เทคนิคเกษตร
“ผักคาวตอง” เป็นพืชผักที่ไม่ค่อยมีคนนิยมกินกันมากนัก รูปสวยน่ากิน แต่กลิ่นรสชาติคาวขื่น/เอียน ติดตามประจำตัวแรง ทำให้เป็นผักที่หลายคนเมินหน้า แต่ด้วยรูปลักษณ์ ใบรูปหัวใจสีเขียวสด สีเขียวตองอ่อน ขนาดใบและยอดกำลังเหมาะแก่การเคี้ยวกลืนกินแกล้มลาบ ยำ ก้อย พล่า เป็นผักแกล้มอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม กลิ่นคาวของผักคาวตองช่วยลดหรือดับกลิ่นคาวของเนื้อ ของหมู ที่นำมาเป็นอาหารได้ดี และที่สำคัญเป็นสมุนไพรแก้โรคต่างๆ ได้ดีทีเดียว “ผักคาวตอง” เป็นชื่อทางภาคเหนือเรียกกันในแต่ละภาคก็แตกต่างกันไป เช่น ภาคอีสาน เรียก ผักคาวทอง ภาคกลาง เรียก ผักเข้าตอง พลูแกง พลูคาว เป็นพืชล้มลุกแต่มีอายุอยู่ต่อเนื่องกันหลายปี เป็นผักที่มีลำต้นใต้ดิน แผ่เลื้อยไปทั่ว และจะแตกรากและยอดชูขึ้นเป็นช่อยอดใบ ลำต้นใต้ดินหรือที่เรียกว่า รากหรือไหลที่เลื้อยมีสีขาว มีข้อปล้องพร้อมที่จะแตกยอดหรือต้นขึ้นบนดินใหม่ได้ทั่วไป ถ้าปลูกไว้ในกระถางจะเลื้อยขดเต็มกระถาง และชูยอดขึ้นมาเพื่อแตกยอดหรือต้นใบใหม่ ถ้าปลูกในพื้นดินเป็นแปลงก็จะแผ่ขยายไปได้เยอะมาก ใบแก่สีเขียวเข้ม ใบอ่อนสีเขียวตองอ่อน ใบกว้าง 1-1.5 นิ้ว ยาว 1-2 นิ้ว ปลายใบแหลม ฐานใบ
“โรคเกาต์” เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจนเกิดการตกผลึกของยูเรตตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ข้อ (ทำให้เกิดข้ออักเสบ) ไต (ทำให้เกิดนิ่วในไตและไตวาย) ส่วนสาเหตุที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงก็เนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับออก (นอกจากกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นผลมาจากการที่ร่างกายขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว ยังพบว่าอาจเป็นผลมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอาหารที่มีสารพิวรีนสูง และจากกระบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรีนออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้) หรือเกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแต่ปริมาณที่ขับออกจากร่างกายมีน้อยกว่า กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกายได้ 2 ทางหลัก คือ ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 และส่วนที่เหลือจะขับออกทางไตได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะมีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต การรักษาด้วย สมุนไพรรักษาโรคเกาต์ เราอาจเริ่มจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงไตให้แข็งแรง เพิ่ม
อุทัยธานี ดูเป็นจังหวัดเงียบๆ ที่ผมไม่ค่อยเคยไปบ่อยนัก แต่จำได้ว่ามีความหลากหลายของกลุ่มชนมาก เช่น กลุ่มลาวคั่ง ลาวด่าน กะเหรี่ยงโพล่วง ผมเคยได้ย่าม ผ้าปูกราบพระ ผ้าซิ่นทอมืองามๆ จากแม่ๆ ชาวลาวคั่งบ้านทัพหลวงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน จนเดี๋ยวนี้หลายใบก็ยังถูกใช้ติดมืออยู่ เสียดายที่สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจเรื่องอาหารการกินมาก เลยจำไม่ค่อยได้ว่าเคยได้กินอะไรแปลกๆ บ้าง เวลาไปตามถิ่นชนบทของอุทัยธานี จนเวลาผ่านไป การที่วันนี้ได้มานั่งฟังคนสูงอายุชาวบ้านไร่เล่าถึงอดีตนาข้าวซึ่งกลายเป็นไร่อ้อย ข้าวโพด และมันสำปะหลังเต็มพรืดไปเสียทุกหนทุกแห่งชั่วเวลาแค่สิบกว่าปีก่อน บอกกล่าวถึงการเลี้ยงผีเจ้าบ้านในเดือน 6 ที่มีรำนางด้ง รำแคน กลางลานบ้านใหญ่ แล้วเริ่มขยับเข้ามาทำพิธีในวัดพุทธ กระทั่งต่อมา พื้นที่แถบบ้านไร่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีคนเข้ามาเที่ยวกันมากมายในช่วงเทศกาล และต้องการมาดูแหล่งปลูกสตรอเบอรี่และดอกไม้เมืองหนาวของภาคกลาง ที่มี “อากาศหนาวที่สุด” ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก็ทำให้ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว “แต่ก่อน แค่ทุ่มสองทุ่มน
ศิลปะท้องถิ่นของแต่ละภาค ล้วนมาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอาชีพของผู้คน ในท้องถิ่น ในชุมชนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น หมอลำ ของทางภาคอีสาน เพลงฉ่อย เพลงเรือ ของภาคกลาง มโนราห์ หนังตะลุง เพลงบอก ของทางภาคใต้ ศิลปะหรือมหรสพแต่ละแขนง ต่างก็เป็นที่นิยมแพร่หลายมาหลายชั่วอายุคน เพลงบอกเป็นศิลปะประจำถิ่นของภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช เป็นที่นิยมชมชอบเป็นพิเศษและมีศิลปินที่มีชื่อเสียงของสองจังหวัดนี้มากมาย จนศิลปินบางท่าน ได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ เพลงบอกจึงกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาตั้งครั้งโบราณ เพลงบอก คือบทร้อยกรองประเภทหนึ่ง ที่ร้องกันตามงานบุญประเพณี ทั้งงานบวช งานศพ หรืองานบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน โดยเฉพาะ ช่วงวันสงกรานต์ จะมีคณะเพลงบอก จะเดินไปตามบ้าน ร้องเพลงบอกยกย่อง ชื่นชมเจ้าของบ้าน แล้วจบลงด้วยการบอกบุญ เรี่ยไรเงินทองเข้าวัด ในงานเดือนสิบ ซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดนครศรีธรรมราช เขาก็ได้จัดการแข่งขันเพลงบอกเป็นประจำทุกปี ตอนสมัยเป็นเด็กเคยตามหลังเป็นลูกสร้อยของคณะเพลงบอกไปตามบ้านต่าง ได้กินขนมพื้นบ้านอร่อยๆ ที่เจ้าของบ้านนำออกมาจ่ายแจก ได้ทั้งอิ่มท้องและสนุกสนาน จึงเป
ในบรรดา “ของขม” สะเดาน่าจะเป็นของที่ผมกินได้เป็นรายล่าสุด หลังจากผ่านด่านขี้เหล็ก มะระจีน มะระขี้นกมาแล้ว มันอาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบวิธีกินที่พวกผู้ใหญ่แถวบ้านกินกัน คือราดน้ำปลาหวานกินกับปลาดุกย่างหรือกุ้งเผา ถ้าเกิดตอนนั้นมีใครเอามายำ แบบที่คนเขมรชอบทำยำสะเดารสขมอ่อนๆ ใสปลากรอบปิ้ง รสเผ็ดน้อยๆ เปรี้ยวนิดๆ (บางครั้งใส่วุ้นเส้นด้วย ยิ่งอร่อยไปใหญ่เลย) ละก็ ผมอาจกินสะเดาระเบิดเถิดเทิงมานานแล้วก็ได้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นผ่านตาในตำรากับข้าวเก่าเล่มไหน ว่าแต่ก่อนคนไทยภาคกลางก็ไม่ได้กิน “น้ำปลาหวาน” ที่หน้าตาเป๊ะแบบทุกวันนี้ เอาไว้หาเจอแล้วจะเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ แต่จำได้ว่าคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสะเดามันกินกับอย่างอื่นได้อร่อยด้วย ก็คือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ สมัยผมเคยได้ทำงานกับอาจารย์อยู่ช่วงหนึ่งเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน หลายครั้งก็ได้กินข้าวร่วมวงกับอาจารย์ เป็นที่รู้กันนะครับว่า “อาจารย์ยูร” ซึ่งเขียนหนังสืออาหารรสวิเศษของคนโบราณ (พ.ศ.2531) นั้นเป็นกูรูผู้ช่างกินโดยแท้ ทีนี้มีอยู่มื้อหนึ่ง ผมเอาน้ำพริกเผาที่แม่ทำให้มาเข้าวงสำรับกลางวัน ส่วนอาจารย์มีสะเดาลวก ปลา
เปิดศักราชปีจอด้วยเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านมีรอยยิ้ม กับเรื่องราวของ “ไร่ป่านี้” ซึ่งทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเก็บตกสิ่งละอันพันละน้อยในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มาเล่าสู่กันฟัง โดยช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้รับความเมตตาจาก “หลวงพ่อวิชัย เขมิโย” เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ครูบาอาจาร์ยพระกัมมัฏฐาน ให้ออกเดินทางไปปฏิบัติธรรมพร้อมคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ “ไร่ป่านี้” บนพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งไร่อ้อยและไร่ข้าวโพดสลับกันไป ริมสองข้างทางระหว่างขึ้นวังน้ำเขียว เรามาถึงจุดหมายปลายทางไร่ป่านี้ด้วยเวลาบ่าย 3 โมงเศษๆ สภาพอากาศหนาวเย็นเหลือเชื่อ พร้อมกับลมที่พัดแรงจนทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวไปหมด ยกเว้นครูบาอาจารย์ซึ่งท่านมีพลังสมาธิแข็งแกร่งทำให้ท่านไม่กระทบกับสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ย 9-10 องศาเซลเซียส และเมื่อมาถึงก็ได้มีโอกาสทราบว่าเจ้าของไร่ป่านี้ สละเงินส่วนตัวและเวลาที่เหลือจากธุรกิจในกรุงเทพฯ มาเนรมิตพื้นที่ 50 ไร่ ที่ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นพืชไร่ผสมครบวงจร พร้อ
เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 16 ก.พ.2561 ณ บริเวณทุ่งทอง หมู่ 5 ต.ท่าช้าง อ.บ้านลาด นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันวัวเทียมเกวียนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2561 และงานบ้านลาด 101 ปี ซึ่ง อ.บ้านลาดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ก.พ. นี้ โดยมี น.ส.สุนีย์รัตน์ ภู่ขำ นายอำเภอบ้านลาด จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านลาด พ.ต.อ.เชิญ พรายมี ผกก.สภ.บ้านลาด นายบุญเรียน ทับน้อย ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านลาด นายประสงค์ หอมนาน นายก อบต.ท่าเสน ประธานชมรมวัวลานจังหวัดเพชรบุรี และผู้นำชุมชนในพื้นที่พร้อมด้วยผู้บริหารท้องถิ่นในเขตอำเภอบ้านลาดให้การต้อนรับ ท่ามกลางนักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนเป็นจำนวนมากร่วมงาน น.ส.สุนีย์รัตน์ เปิดเผยว่าวัวเทียมเกวียนเป็นกีฬาพื้นบ้านที่ชาว อ.บ้านลาดละเล่นกันมานาน โดยนำเกวียนจำนวน 2 เล่ม มาเทียมวัวที่มีฝีเท้าดี เล่มละ 2 ตัว มีคนบังคับวัวประจำอยู่บนเกวียนนำมาวิ่งแข่งกันในกระทงนาระยะทางประมาณ 100-150 เมตร วัวเทียมเกวียนเล่มใดวิ่งเข้าเส้นชัยก่อน
ป่าร้างกลางแดดแผดร้อน สะท้อนความทุกข์ยุคเข็ญ คูคลองหนองน้ำลำเค็ญ มองเห็นหายนะสะเทือน ภูโล่งโป่งเลี่ยนเตียนโล้น ถูกโค่นถูกถางสร้างเขื่อน สนองตอบความคิดบิดเบือน ซ่อนเงื่อนครอบงำอำพราง ………………………………. บันดาลป่าดงพงดิบ เอื้อมหยิบแย่งยื้อมือสาว แผ่นฟ้าป่ากว้างทางยาว ระนาวร้าวรานมารครอง ภูโล่งโป่งเลี่ยนเปลี่ยนรูป ถ้าสูบเสียจนหม่นหมอง แผ่นดินสิ้นน้ำฉ่ำนอง เมืองทองครองทุกข์ยุคทมิฬฯ “เดือนแรม ประกายเรือง” (ไม่อยากให้โลกแล้ง-จงร่วมแรงรักษาป่า) ผมขออนุญาตหยิบยกนำกลอนหก ที่กล่าวขานไว้ตอนต้นมาเกริ่นนำอารมณ์ของจิตสำนึกแห่งความหวงแหนผืนป่าที่เป็นที่มาแห่ง “ต้นน้ำ” ซึ่งท่านผู้ประพันธ์ได้เขียนไว้ถึง 7 บทกลอน แต่ได้ตัดต่อเพียง 2 บทแรก และ 2 บทสุดท้าย มาเรียงร้อยถ่ายทอดความรู้สึก เพื่อมิให้เกิดความสะเทือนใจมากกว่านี้ ถ้าหากบทกลอนนี้เป็นความจริง จึงขอให้เหตุการณ์ในบทกลอนเป็นเพียง “จินตนาการ” ของท่านผู้ประพันธ์ ดังที่ท่านได้ตั้งชื่อบทกลอนนี้ว่า “เดียวดาย” พร้อมภาพประกอบที่มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่เพียงต้นเดียวกลางแดดจ้ากับเมฆฝนก้อนเล็กๆ ไกลลิ
งาน “วันยางพารา และงานกาชาดบึงกาฬ 2561” จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี อัดแน่นด้วยกิจกรรมบันเทิง และสาระความรู้เรื่องยางพาราอย่างครบวงจร ตลอด 7 วัน ของการจัดงาน เกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากสนใจเยี่ยมชม “โซนยางพารา 4.0” ที่จัดแสดงนิทรรศการ “ยางสร้างสุข” และนวัตกรรมยางพาราจากหน่วยงานระดับประเทศ อาทิ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พลาดไม่ได้ กับ “โซนสุดยอดนวัตกรรมยางพารา” เปิดตัว “ถนนเรืองแสง” จากยางพารา เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และนวัตกรรม “มีดกรีดยางนกเงือก” ฝีมือคนไทย ที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำยาง ยืดอายุการกรีดยางได้ยาวนานขึ้น เรียกว่า มางานเดียวได้ทั้งกิจกรรมบันเทิงและกิจกรรมความรู้เรื่องการปลูกดูแลจัดการสวนยาง และการแปรรูปยางพารา ที่จะช่วยยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรสวนยางทั้งในบึงกาฬ จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านให้ดีขึ้น นวัตกรรมใหม่ จาก มจพ. เวลาซื้อหมอนยางพารามาเก็บไว้นานๆ มักเกิดกลิ่นจากจุลินทรีย์ที่ย่อยสลาย ดังนั้น ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระน
การสร้างและพัฒนาการบริการวิชาการเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน สังคม ประเทศ และนานาชาติ เป็นอีกหนึ่งภารกิจของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ที่จะสร้างสรรค์ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาชุมชน สังคม ให้เข้มแข็งมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและบริการวิชาการในรูปแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ขั้นสูง อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและเพิ่มศักยภาพงานวิจัย โดยสามารถนำผลการวิจัยมาพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม ด้วยการบริการวิชาการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้สู่การขับเคลื่อน ไทยแลนด์ 4.0 การแปรรูปอาหาร (food processing) เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงสภาพของวัตถุดิบ ให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ในสภาพที่เหมาะสม สะดวก และปลอดภัยต่อการบริโภค เป็นการถนอมอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือก และเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ สำหรับการแปรรูปอาหารจากเนื้อหมูให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน มีหลากหลายรูปแบบ เช่น หมูแดดเดียว หมูสวรรค์ หมูฝอย หมูหย็อง นั่นคือกรรมวิธีในการแปรรูปอาหารที่แต
