เทคนิคเกษตร
ชื่ออื่นๆ : ว่านตาลเดี่ยว ว่านคำมี ว่านหน้าขาว หญ้าดอกคำ ว่านสากเหล็ก เฉ่อะอาหวี่ ต้นถาน เหล็กชีดิน อันเรแด็ก Star grass ลักษณะทั่วไป : ว่านตาลเดี่ยว ไม้ล้มลุกมีเหง้าสั้น สูง 10-20 เซนติเมตร ใบแคบและยาว ขอบขนาน ปลายใบแหลม ดอกช่อแบบกระจะ ออกที่โคนต้น ดอกสีเหลือง มีกลีบรวม 6 กลีบ การขยายพันธุ์ : แยกหน่อ ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ผู้หญิงก็ใฝ่ฝันอยากจะมีใบหน้าขาวใสเกลี้ยงเกลากันทุกคน สมัยก่อนยังไม่มีเครื่องสำอางแก้ฝ้าหน้าขาวสารพัดแบรนด์อย่างปัจจุบัน สาวๆ กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งได้พึ่งพาสมุนไพรแก้ฝ้าที่วางขายอยู่ตามฟุตปาธ สะพานลอยแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะพานควาย ศิริราช เป็นชาวบ้านมานั่งตากแดดขายพร้อมกับร้องเชิญชวน “ตาลเดี่ยวฝนทาแก้ฝ้าจ้า” นอกจากตาลเดี่ยวในกระจาด ยังมีมะขามป้อม สมอ ส้มป่อย หินฝนยา ลูกค้าที่แวะเวียนมาดูเหมือนว่าจะรู้จักสมุนไพรเหล่านี้ดี บางคนมาหยิบดูแล้วไม่กล้าซื้อ เป็นภาพที่พบเห็นเป็นประจำในอดีต ปัจจุบันนานๆ จะเห็นสักครั้ง ในตำรายาเรียกว่านตาลเดี่ยว ว่า ว่านสากเหล็ก มีรสขื่นปร่า มีสรรพคุณชักมดลูกให้เข้าอู่ ตาลเดี่ยว ยาชั้นดี ที่หมอยาต่างแนะนำ หมอยาอีสาน ยายผาด รู้จักตาลเดี่ยวและใช้เป็น
หนมลา หรือขนมลา เป็นขนมของทางภาคใต้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนมลายังเกี่ยวโยงกับตำนานและความเชื่อของคนในท้องถิ่น ด้วยลักษณะของตัวขนม ที่มีรูปร่างเสมือนผืนผ้าและมีลายที่วิจิตร เหมือนมีเส้นไหมสีทองเส้นเล็กๆ ถักทอเอาไว้ด้วยฝีมือของคนทอผ้าที่ชำนาญ คนภาคใต้จึงเชื่อกันว่า การที่ทำขนมลาแล้วนำไปถวายพระ ก็เปรียบเสมือนว่าได้ส่งผ้าแพรพรรณไปให้กับบรรพบุรุษและผู้ที่ล่วงลับให้ได้มีเครื่องนุ่งห่ม ขนมลาเป็นหนึ่งในจำนวนขนมห้าชนิดที่นิยมทำกันในช่วงเดือนสิบของทุกปี แล้วจะนำไปถวายพระในวันสารท แต่ละชนิดก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป อย่างขนมพองก็เชื่อกันว่าใช้แทนเรือหรือแพ ขนมบ้าก็ใช้แทนลูกสะบ้า เพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษได้ละเล่นจะได้ไม่เหงา ขนมดีซำก็ใช้แทนเงิน เพื่อให้บรรพบุรุษมีเงินทองไว้ใช้จ่าย ขนมไข่ปลาหรือเรียกว่าขนมกง ก็ใช้แทนเครื่องประดับ คนทางภาคใต้จะมีความเชื่อเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยไหนไม่ปรากฏ ซึ่งถือเป็นประเพณีประจำพื้นถิ่นที่สืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ส่วนขนมลาซึ่งมีเส้นสายถักทอที่เป็นแผ่นสลับไปสลับมาจนเหนียวแน่น จึงมีความหมายอีกนัยยะหนึ่งก็คือความสมานสามัคคีในหมู่ญาติพี่น
ซื้อผลไม้มาหลายร้อยบาท รับประทานเนื้อผลไม้แล้วทิ้งเปลือก เพิ่มปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อมขึ้นไปอีก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้พบกับ คุณสุจาโรตม์ ปั้นเก่า ทีมงานศิลปะสร้างสรรค์ ที่นำเปลือกผลไม้มาสร้างเป็นผลงานศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง คุณสุจาโรตม์ เล่าว่า เขาได้แนวคิดการพัฒนางานศิลปะจากเปลือกผลไม้ มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเมื่อสิบกว่าปีก่อน เนื่องจากเกิดความเสียดาย ไม่อยากปล่อยให้เศษพืช ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว เปลือกทุเรียน เศษดอกไม้ใบหญ้าเป็นแค่ขยะในสิ่งแวดล้อม จึงเกิดแนวคิดเปลี่ยนเศษขยะเหล่านี้ให้กลายเป็นผลงานศิลปะ โดยเขาลองผิดลองถูกมาสารพัด จนกระทั่งตกผลึกได้กรรมวิธีแปรรูปเปลือกทุเรียนมาใช้ในการประดิษฐ์กระดาษ โดยใช้กระบวนการแปรรูปแบบง่ายๆ คือ ย่อยเปลือกทุเรียนนำมาต้มและตาก ทำเช้า บ่ายก็ได้เป็นกระดาษจากเปลือกทุเรียนแล้ว ขั้นตอนการแปรรูปดังกล่าว ใช้พื้นที่ไม่มาก สามารถทำได้ในครัวเรือน ที่สำคัญใช้น้ำนิดเดียว และไม่ใช้สารเคมีอีกต่างหาก คุณสุจาโรตม์ บอกว่า กระบวนการแปรรูปเปลือกทุเรียนให้กลายเป็นกระดาษ ทำได้ง่ายแถมได้กระดาษคุณภาพค่อนข้างดี เขาวิจัยพัฒนาผลงานมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการทำวิจัยอยู่ ปัจจุบั
บ้านฉันที่อเมริกา อยู่ที่เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน อยู่ในภาคที่เขาเรียกกันว่า mid-west หรือตอนกลางของภาคตะวันตก แต่เวลาคุยกับใคร ฉันจะบอกง่ายๆ ว่า มันอยู่ตอนบนๆ ของแผนที่อเมริกา อยู่ไปทางใกล้ประเทศแคนาดา แบบนี้จะเห็นภาพง่ายกว่าสำหรับคนไม่เคยไป วิสคอนซิน เป็นรัฐเกษตรกรรม ด้วยว่าดินดี น้ำดี มีทะเลสาบมากมายเก็บกักน้ำไว้ให้ใช้ เขาเรียกว่าเป็นรัฐแห่งสี่หมื่นทะเลสาบ ตัวเลขชัดเจนจะเท่าไรนั้น ไม่รู้แน่ ฉันก็แย่ไม่รู้จักถามไถ่ให้ถ่องแท้ แต่ก็คงประมาณว่ามันมีมากมายเหลือคณา ซึ่งอันนี้ฉันยืนยัน เอาแค่บ้านที่ฉันอยู่ ก็มีทะเลสาบประกบหน้าหลัง ที่มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ออกไปไม่ไกลก็มีทะเลสาบเป็นของตนเอง ให้นักศึกษาได้ใช้แล่นเรือ แข่งเรือ ตกปลา และนั่งทอดหุ่ยอย่างมีความสุข วิสคอนซิน เป็นรัฐเกษตรกรรม เพื่อนฉันล้อว่าเป็นรัฐวัวรัฐควาย คือมีแต่วัว (หามีควายไม่ อันนี้เพื่อนเว่อร์) แต่ชื่อเล่นอย่างเป็นทางการของวิสคอนซิน คือ Dairy State หรือรัฐนมรัฐเนย คือเขาเลี้ยงวัวมาก ทั้งวัวเนื้อ วัวนม ดังนั้น เขาจึงเป็นรัฐที่ผลิตน้ำนม และเนื้อวัวมาก ประสาบ้านนอกคอกตื้อ ประสารัฐเกษตรกรรม วิสคอนซินก็จะถูกล้อมากมายหลายฉายาหน่อย
ขนมเรไร มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อย่างน้อยต้องมีอายุถึงเกือบ 200 กว่าปี ซึ่งคาดเดาได้ว่า น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากในพระราชสำนัก เพราะพบปรากฏอยู่ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานในสมัยรัชกาลที่ 2 นั่นเอง! ขนมเรไร (รังไร) คือ ขนมไทยในพระราชนิพนธ์ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าที่เรียกขนมเรไร เพราะมีลักษณะเหมือนรังของตัวเรไร (เรไร น. ชื่อแมลงชนิดหนึ่ง ตัวเขียว อยู่ในจำพวกจักจั่น หรือชื่อขนมชนิดหนึ่งเป็นเส้นคล้ายขนมด้วง แต่เส้นเล็กกว่า) และลักษณะเวลากดแป้งออกจากพิมพ์ที่กด จะมีเสียงบีบของตัวแป้งดังจี๊ดๆ เล็กน้อย ซึ่งอาจจะมีลักษณะคล้ายกับรังนกเล็กๆ ด้วย ขนมเรไร นั้นมีสีต่างกันออกไป เช่น ชมพู เขียว ฟ้า เหลือง ขาว ม่วงคราม เป็นต้น ขนมเรไร เป็นขนมไทยโบราณที่มีส่วนผสมมาจาก แป้ง กะทิ มะพร้าว และน้ำตาล และใช้สีในการตกแต่งอาหารเพื่อให้ดูสวยงาม โดยอาจใช้สีจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์แล้วแต่ตามสะดวก เพราะบางสีอาจหาได้ยากตามธรรมชาติ ขนมเรไร นับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาววัง ที่สามารถรังสรรค์ความอ่อนหวานของสีขนมเรไร ให้มีรสชาติที่นุ่มนวล ละมุนลิ้นของผู้ที่ได้ชิม และความหอมกรุ่นของน้ำลอยดอกมะลิ กะทิสด และงาขาวคั
หลายหมู่บ้านในประเทศไทยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำหมู่บ้านจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นชุมชนต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆ ดูเป็นตัวอย่างและกลายเป็นที่เรียนรู้ดูงานระดับประเทศ บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงแหล่งสำคัญของเพชรบุรีเช่นกัน แต่สิ่งที่ดึงดูดให้คนดูงานมาท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่เพียงการทำการเกษตรแบบพอเพียง แต่คือการท่องเที่ยวชุมชนสไตล์คาวบอย และมีการท่องเที่ยวบนหลังม้าเป็นเอกลักษณ์การท่องเที่ยวของชุมชน “เราดึงเด็กๆ มาช่วยดูแลม้าเพื่อให้ห่างไกลจากยาเสพติดและฝึกสมาธิด้วย เพราะคนที่จะมาดูแลม้าได้ต้องมีสติ ถ้าไม่จดจ่ออยู่กับม้าก็จะตกม้าบ้างหรือโดนม้าดีดบ้าง เด็กๆ ที่ผ่านการฝึกจะได้มาดูแลม้าให้นักท่องเที่ยวขี่” วัชระ วรรณขำ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ฝึกสอนเด็กๆ ให้ดูแลม้า กล่าวถึงข้อดีของการฝึกสอนม้า แต่เดิมชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ยังไม่มีถนน จึงต้องใช้ม้าเป็นพาหนะในการเข้าออกหมู่บ้าน แต่เมื่อมีถนนชาวบ้านใช้รถยนต์แทน ม้าจึงค่อยๆ ห่างหายไปจากชุมชน เมื่อ ผู้ใหญ่ชูชาติ วรรณขำ นำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้พัฒนาชุมชนจนกลายเป็นหมู่บ้านเกษตร
กรมหม่อนไหม เผยผลการดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรสาขาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนรับทราบ พร้อมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2561 นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่นในสาขาอาชีพต่างๆ ทุกปีให้เป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ เผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนได้รับทราบกันโดยทั่วไป และเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2561 ในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับกรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนอาชีพด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้กับเกษตรกร ชุมชน ให้สามารถประกอบอาชีพโดยสามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น และดำเนินก
ฝ้าย (Cotton) คือ เส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานานแล้ว คือการขุดพบฝ้ายในซากปรักหักพังอายุประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจ ดาโร (Mohenjo daro) บริเวณแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน ใยฝ้ายได้มาจากส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดของต้นฝ้าย หรือที่เรียกว่า ปุยฝ้าย ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ฝ้ายมีคุณสมบัติเนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากฝ้ายมีช่องระหว่างเส้นใย จึงเหมาะกับสภาพอากาศในฤดูร้อน และเมื่อเปียกจะตากแห้งได้เร็ว การใช้ฝ้ายมาใช้งานทำได้โดยนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ท่านที่เคารพครับ!!! ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกฝ้ายน้อยมาก แต่ที่บ้านดินทรายอ่อน หมู่ที่ 6 ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มและปลูกฝ้าย แล้วนำเส้นใยจากดอกฝ้ายมาถักทอเป็นผ้าฝ้ายรูปแบบต่างๆ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ แล้วแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำรายได้เข้าหมู่บ้า
หนุ่มพิษณุโลกนำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพ มาปรับปรุงสูตรใหม่จนรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างอร่อยลงตัว โดยบะหมี่จับกังที่ จ.พิษณุโลก 1 ชามใช้บะหมี่ 4 ก้อน ราคาเพียง 40 บาท หลังจากเปิดบริการวันแรกมีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ วันนี้แนะนำกันที่ จ.พิษณุโลก ที่ได้เปิดบริการขายบะหมี่ เย็นตาโฟหม้อไฟ ที่อร่อยถูกปาก โดยร้านนี้คือ ร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีนายสุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน และร้านเปิดให้บริการเมื่อวานนี้ วันที่ 11 พ.ค.เป็นวันแรก มีประชาชนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ทั้งนี้ ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูเด่น คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก เชฟท็อปบอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนรสชติอร่อย ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัว อร่อยก
มิตรสหายกำนัลเนื้อหมูป่าจากปักษ์ใต้มาให้ เป็นเนื้อส่วนที่มีมันน้อยและหนังหนาแข็ง เลยชวนให้นึกถึงกาพย์เห่เรือของรัชกาลที่ 2 บทนี้ขึ้นมา “เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงขั้วส้มใส่ระกำ ชะรอยแจ้งแห่งความขำ ซ้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอมฯ” หมูป่าเดี๋ยวนี้เกือบทั้งหมดเป็นหมูเลี้ยง ส่วนสมัยก่อนตอนที่ยังเป็นหมูจากป่าจริงๆ คงเป็นของดีที่ไม่ได้กินบ่อยนัก ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เขียนหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ.2452) บอกไว้ในสูตร “แกงหมูป่าขั้วส้ม” ว่า “..เมื่อยิงได้แล้ว พวกพรานมักเผาเสียทั้งตัว ขูดขนจนหมดหนังขาว แล้วจึงเอาเข้ามาตัดขายเปนขาๆ” และเวลาแกงนั้น “ต้องเคี่ยวน้ำหางกะทิให้นานสักหน่อย เมื่อเห็นว่านุ่มดีแล้วจึงเอาขึ้นรวนผัดแกง..” ในสูตรของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ท่านใส่น้ำมะขามเปียก ลูกมะอึก และระกำ เพื่อปรุงรสเปรี้ยวตามปกติของแม่ครัวไทยโบราณ ที่มักตัดรสมันเลี่ยนของแกงกะทิด้วยรสเปรี้ยวของผักหรือผลไม้หอมๆ บางชนิด แต่ผมไม่มีลูกมะอึก แถมระกำเปรี้ยวๆ นั้นก็แสนหายาก แทบจะหายไปจากตลาดสดนานแล้ว (ถ้าจะมีบ้าง ก็คงเป็นตลาดแถบภาคตะวันออก) แต่เผอิญมีใบมะกอกอยู่หนึ่งถุงใหญ่ ก็เลยนึกถึงการรวมสูตรแกงคั่วกะทิหมูป่าเข้
