมเหลืองหากำลังมิได้ ให้ตัวสั่น เสียงสั่น เป็นด้วยวาโยธาตุกำเริบ แก้นอนมิหลับ” ทั้งนี้ ไม่มีข้อความใดใน “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ที่ระบุว่า “กัญชา” เป็นสมุน
สิ่งที่ต้องคำนึงในการออกเดินทางท่องเที่ยว นอกจากแหล่งสวยๆ งามๆ แล้ว ที่พักและอาหารดูสำคัญไม่น้อย มีกำหนดการต้องขึ้นไปดอยอินทนนท์ ถือว่าเป็นภาคบังคับ ที่ผ่านมาได้สัญจรไปบ่อยพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยต้องหาที่พักเอง…ใช้เวลาคิดหลายวัน ว่าจะทำอย่างไรดี ลืมไปว่า “นึกอะไรไม่ออก บอกพี่เบิร์ดได้” คุณธงชัย พุ่มพวง นักเขียนกิตติมศักดิ์ ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน สามารถบอกได้ “ไปที่เฮือนกัลยกร สิ…อยู่ไม่ไกล เช้าๆ ขึ้นดอยอินทนนท์ทันสบาย…” พี่เบิร์ด ตอบมา ท่องเที่ยว ชมบ้านชมเมืองลำพูน จนบ่ายคล้อย จึงมุ่งสู่จอมทอง โดยไม่ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ เพราะกลัวรถติด ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง มีทางเลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์ เลี้ยวขวาไปสัก 4-5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน ผ่านวัด ราว 2 กิโลเมตร ก็ถึงที่หมาย เฮือนกัลยกร โฮมสเตย์ ตั้งอยู่เลขที่ 34/2 บ้านก๊างไฟ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สองพี่น้อง เจ้าของเฮือนกัลยกร โฮมสเตย์ คือ คุณกัลยกร และ คุณยุวดี สุสิงโสด ต้อนรับด้วยไมตรีอันดียิ่ง ได้ยินนามสกุล “สุสิงโสด” จึงนึกออกว่า เมื่อก่อน คุณกัลยกร สุสิงโสด ทำงานอยู่ทีมเดียวกับพี่ธงชัย คือส
มีคนเล่าให้ฟังอย่างชวนน้ำลายสอ ว่าได้ไปกิน หมูหวาน ที่ปักษ์ใต้ เป็นหมูหวานที่ “หวาน” มาก แต่กินโดยราดน้ำมะนาวบีบสด ซึ่งแช่หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย จนเปรี้ยวเผ็ดจี๊ดๆ ลงไปจนชุ่มโชก เลยทำให้รสเปรี้ยวเผ็ดนี้ไปตัดรสหวานจัดและความมันของหมูหวานได้พอดิบพอดี ชนิดที่ว่ากลับมาแล้วก็ยังลืมรสนั้นไม่ลงเอาเลย ได้ยินแบบนี้เข้า ก็เลยจะต้องลองทำหมูหวานกินสักหน่อยล่ะครับผม คนชอบกินอาหารไทยภาคกลางคงนึกออกว่า เราจะพบหมูหวานได้ไม่ยาก เวลาสั่งข้าวคลุกกะปิมากิน หรือใครไปงานเลี้ยงตามโรงแรม ที่เขาชอบเลี้ยงน้ำพริกลงเรือเพื่อให้ดูเป็นสำรับไทยๆ นั้น ก็จะต้องมีหมูหวานไว้ราดหน้าทุกครั้งไป ตามร้านข้าวแกงยิ่งต้องมีแทบทุกร้าน เพราะมันเอาไว้กินตัดเผ็ดตัดเค็ม ตลอดจนคอยเติมรสหวานให้กับข้าวอื่นๆ ในลักษณะของวัฒนธรรมการกินแนมแบบครัวไทยได้ดี การที่เป็นของยอดนิยมแบบนี้ มันจึงมีหลายสูตรด้วยกัน ลองสืบค้นตำรากับข้าวดูเถิดครับ จะมีทั้งแบบที่หั่นยาว หั่นแบน หั่นชิ้นลูกเต๋า ใส่ได้ตั้งแต่น้ำปลา ซีอิ๊วดำหวานดำเค็ม เต้าเจี้ยวบด บ้างใส่หอมแดงซอย แต่บ้างก็ชอบกลิ่นกระเทียมพริกไทยรากผักชี ฯลฯ เรียกว่าทำยังไงก็ไม่มีทาง “ผิดสูตร” ไปได้หรอกคร
กล้วย เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักมานาน เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์มากมาย เป็นผลให้มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ บ้างปลูกไว้กินภายในครัวเรือน บ้างปลูกไว้ขาย ทำเป็นธุรกิจ สำหรับผู้ที่บริโภคกล้วย ส่วนใหญ่จะบริโภคเป็นผลสุก เพราะได้รสชาติของกล้วยและวิตามินสูง หากกล้วยออกจำนวนมากแล้วไม่มีวิธีถนอมอาหาร ก็จะทำให้เน่าเสีย ด้วยภูมิปัญญาไทย ทางพ่อค้าแม่ค้าสมัยก่อน จึงได้เริ่มนำกล้วยมาแปรรูป เช่น การนำกล้วยมาทำเป็นกล้วยฉาบ กล้วยทอด กล้วยเชื่อม หรือ กล้วยกวน ซึ่งเป็นวิธีถนอมอาหารไว้กินได้นานหลายเดือน คุณนงนุช ปัญญา หรือป้านุช อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกลับ อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี เป็นผู้ที่ทำกล้วยฉาบอร่อย รสชาติดี เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดก็ว่าได้ เพราะมีลูกค้ามารอคิวซื้อกล้วยฉาบของป้านุชจำนวนมาก บ้างก็รับไปจำหน่ายต่อ ด้วยราคาที่ไม่แพง ป้านุช เล่าว่า ปัจจุบันนี้ กล้วยฉาบ ได้มีขายตามท้องตลาดและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่การทำกล้วยฉาบให้อร่อยนั้น ต้องมีวิธีที่พิถีพิถัน ใส่ใจในการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกกล้วยที่ใช้ทำ ส่วนใหญ่แล้วมักเลือกกล้วยน้ำว้า เพราะเป็นกล้วยที่หา
เมื่อพูดถึงแกง“ แกงเปรอะ” หากใครเป็นคออีสานรสแซบ ก็ต้องคุ้นเคยกับกลิ่นหอมของแกงได้ดี แกงเปรอะหรือแกงหน่อไม้ใบย่านาง เป็นอาหารพื้นเมืองอีสานโบราณ ที่ลูกอีสานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนๆ ต้องรู้จักและคุ้นเคยดี คนอีสานมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย พร้อมกับการรับประทานอาหารอย่างง่ายๆ ได้ทุกอย่าง เพื่อดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของภาค รู้จักหาสิ่งต่างๆ ที่สามารถบริโภคได้ในท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นอาหาร สำหรับอาหารของคนอีสานในแต่ละมื้อจะมีเพียง 2-3 จาน ง่ายๆ ซึ่งทุกมื้อจะต้องมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก ถ้าเป็นเนื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลา หรือเนื้อวัวเนื้อ ควาย เป็นส่วนมาก ในเรื่องรสชาติอาหารนั้นไม่มีตายตัวแล้วแต่ความชอบของบุคคล แต่อาหารพื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่แล้วจะออกรสชาติไปทางเผ็ด เค็ม และไม่นิยมรสเปรี้ยว เครื่องปรุงอาหารอีสานที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย คือ ปลาร้า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของบรรพบุรุษ ทุกครัวเรือนต้องมีปลาร้าไว้ประจำครัว เพราะปลาร้าใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารได้ทุกประเภท เหมือนกับชาวไทยภาคกลางใช้น้ำปลานั่นเอง ทำไมคนอีสาน จึงนิยมแกงหน่อไม้ใส่ใบย่านาง อาหารอีสานใช่ว่าจะมีแต่แก
ตื่นตัวเรื่องโรคไข้เลือดออก อยากได้สมุนไพรที่ไล่ยุงได้จริงๆ และหาไม่ยาก มีความรู้จาก รศ.ดร. สุวรรณ ธีระวรพันธ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ายุงเป็นพาหะของการเกิดโรคที่สำคัญ ได้แก่ ยุงลาย เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะนำไข้มาลาเรีย ยุงรำคาญ นำโรคไข้สมองอักเสบ ยุงลายเสือและยุงอีกหลายชนิดเป็นพาหะโรคเท้าช้าง ที่ยังคงเป็นปัญหาของประเทศในเขตร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพอากาศเหมาะแก่การแพร่กระจายพันธุ์ จึงต้องมีการควบคุมทั้งแหล่งกำเนิดและทำลายยุง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค การป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กัน จึงมีการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ไล่ยุง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารสังเคราะห์และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย เป็นแหล่งของพืชสมุนไพรหลายชนิดที่มีคุณสมบัติป้องกันและกำจัดแมลงได้ ปัจจุบันจึงมีการศึกษาและใช้สารจากธรรมชาติในการป้องกันยุงกัดมากขึ้น ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรที่มีกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหย ทั้งนี้ สารป้องกันยุงที่ได้จากธรรมชาติมีข้อดีกว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่ไม่สะสมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดย
ทุกวันนี้ ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เจอปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณฝนลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลง และมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ และพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประชารัฐร่วมแก้วิกฤติน้ำแล้ง จากวิกฤตภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2560 ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกรมชลประทาน กำลังพลในสังกัดมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ กองพลทหารม้าที่ 3 ค่ายเปรมติณสูลานนท์ ได้บูรณาการร่วมกันบรรเทาภัยทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างนวัตกรรมแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อถ่ายทอดให้กลุ่มเกษตรกรสามารถทำขึ้นใช้เองได้ อาจารย์สุภัทรดิส ราชธา อดีตวิศวกรที่ผันตัวมาเป็นจิตอาสาคอยช่วยเหลืองานของโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทา
