เทคนิคเกษตร
“เกาะช้าง” จังหวัดตราด เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ขึ้นชื่ออันดับต้นๆ แห่งหนึ่งของประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาเที่ยวกัน ปี 2559 มีจำนวน 1.2 ล้านคน จังหวัดตราดสนับสนุนให้เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green City) หรือ “โลว์คาร์บอน” ในปี 2560 รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงมีเป้าหมายอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการนำวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า อย่างเช่น “วิสาหกิจชุมชน บ้านรักกะลา เกาะช้างใต้” ที่ ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ที่หน่วยงานจังหวัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. สำนักงานพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้างใต้ สนับสนุนก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำผลิตภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ในรูปแบบของแฮนด์เมดใช้กะลาวัสดุในท้องถิ่น ทำเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องประดับ และของที่ระลึกอย่างสวยงาม แปลกตา ที่บางชิ้นเป็น “หนึ่งเดียว” ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนท้องถิ่น และสร้างจุดขายให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศได้มาเรียนรู้และซื้อหาไปใช้ประโยชน์ ใจรัก ใช้เวลาร่วม 10 ปี สร้างบ้
ชีวิตคือการเดินทาง การเดินทางทำให้เราทราบเรื่องราวต่างๆ ในโลกมากมาย ถึงกับมีคนกล่าวว่า เพียงแค่ก้าวออกจากหัวบันไดบ้าน ก็ได้ประสบการณ์ชีวิตแล้ว ก็ว่ากันไป ข้าพเจ้าเดินทางไปจังหวัดน่าน พบแหล่งน้ำพุร้อน บริเวณน้ำพุร้อนนั้นมีบริการของชาวบ้านอย่างหนึ่งคือ ลวกไข่จากน้ำพุร้อน การลวกไข่ด้วยน้ำพุร้อนนับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะใช้ธรรมชาติจริงๆ ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใดๆ ภูมิความรู้จากธรรมชาตินี้ สั่งสมกันมาแต่โบราณกาล หากศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาของคน จะพบว่าความรู้หลายอย่างที่คนนำมาใช้พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ เกิดจากการสังเกตจากธรรมชาติ บางอย่างนำมาแก้ไขดัดแปลงก่อนใช้ บางอย่างก็นำมาใช้โดยตรง การลวกไข่จากน้ำพุธรรมชาติ วิธีการก็คือ นำตะกร้าเล็กๆ มาใส่ไข่ แล้วหย่อนลงไปในน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เดือดปุดๆ ไข่เราชาวบ้านใช้ทั้งไข่ไก่ ไข่เป็ด และไข่นกกระทา แล้วแต่ความพอใจ ถ้าต้องการให้สุกเร็วๆ เราก็ใช้ไข่นกกระทา ถ้าไม่รีบร้อน เราชาวบ้านก็ใช้ไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ได้ สองชนิดหลังนี้ใบโตกว่า เลยต้องใช้เวลาลวกนานกว่าไข่นกกระทา ขั้นตอนการลวก เครื่องมือสำคัญก็คือ ตะกร้าใส่ไข่ ตะกร้านี้ใบเล็ก ไม่ใช่ตะ
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หมู่บ้านมะค่า หมู่ที่ 6 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อดูอาชีพเก่าแก่ของชุมชนแห่งนี้ที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี นั่นคืออาชีพช่างตีมีด ซึ่งในอดีตหมู่บ้านมะค่าแห่งนี้ ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะทำอาชีพเป็นช่างตีมีดขายเป็นอาชีพหลัก แต่ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป ตัวเมืองโคราชเริ่มขยายมาถึงพื้นที่บ้านมะค่า ประกอบกับเยาวชนรุ่นใหม่หันไปสนใจอาชีพอื่นแทน ทำให้อาชีพช่างตีมีดเหลือน้อยลงทุกปี ถึงอย่างไรก็ตามยังคงมีชาวบ้านมะค่าส่วนหนึ่ง สืบทอดอาชีพเป็นช่างตีมีดอยู่ถึงปัจจุบัน นายจำเนียร จันทร์โพธิ์ อายุ 67 ปี อดีตกำนัน ต.บ้านโพธิ์ เล่าว่า ในอดีตเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ได้มีช่างตีมีดชาวลาวชื่อนายเพชร เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองนครราชสีมา และได้แต่งงานกับนางพิน ชาวไทย มีครอบครัวอยู่ในชุมชนเล็กๆ แถวนี้ โดยนายเพชรนั้นเป็นช่างตีมีดฝีมือดี ซึ่งได้ทำการตีมีดแบบโบราณ และวางขายในหมู่บ้าน ด้วย ความที่มีดจากฝีมือช่างชาวลาว มีคุณภาพดี ทำให้มีการบอกปากต่อปาก จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคอีสาน เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเดินทางมาขอซื
วันที่ 25 พ.ย. ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางผ่านถนนสายอุดรธานี-สามพร้าว ตำบลสามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้มีแผงขายว่าวอยู่ริมถนนอยู่หลายแผง ก็เนื่องจากในช่วงนี้เป็นฤดูหนาว และเป็นช่วงฤดูเล่นว่าวของภาคอีสาน เพราะกระแสลมเหนือที่พัดมาจากประเทศจีนเป็นลมส่ง ทำให้ว่าวขึ้นดีและขึ้นสูง สอบถามนายบรรจง อันมาก อายุ 51 ปี ชาวขอนแก่น เจ้าของแผงว่าวนานาชนิดเปิดเผยว่า ในช่วงเดือนตุลาคม- มีนาคม จะเป็นช่วงฤดูหนาว และเป็นฤดูการเล่นว่าวของภาคอีสาน เดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงฤดูว่าวของภาคกลาง ซึ่งจะเล่นกันที่สนามหลวง และมีเทศกาลว่าวไทยด้วย ส่วนภาคใต้จากเดือนธันวาคม- เดือนสาม สำหรับภาคเหนือจะเล่นมากที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นในช่วงเดือนตุลาคม หลังเก็บเกี่ยวแล้ว ผู้ชายในหมู่บ้านโนนเมือง เกือบทุกคนจะออกเดินทางเร่ร่อนนำอุปกรณ์ทำว่าวขึ้นรถยนต์กระบะประมาณ 50-60 คัน ไปตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศทำว่าวขาย นายบรรจง กล่าวต่อไปว่า ว่าวที่ขายอยู่ทุกวันนี้ ว่าวไทยมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เช่น ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวปลา ฯลฯ แต่ส่วนมากเป็นว่าวที่ได้มีการพัฒนารูปแบบมาจากว่าวจีน เช่นว่าวกล่อง ว่าวงู ว่าวปลา ซึ่งใช้วัสดุผ้า
สมัยสามทศวรรษที่แล้ว ตอนที่ผมเรียนจบโบราณคดีใหม่ๆ และยังมีภารกิจตระเวนไปตามแหล่งโบราณสถานต่างๆ อยู่บ้างนั้น แห่งหนึ่งที่ไปบ่อย คือเมืองเก่าพระนครศรีอยุธยา แต่ถ้าว่าถึงเรื่องเก่าๆ ซากอะไรผุๆ พังๆ นั้น มาป่านนี้ก็แทบลืมเสียสิ้นแล้ว ที่ยังจำได้ดี ดูจะมีเพียงก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ทั้งบนบก ตรงศาลาโถงเชิงสะพานข้ามแม่น้ำลพบุรี ทางเข้าวัดหน้าพระเมรุ และทั้งที่พายเรือมาขายให้เราตะโกนเรียกกินตรงชายน้ำวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งในช่วงปลายปี พ.ศ.2529 นั้น ยังไม่ได้ทำเขื่อน เป็นตลิ่งโคลนเลน แถมที่เห็นกับตาว่าอยู่ไม่ไกลนั้น กว่าเจ๊กจะพายผ่านกระเพาะชาวบ้านริมน้ำหลายหลังมาลวกเส้นให้พวกเรากินได้ ก็เล่นเอาหิวไส้กิ่วไปตามๆ กันทีเดียว อีกแห่งที่จำได้แม่น เพราะมักเป็นที่ฝังตัวกินข้าวเย็นกันจนมืดค่ำ แถมบางครั้งกินติดลมจนรถไฟขาล่องหมดขบวน ไม่มีนั่งกลับ ต้องตีตั๋วขาขึ้นต่อไปขอนอนกลางดึกที่หน่วยศิลปากรลพบุรี (ซึ่งเพิ่งบูรณะอาคารไม้เก่าให้เป็นสำนักงานใหม่) ก็เคยมีมาแล้ว คือร้าน “หายห่วง” ริมบึงพระราม ที่คนท้องถิ่นเขาเรียกกันว่า “บาร์หายห่วง” นั่นแหละครับ คนอยุธยาอายุเกินครึ่งศตวรรษขึ้นไปคงจำได้ดีกว่าผม ผู้ไปเยือนเป็นครั
ทุกเส้นทางในการก้าวเดินของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีเหมือนกันคือหัวใจต้องมีความแกร่งสำหรับการเตรียมพร้อมไว้ต้อนรับกับทุกเรื่องราวที่ต้องพบเจอระหว่างเส้นทางก้าวเดิน เพราะทุกคนมีหน้าที่ของชีวิตที่จะต้องดูแลลมหายใจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด เนื่องจากทุกเส้นทางนั้นอาจจะไม่พบกับความสมหวังเสมอไป หากไม่เรียนรู้ที่จะผิดหวังเสียบ้าง ความสมหวังจะเกิดขึ้นได้เช่นไร ขอเพียงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเริ่มที่ตัวเราทั้งสิ้น ก้าวมาเถิดนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ มั่นใจได้เลยว่าบนเส้นทางที่สามารถ เดินห่าง…จากความจน ยินดีต้อนรับเสมอ ขอเพียงอย่าลืมพกความขยันและความอดทนมาให้เต็มพิกัด เพราะจะสามารถทำให้ก้าวไปได้อย่างมั่นคงและมั่นใจมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นขอ สวัสดี พร้อมกราบขอบคุณอย่างมากมายจริงๆ สำหรับแฟนๆ ประจำทุกท่าน จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่ให้การต้อนรับพร้อมให้แรงใจอย่างดียิ่งเสมอมา เขียนได้เลยว่ามีแฟนๆ ทั่วประเทศที่ให้กำลังใจตลอดมา ขอขอบพระคุณอีกครั้งให้กำลังใจกันต่อไปนะครับ หลังจากที่ผมได้เคยนำเสนอเรื่องราวของ คุณธรรม พันธุศิริสด อายุ 66 ปี ที่ได้เปิดการนวดแบบชอง ซึ่งเป็นการนวดแบบ
นับถอยหลังสู่ปีใหม่ หลายๆ คนคงนึกถึงงานเลี้ยงฉลอง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในงานรื่นเริงต่างๆ คือ ดนตรี สัปดาห์นี้พาไปทำความรู้จักเครื่องดนตรีที่เพื่อนบ้านอาเซียนมีคล้ายๆ กัน ประเดิมด้วยเครื่องดนตรีประเภทตี ทำจากโลหะที่มาพร้อมเสียงทุ้มก้องกังวาน ใช่แล้วนี่คือ “ฆ้อง” ว่ากันว่าฆ้องมีถิ่นกำเนิดในแถบชวาและแพร่หลายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวฆ้องมักทำจากแผ่นโลหะตรงกลางเป็นปุ่มนูน และใช้ไม้หรือเหล็กตีเพื่อให้เกิดเสียง ในพม่าเรียก ฆ้อง ว่า มอง มีด้วยกันหลายชนิด สำหรับฆ้องเดี่ยว มีฆ้องทองเหลืองจี นอง, วา มอง, แดแดะ มอง เมื่อนำฆ้องเดี่ยว 21 ใบไล่ระดับเสียงมาประกอบกันเป็นวงกลมจะได้เครื่องดนตรีอีกชนิดที่เรียกว่า ซี ไว ใกล้เคียงกับฆ้องวงของไทย ส่วน มอนซิ่น หรือฆ้องราง เป็นชุดฆ้อง 18-19 ใบ แต่ละใบวางลงในกรอบไม้และจัดเรียงเป็นแถวไม่เกิน 5 แถว พม่ายังมีฆ้องอีกชนิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ จี ซี หรือระฆังพม่า เป็นแผ่นทองเหลืองเรียบ รูปทรงสามเหลี่ยมคว่ำคล้ายเจดีย์ ปลายทั้งสองด้านงอนขึ้น นิยมใช้ประกอบพิธีกรรมในวัด และบ่อยครั้งที่เห็นพระสงฆ์ตีจี ซี ระหว่างเดินบิณฑบาตตอนเช้า
“มัณฑนา ชอุ่มผล” สาวชาวอีสานในสมัยโบราณมีหน้าที่สำคัญคือการถักทอเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว ทั้งเสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า หรือแม้แต่ผ้าห่ม หมอน ทุกอย่างล้วนต้องใช้ฝีมือและความอดทน แต่สตรีชาวอีสานก็ไม่ได้คร่ำเคร่งกับเรื่องการงานจนลืมเติมจินตนาการและศิลปะลงในผืนผ้าของตัวเอง “คุณยายอัญญา วงศ์ปัดสา ได้มอบมรดกเป็นหีบใบเก่าที่ไม่มีใครกล้าเปิดดู จนทายาทของท่านลองเปิดดูก็พบผ้าซิ่นมัดหมี่ลายสวยมากมาย ป้าติ๋วเห็นแล้วชอบมากจึงนำมาหัดมัดลายตามที่ท่านเคยทำไว้ เป็นลายมัดหมี่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และทุกผืนนั้นมีประวัติความเป็นมาของลายเขียนไว้หมด น่าทึ่งที่ผู้หญิงสมัยก่อนไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็สามารถคิดลวดลายและเก็บเรื่องราวไว้ได้ในผืนผ้า” ป้าติ๋ว ธนิษฐา วงศ์ปัดสา ปราชญ์ด้านการทอผ้าของ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงที่มาของผ้าซิ่นลายสวย ลวดลายที่ช่างทอผ้านำมามัดหมี่เป็นลายบนผ้าซิ่นนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ธรรมชาติรอบตัว ตลอดจนความเชื่อหรือแม้แต่นิทาน “ลายที่เป็นนางเอกของเขมราฐก็คือลายนาคน้อยค่ะ เป็นลายที่พญานาคมาดลใจให้คุณยายอัญญา วงศ์ปัดสา ทำผ้ามัดหมี่ลายนี้ขึ้น
วันนี้ “วิชัย ทาเปรียว” ผู้สื่อข่าวข่าวสด-เชียงใหม่ พาไปกินอาหารพื้นเมืองภาคเหนือขึ้นชื่อ “แกงกระด้าง” หรือ “หมูหนาว” หรือชาวไทยเชื้อสายจีนเรียกว่า “หมูตั้ง” หมอแดง-ปุณฑริกา คำบุญทา ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตอาหารสัตว์ หลังว่างเว้นการส่งอาหารให้สวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี หันมาประกอบอาหารพื้นเมืองเหนือจำหน่ายมาถึงทุกวันนี้ โดยได้เคล็ดลับมาจากผู้เป็นแม่ “แม่อุ้ยยวง”นางบุญยวง คำบุญทา อร่อยหอมสูตรพริกไทยขาว วิธีทำเริ่มจาก นำขาหมู เฉพาะขาหน้า แกะขาหมูจนถึงกระดูก ใส่น้ำให้ท่วมเนื้อ ใส่ข่าแก่ทุบ ตะไคร้ เพื่อลดกลิ่นคาว ต้มจนกระทั่งเดือดมีน้ำสีขาวเหมือนน้ำนม และเนื้อหมูเปื่อย นำออกมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ น้ำที่เหลือกรองเอาเศษตะไคร้ ข่า หรือกระดูกออกให้หมด ส่วนผสมพริกแกง พริกไทยเม็ดสีขาว หอมแดง 10 หัว ข่าแก่ 10 แว่น เกลือป่น 1 ช้อนชา กะปิกุ้งจืด 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้ละเอียด นำน้ำต้มหมูไปตั้งไฟให้เดือด พอเดือดเอาพริกแกงลงละลาย ตามด้วยเนื้อหมูที่หั่นไว้ ต้มไปจนกลิ่นพริกแกงหายไป คงไว้แต่กลิ่นพริกไทย เคี่ยวต่อ 15 นาที พอน้ำขลุกขลิกยกลงเทใส่ภาชนะสะอาด ปล่อยให้หายร้อน นำเข้าตู้เย็น เพื่อให
เป็นไปได้นะ ที่สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์จะอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่คิดว่าเป็นการเบียดเบียนกัน อย่างถึงขั้นทำลายล้างกันเลยได้ ในบางขณะหลายคนว่าดูดีมีความหมาย อีกหลายคนดูว่าเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และหลายคนเรียกว่าเป็นศัตรู เช่นพืชชนิดนี้ที่ชื่อว่า “ฝอยทอง” เรียกกันว่าเป็นวัชพืช วัชพืช คือพืชที่ขึ้นในที่ไม่ต้องการให้ขึ้น หรือไม่ได้ตั้งใจปลูกเอาผลผลิต มันขึ้นเองโดยอาจจะติดมากับดิน ติดมากับน้ำ ติดมากับมูลสัตว์ ที่เคลื่อนย้ายมาลงบริเวณดิน พบสภาพดินน้ำอากาศที่เหมาะสม ก็เจริญงอกงามขึ้นมาแก่งแย่งน้ำ แย่งอาหาร แย่งพื้นที่ความเป็นอยู่ของพืชปลูก หรือบางอย่างมีต้นเป็นลักษณะเถา เครือ มีมือ เกาะพันขึ้นรบกวนต้นไม้ปลูก สามารถเกาะอาศัยตามกิ่งก้านคบไม้ได้ นี้ไม่รู้ว่าอย่างเช่นพืชชนิดนี้ที่ชื่อ ฝอยทอง จะเรียกว่า หญ้า หรือ ผัก หรืออะไรดี เอาเป็นว่าเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่เป็นผักกินได้ก็แล้วกัน ฝอยทอง ผักฝอยทอง เถาฝอยทอง เครือคำ ฝอยไหล ผักไหล เป็นวัชพืชพวกกาฝาก ที่ชอบขึ้นพันเกาะกิ่งก้านไม้ ถ้าปล่อยให้ขึ้นแน่น จะพันรัดกิ่งไม้ ยอดไม้ ใบไม้ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ มีลักษณะสีเหลืองทองสวยงามมาก เป็นเถาเส้น
