เทคนิคเกษตร
หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย (นทพ. บก. ทท.) คือหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ ผู้สนับสนุนและร่วมมือกับ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ มาอย่างยาวนาน ในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชน สมดังปณิธานของ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ที่เป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งในยามเกิดภัยพิบัติและในยามสงบ ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึง การดำเนินงานพัฒนาช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นตาม 8 แผนงานหลัก ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา แผนที่ 1. แผนงานสร้างเส้นทางคมนาคม ไปแล้ว ฉบับนี้จะเป็นแผนที่ 2-8 ดังนี้ (ขอบพระคุณข้อมูลจาก http://afdc-ict.rtarf.mi.th) 2. แผนงานส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ความต้องการปัจจัยในการดำรงชีพของพี่น้องประชาชน นอกจากปัจจัยสี่ คือ การมีอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวนั้น ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพด้านการเกษตร การเกื้อกูลแก่การประกอบอาชีพทางการเกษตร ให้ได้ผลมากขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องเกษตรกรตามไปด้วย เพื่อความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ที่พอเพียงแก่การดำรงชีพ 3. แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพและเพื่อการอุปโภ
น.ส.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ตนและคณะวิจัย คิดกันว่าจะทำอย่างไรให้มีน้ำใช้ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ซึ่งเป็นช่วงที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งแหล่งพลังงานไฟฟ้า และแหล่งน้ำสะอาด จึงมีแนวคิดที่จะบำบัดน้ำท่วมให้สะอาด โดยใช้เครื่องบำบัดน้ำเสียพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในช่วงน้ำท่วม โดยเครื่องนี้ใช้หลักการรวมแสงจากวัสดุสะท้อนแสงร่วมกับความร้อนสะสมในตู้กระจก ทำให้น้ำเสียมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนระเหยกลายเป็นไอ ส่วนด้านบนของอุปกรณ์ได้ออกแบบให้อยู่สูงจากระดับน้ำเสียและมีความลาด ทำให้ไอน้ำที่ระเหยรวมตัวเป็นหยดน้ำ ไหลไปรวมกันในทางลาดที่ออกแบบไว้ โดยจะแยกออกจากภาชนะที่ใส่น้ำเสีย จากการทดลองนำน้ำเสียใส่เครื่องบำบัดแล้วตั้งทิ้งไว้ในบริเวณที่มีแสงแดด พบว่าสามารถบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำที่ใสสะอาดได้ และเมื่อทำการทดสอบน้ำสะอาดที่ได้ ก็ไม่พบเชื้ออีโคไลที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงปนเปื้อนในน้ำ ดังนั้นน้ำที่ได้จากเครื่องบำบัดนี้ถือว่ามีความสะอาดมาก
อยากกินของอร่อยเมนูเด็ดยังไงก็ต้องไปย่านนี้ พลับพลาไชย-สวรรค์ของเหล่านักชิม และถ้ามาถึงย่านนี้กันแล้วไม่มีใครไม่รู้จัก ร้านจกโต๊ะเดียว ร้านดังในตำนาน หนึ่งใน 100 ร้านอร่อยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ Newsweek นิตยสารชื่อดังของอเมริกา ซึ่งแม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีแค่โต๊ะเดียวเหมือนเมื่อก่อน แต่เฮียจกเจ้าของร้านยังคงเอาใจใส่รายละเอียดการปรุงทุกเมนูอย่างลึกซึ้ง พร้อมกับวัตถุดิบที่ใหม่สดทุกวัน และแน่นอนว่ารสชาตินี่เด็ดจริงๆ และข่าวดีของเหล่านักชิมก็คือ ร้านจกโต๊ะเดียวไม่ต้องรอคิวกันข้ามปีเหมือนแต่ก่อนหลังจากเพิ่มจำนวนโต๊ะ ทำให้สายกินได้แวะเข้าไปชิมเมนูเด็ดของเฮียจกได้อย่างทั่วถึง เมนูเด็ดขึ้นชื่อของร้านจกโต๊ะเดียวเมนูหนึ่ง นั่นคือ เกี๊ยวกุ้ง ในตำนาน ที่มีสูตรลับสำคัญคือแผ่นเกี๊ยวที่นวดด้วยมือแบบโบราณ ทำให้ส่วนผสมเข้ากันอย่างลงตัวสุดๆ แป้งที่นุ่มอร่อยกับกุ้งเต็มตัวที่ผ่านการคัดเลือกอย่างดี และการทำไส้เกี๊ยวสูตรลับเฉพาะของร้าน ห่อให้น่ากินเต็มปากเต็มคำ ขั้นตอนการทำ เฮียจกจะนำเกี๊ยวที่ห่อเรียบร้อยมาลวกด้วยน้ำเดือดในระดับไฟที่พอเหมาะ ลวกครู่เดียวให้พอสุกแต่ไม่เละ ตักขึ้นมาพักพร้อมโรยกระเทียมเจียว
ย่านพลับพลาไชยสวรรค์ของเหล่านักชิม รู้กันดีว่าย่านนี้นี่เต็มไปด้วยอาหารจานเด็ดทั้งนั้น และมีร้านต้นตำรับอาหารจีนรสเลิศเบียดกันอยู่ในย่านนี้เต็มไปหมด แต่ละร้านก็จะมีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างกันไป แต่ยังคงความเป็นต้นตำรับดั่งเดิมแบบจีนเอาไว้ หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน เป็นอีกเมนูเด็ดยอดนิยมของคนไทย มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านอาหารหรือภัตตาคารอาหารจีน แต่ที่เป็นสูตรเด็ดแบบต้นตำรับแท้ๆ นั้น หากินทั่วไปไม่ได้ ต้องที่นี่ที่เดียว ตำนานความอร่อยกว่า 40 ปี หอยทอดกระทะร้อนนายโซว ร้าน “หอยทอดกระทะร้อนนายโซว” เป็นอีกหนึ่งร้านตำนานความอร่อยที่เปิดขายมาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยมี “เฮียยืน” เป็นเจ้าของกิจการและเป็นพ่อครัวหลักของร้าน เป็นทายาทรุ่น 2 รับมือต่อจาก นายโซว รุ่นพ่อ สไตล์ของร้านและเมนูอาหารเป็นสูตรแต้จิ๋วต้นตำหรับ อาทิเช่น หัวปลาเผือกหม้อไฟ ขาหมูเย็น เผือกหิมะ ซึ่งแต่ละเมนูได้รับความนิยมจากทั้งขาจรและขาประจำที่แวะเวียนมาร้านนี้มาตลอดหลายสิบปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดอย่างยิ่ง ใครไม่ลอง ถือว่ามาไม่ถึงร้าน ก็คือ “หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน” นั่นเอง จุดเด่นของ หอยทอด-ออส่วนกระทะร้อน
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” เพิ่มพื้นที่สีเขียว ล่าสุดร่วมกับคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร และชุมชนในพื้นที่ เปิดสถานีส่งเสริมอาชีพชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริม สามารถนำรายได้ไปใช้ในการดูแลป่าชายเลนและเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น นายสุรินทร์ ระหงษ์ ประธานคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน ตำบลบางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร เปิดเผยว่า ชุมชนบางหญ้าแพรกได้จัดตั้งสถานีส่งเสริมอาชีพชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลน ต.บางหญ้าแพรก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้แก่ชุมชน และนำรายได้ส่วนหนึ่งไปใช้ในการดูแลป่าชายเลนอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การทำถ่านไบโอชาร์ ทำผลิตภัณฑ์จากถ่านไบโอชาร์ เนื่องจากคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่นได้ดี การทำปุ๋ยชีวภาพ ปลูกผักปลอดสารพิษ นำพืชป่าชายเลนมาแปรรูปทำเป็นอาหาร อาทิ ใบโกงกางทอด น้ำลำแพน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนที่เอื้อต่อการ
“ผ้าปะลางิง” เป็นผ้าทอมือที่ใช้เทคนิคการพิมพ์ลายบนผืนผ้าด้วย “บล็อกไม้” แกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ ถือเป็นขุมทรัพย์แห่งภูมิปัญญาชิ้นเอกหนึ่งของงานหัตถศิลป์จากฝีมือครูศิลป์ ครูช่าง และทายาทระดับประเทศที่หาชมได้ยาก นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT กล่าวว่า ความเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของ ผ้าปะลางิง เป็นผ้าที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี มีการใช้ในกลุ่มชาวมุสลิมชายแดนในแถบจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส แล้วยังเป็นผ้าที่สะท้อนเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับวิถีชีวิต ความเป็นมาและศาสนา เกิดเป็นมรดกทางภูมิปัญญาสืบทอดต่อกันมา SACICT จึงเป็นแกนกลางหลักสำคัญในการส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาของแต่ละท่านเพื่อสืบทอดงานหัตถศิลป์ที่ใกล้สูญหาย และเพื่อคงอัตลักษณ์แห่งสยามได้อยู่คู่กับคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น สืบทอดให้ยาวนานต่อกันไป ในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น งานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 9 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ครูปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี พ.ศ. 2560 หนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมรื้อฟื้น “ผ้าปะลางิง” ที่เคยสูญหายไปกว
จำได้ว่า เหมือนจะเคยเล่าไปบางส่วนแล้ว สำหรับการเลี้ยงลูกของเจ้าพ่อไอทีทั้งหลาย แต่พอดีเว็บไซต์บิซิเนสอินไซเดอร์ได้รวบรวมมาเพิ่มเติม ก็เลยอยากเอามาให้น้องๆ ได้อ่านกัน เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่า บรรดาเจ้าพ่อในแวดวงไอทีทั้งหลาย เค้าเลี้ยงลูกกันชนิดที่ว่า แทบจะปลอดจากการใช้เทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ เริ่มกันจาก บิล เกตส์ เจ้าพ่อผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ คุณพ่อลูก 3 ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาและภรรยาตั้งกฎไว้ว่า ลูกๆ ห้ามมีโทรศัพท์เป็นของตัวเอง จนกว่าจะอายุ 14 ปี เกตส์ให้สัมภาษณ์เดอะมิร์เรอร์ไว้เมื่อเดือนเมษายนปีก่อนว่า “เรามักจะเหลือเวลามากขึ้นเมื่อไม่ต้องมองจออะไร และในกรณีของลูกๆ ของผม มันก็ทำให้พวกลูกๆ ได้นอนกันตามเวลาที่เหมาะสม” ด้าน สตีฟ จ็อบส์ เจ้าพ่อจากแอปเปิลผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่เคยบอกกับนิวยอร์กไทม์ส เมื่อปี 2011 ว่า เขาห้ามลูกๆ ใช้ “ไอแพด” และยังได้จำกัดเวลาของลูกๆ ในการใช้เทคโนโลยีที่บ้านด้วย ขณะที่ ทิม คุก ซีอีโอ คนปัจจุบันของแอปเปิล ที่ไม่ได้มีลูกเป็นของตัวเอง แต่ก็นำกฎเหล็กว่าด้วยการ “ห้าม” หลานๆ ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ คุกบอกว่า ไม่ใช่คนที่คิดว่า “เราจะประสบความสำเร็จได้หากเราอยู่กับสิ่งน
ช่วงเดือนแห่งความรักนี้ หลายๆ คนก็คงอยากจะทำอะไรเพื่อคนที่เรารักด้วยตัวเอง บ้างก็อยากจะรังสรรค์เมนูเด็ดๆ ตอบแทนความรู้สึกดีๆ เบอร์ทอลลี่ จึงได้ชวน เชฟน่าน หงษ์วิวัฒน์ เชฟหนุ่มจากรายการ C.I.Y. (Cook It Yourself) มาแนะนำเมนู “แกงเผ็ดอกเป็ดผลไม้สด” เมนูอาหารไทยแบบดั้งเดิม ที่นำมาดัดแปลงให้ดูดียิ่งขึ้น โดยเพิ่มคุณค่าทางอาหารด้วยน้ำมันมะกอกที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด เชฟน่านเผยว่า เมนูแกงเผ็ดอกเป็ดผลไม้สด ผสมผสานเมนูอาหารอย่างแกงเผ็ดเป็ดย่าง นำมาตกแต่งแบบฝรั่งด้วยผลไม้ทอดในสไตล์สเต๊กตะวันตก กลายเป็นเมนูฟิวชั่น เครื่องปรุง -เนื้ออกเป็ด 2 ชิ้น -เกลือและพริกไทยดำบดใหม่สำหรับปรุงรส -น้ำมันมะกอกชนิดคลาสสิโค 1 ช้อนโต๊ะ -องุ่นเขียว -เนื้อสับปะรดหั่นลูกเต๋า -มะเขือเทศเชอร์รี่สำหรับจัดเสิร์ฟ -น้ำพริกแกงเผ็ด 1 1/4 ช้อนโต๊ะ -น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ -กะทิ 1/2 ถ้วย -น้ำปลา 1 3/4 ช้อนโต๊ะ -น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา -ผลไม้สด (องุ่น 3 ลูก สับปะรด 3 ชิ้นเล็ก และมะเขือเทศ 3 ลูก สำหรับเคี่ยวกับซอส) มะเขือพวง 1/4 ถ้วย ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ วิธีทำ 1.นำอกเป็ดมาบั้งที่หนัง และปรุงรสชาติเนื้ออกเป
โครงการก่อสร้างแก้มลิงหนองโนนต่าย เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิภาคโรตารีไทยกับกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่บ้านเสาวัด ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีพื้นที่ทั้งหมด 507 ไร่ 1 งาน กว้าง 812 เมตร ยาว 1,000 เมตร เก็บกักน้ำได้ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ผมในฐานะประธานมูลนิธิภาคโรตารีไทย ได้บรรยายให้กับเหล่าโรแทเรียนในการประชุมเมื่อปีที่แล้ว ถึงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จจากพวกเราไปนั้น พสกนิกรคนไทยทั้งแผ่นดินต่างสุดโศกเศร้าและก็เสียใจเป็นที่สุด คิดถึงพระองค์ท่าน แต่ผมคิดว่าเราคนไทยแสดงความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ แล้วบอกว่าคิดถึงพระองค์ท่านอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจตลอด 70 ปี ที่ทรงครองราชสมบัติ และพระราชทานแนวคิดแนวปฏิบัติต่างๆ จนนำไปสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เพื่อให้พสกนิกรอยู่ดีมีสุข และโครงการแก้มลิงก็เป็นโครงการหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะน้ำเป็นประโย
ปลาทู (mackerel) น่าจะเป็นปลาทะเลชนิดแรกๆ ที่ทั้งคนทะเลและคนบกได้ลิ้มลองรสชาติอร่อยๆ ของมันนะครับ ใน คำให้การชาวกรุงเก่า ฉบับหอหลวง เอกสารเก่าสมัยปลายอยุธยา มีตอนหนึ่งบอกว่า “..อนึ่ง เรือปากใต้ปากกว้าง ๖ ศอก ๗ ศอก ชาวบ้านยี่สารบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี แลบ้านบางตะบูนแลบ้านทะลุบันทุกกะปิน้ำปลาปูเคมปลากุเราปลากะพงปลาทูปลากะเบนย่างมาจอดเรือขายแถววัดเจ้าพระนางเชิง..” แม้จะคิดว่าปลาทูในบันทึกคำให้การนี้น่าจะคือปลาทูนึ่งหรือปลาทูเค็ม แต่แค่นั้นก็เยี่ยมแล้วนะครับ ไม่เชื่อก็ลองหลับตานึกถึงปลาทูนึ่งย่างเกรียมๆ หรือทอดน้ำมันหมูหอมๆ หนังพองๆ ไม่ก็ต้มกะทิสายบัว หรือปลาทูเค็มตัวเล็กๆ ปิ้ง กินแนมแกงส้มเปรี้ยวๆ ดูก็ได้ พอนึกถึงปลาทูนึ่ง ผมก็สงสัยทุกครั้งนะครับ ว่าใครเป็นคนคิด คำเรียกสิ่งนี้ เพราะวิธีทำปลาทูนึ่งของคนแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม คือการเอาปลาสดมาควักไส้ออก แช่น้ำเกลือ หักหัวให้งุ้มลงแบบที่เรียก “หน้างอ คอหัก” แล้วเรียงยัดลงเข่งเล็ก วางซ้อนในถังใหญ่ เอาไม้ขัดไว้ไม่ให้ลอยปนกัน ต้มจนสุก แล้วยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำนั้นน่ะ มันคือการ “ต้ม” ชัดๆ เลย ปลาทูนึ่งเอามาทำกับข้าวกินแบบง่ายที่สุดก็คือทอด จะกินก
