เทคนิคเกษตร
สวนลุงทิด (เพาะความสุข) ก่อตั้งโดย คุณอาทิตย์ แสงโลกีย์ เกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ที่ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยใช้ฐานทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความหลากหลายมาใช้ร่วมกันในลักษณะการทำการเกษตรแบบผสมผสานบนเนื้อที่ 7 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านห้วยเสือเต้น ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โทร. 081-263-2638 ปัจจุบันสวนลุงทิด (เพาะความสุข) ปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น ไผ่บงหวานพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ดอกกระเจียวหวาน ผักหวานป่า มะเดื่อฝรั่ง กล้วย ผักสลัด องุ่น มะม่วง เลี้ยงปูนา เลี้ยงกบ และเป็นแกนนำส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่พื้นเมืองพันธุ์ไก่แดงดอกคูณ ที่รู้จักกันดีในชื่อกลุ่ม “ไข่นัว บ้านเสือ” การทำเกษตรหลากหลายรูปแบบ ทำให้คุณอาทิตย์สามารถสร้างรายได้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี ผลผลิตของสวนลุงทิดเพาะความสุข ได้รับการรับรองแหล่งผลิตอินทรีย์ (Organic Thailand) จากกรมวิชาการเกษตร และมาตรฐาน GAP จากการทำเกษตรอินทรีย์ตามหลัก BCG Model มีการปลูกผักยกแคร่เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืช มีการนำผลผลิตกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ และนำหญ้าหวานมาแปรรูปเพื่อสร้างมูล
แมลงขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและกำลังได้รับความนิยม แม้แต่สัตว์เลี้ยงเองแหล่งโปรตีนจากแมลงถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสัตว์ Exotic โตไวมีความแข็งแรงเมื่อได้กินอาหารจากแหล่งโปรตีนสูง “แมลงสาบดูเบีย” เป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแมลงสาบสายพันธุ์นี้มาจากต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้ และเป็นที่รู้จักในประเทศไทยหลายปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะแมลงสาบสายพันธุ์นี้นำมาเป็นอาหารให้กับสัตว์ได้หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงสวยงาม สัตว์แปลก สัตว์หายากที่นิยมกินแมลงสาบดูเบีย คุณจ๋า-ภัทราวดี เบ้าจันทึก เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดจากแมลงสาบดูเบีย ซึ่งสมัยก่อนนั้นซื้อมาให้สัตว์เลี้ยงกินเพียงแต่อย่างเดียว แต่ใครจะคิดว่าสัตว์เหล่านี้จะสามารถขยายพันธุ์ออกมาเรื่อยๆ จนเวลานี้บ้านของคุณจ๋าแม้มีพื้นที่น้อย แต่สามารถเป็นแหล่งเพาะแมลงสาบดูเบียส่งขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว จากความกลัว สู่อาชีพเพาะพันธุ์ จนสามารถสร้างรายได้เป็นอาชีพ คุณจ๋า เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีไม่ได้คิดว่าแมลงสาบดูเบียจะมาเป็นสัตว์เ
“น้ำ” นับเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการเกษตร แปลงนาที่อยู่นอกเขตชลประทานมักขุดเจาะน้ำบาดาลระดับตื้นมาใช้ทำนาในฤดูนาปรัง แต่มีสนิมในน้ำบาดาลติดมาด้วย ทำให้ต้นข้าวไม่กินปุ๋ย ได้ผลผลิตต่ำ ซึ่ง “ฮั้วเฮงหลีฟาร์ม” ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ก็ประสบปัญหาดังกล่าว จึงปฏิวัติระบบน้ำใหม่ด้วยวิธีบำบัดง่ายๆ เปลี่ยนน้ำสนิมให้ตกตะกอนก่อนเข้าแปลงนา โดยใช้วิธีกลเติมอากาศ Aerator ทำให้รากข้าวกลับมาดูดซึมปุ๋ยได้เต็มประสิทธิภาพผลผลิตพุ่งเต็มร้อย พิษสนิมเหล็ก…ในนาข้าว คุณสุภชัย ปิติวุฒิ กรรมการบริหารคูโบต้ากำแพงเพชร (ฮั้วเฮงหลี) จังหวัดกำแพงเพชร และเป็นผู้ก่อตั้งเพจชาวนาวันหยุด กล่าวว่า นาแปลงนี้ ผู้เช่าเดิมขุดบ่อตอก สูบน้ำบาดาลระดับตื้นโดยตรง หลังเรารับช่วงต่อ ใช้องค์ความรู้เปียกสลับแห้งแกล้งข้าวควรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ได้ผลผลิตเต็มที่แค่ไร่ละ 600-700 กิโลกรัมเท่านั้น สาเหตุที่ได้ผลผลิตต่อไร่น้อย เกิดจากการสูบน้ำบาดาลปล่อยตรงลงนา ทำให้มีการตกค้างของตะกอนสนิมน้ำบาดาลในชั้นผิวดิน สังเกตเห็นชัดเจน ตอนดินในแปลงนาแห้งแตกระแหง ระยะแตกกอ และตอนไถพลิกหน้าดินหลังเก็บเกี่ยว พอมีน้ำแช่ขัง ตะกอนสนิมก็
บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง “สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน
เมื่อต้นไม้และพืชผลทางการเกษตรต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ปัญหาที่ตามมาหลังน้ำลดไม่ได้จบลงเพียงแค่การเก็บกวาดพื้นที่ แต่คือการฟื้นฟูต้นไม้และสภาพแปลงปลูกให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ภัยธรรมชาติอย่าง “น้ำท่วม” ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับภาคการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแปลงที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ต้นพืชบางส่วนอาจไม่สามารถทนต่อสภาพความชื้นสูงและการขาดอากาศบริเวณรากได้ ส่งผลให้เกิดอาการรากเน่า ใบเหลือง ต้นโทรม และในบางกรณีอาจถึงขั้นยืนต้นตาย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พืชทุกต้นจะเสียหายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ หากหลังน้ำลดได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและทันท่วงที ต้นที่ยังมีชีวิตก็ยังมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเจริญเติบโตได้อีกครั้ง ดังนั้น หลังน้ำลดจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เกษตรกรต้องเร่งประเมินความเสียหาย พร้อมฟื้นฟูทั้ง “ต้นพืช” และ “สภาพดิน” ให้กลับมาเหมาะสม ก่อนเดินหน้าสู่การเพาะปลูกในรอบต่อไป โดยสามารถเริ่มต้นได้จาก 7 วิธีต่อไปนี้ 1. สำรวจแปลงก่อน อย่าเพิ่งรีบไถดิน สิ่งแรกที่ควรทำหลังน้ำลด คือเดินสำรวจพื้นที่และดูสภาพดินให้ทั่วทั้งแปลง สังเกตว่ามีตะกอน โคลน ทราย ขยะ หรือสิ่งปนเ
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ แนะ 7 แนวทางดูแลรักษา “กล้วย” ในช่วงฤดูฝน ดังนี้คือ 1. หมั่นตรวจดูแปลงกล้วยสม่ำเสมอ 2. ระบายน้ำในสวนให้ไหลสะดวก ไม่ท่วมขัง 3. ตัดแต่งใบแห้ง ใบเป็นโรคและหน่อส่วนเกิน 4. ให้น้ำต้นกล้วยเพิ่มเติม ในช่วงฝนทิ้งช่วง 5. เฝ้าระวังโรคและแมลง หากพบให้ใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัด 6. กำจัดวัชพืชในแปลงและค้ำยันต้น 7. ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น N-P-K เกษตรกรควรใส่ใจดูแลต้นกล้วยในช่วงหน้าฝนอย่างใกล้ชิดเพราะเสี่ยงต่อการระบาดของโรคตายพรายในกล้วย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคตายพรายหรือโรคปานามาหรือโรคเหี่ยว สาเหตุจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense พบโรคได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกล้วย โดยให้สังเกตลักษณะต้นกล้วยที่มีอาการของโรคตายพรายใบกล้วยที่อยู่รอบนอกหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเหลือง ใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้นเทียม และจะทยอยหักพับตั้งแต่ใบที่อยู่รอบนอกเข้าไปสู่ใบด้านใน ระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง เมื่อตัดล
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ตำบลสองสลึง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อีกหนึ่งฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ในด้านการทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกประเภท จนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยรูปแบบกิจกรรมทางการเกษตรที่ศูนย์แห่งนี้ มีความโดดเด่นเรื่องวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย 1. มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 2. แกลบดำ 1 ส่วน 3. อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 4. รำละเอียด 1 ส่วน 5. น้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน+น้ำตาล 1 ส่วน+น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 6. กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 7. จอบ 8. พลั่ว 9. ฝักบัวรดน้ำ ขั้นตอนการทำ มีดังนี้ 1. เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2. นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 3. เอาส่วนผสมของน้ำสกัดชีวภาพน้ำตาลและอ้อยใส่บัวราดบนกองวัสดุปุ๋ยหมัก คลุกให้เ
“วานิลลา” พืชมูลค่าสูงที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรไทย หลายคนมีทุนมากพอจะลงแปลงใหญ่ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่อยากทดลองปลูกแต่ติดเรื่อง “พื้นที่และงบประมาณ” วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน มีเทคนิคเด็ดจาก คุณอ้อ-สาวิตตรี สระทองเทียน เจ้าของ The Vanilla จ.นครปฐม มาถ่ายทอดวิธีการปลูกวานิลลาในตะกร้าหรือเข่ง สำหรับคนที่อยากปลูกประดับไว้ข้างบ้าน หรือปลูกทดลองมือก่อนขยายแปลงจริงในอนาคต โดยไม่ต้องสร้างโรงเรือนให้เปลืองงบ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 1. ตะกร้า/เข่งพลาสติก แบบมีรูระบายน้ำรอบทิศทาง ขนาดกว้างประมาณ 23-25 นิ้ว 2. เชือกโยงทุเรียน (เชือกริบบิ้น) แข็งแรง ทนทาน ตากแดด 2-3 ปีไม่เปื่อย (เหนือกว่าเชือกฟางและใช้ง่ายกว่าลวด) 3. ตาข่ายพลาสติก สำหรับม้วนทำเสากลาง 4. กาบมะพร้าวสับ วัสดุปลูกหลัก วิธีการปลูกทีละขั้นตอน 1. ขึ้นเสาและเตรียมกระถาง ม้วนตาข่ายพลาสติกเป็นทรงกระบอก ให้สูงเลยขอบตะกร้าขึ้นมาประมาณ 80-90 เซนติเมตร 2. วางเสาตาข่ายไว้ตรงกึ่งกลางตะกร้า แล้วใช้เชือกโยงทุเรียนมัดขึงเสากับตะกร้าให้แน่นหนา ไม่หลุดเขยื้อน 3. อัดกาบมะพร้าวสับใส่ลงในช่องกลางเสาตาข่ายจนเต็ม และโรยกาบมะพร้าวสับรอบๆ เสาในเข่งให้เต็มเช่นกัน
การชาร์จถ่านไบโอชาร์ (Biochar charging) ก่อนนำไปใช้ทางการเกษตร มีเป้าหมายหลักคือ ทำให้รูพรุนของไบโอชาร์มีน้ำ ธาตุอาหาร และจุลินทรีย์อยู่ก่อน เพื่อไม่ให้ไบโอชาร์ไปดึงสิ่งเหล่านี้จากดินในช่วงแรก ทำไมต้องชาร์จไบโอชาร์ 1. ป้องกันการดึงธาตุอาหารจากดิน 2. ไบโอชาร์มีรูพรุนและพื้นที่ผิวสูง จึงสามารถดูดจับ N, P, K และธาตุอาหารอื่นๆ 3. ถ้าใส่ไบโอชาร์ที่ยังไม่ได้ชาร์จลงดิน อาจเกิดการจับธาตุอาหารไว้ชั่วคราว ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารช้าลงในระยะแรก 4. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ 5. เมื่อน้ำเข้าไปอยู่ในรูพรุนก่อน ไบโอชาร์จะช่วยเก็บน้ำในบริเวณรากได้ดีขึ้น เหมาะกับดินทราย ดินลูกรัง และดินอินทรียวัตถุต่ำ 6. เติมธาตุอาหารเข้าไปในไบโอชาร์ สามารถใช้สิ่งเหล่านี้ชาร์จได้ เช่น ปุ๋ยหมัก น้ำหมักอินทรีย์ มูลไก่หมัก ปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมัก ปุ๋ย N P K ในอัตราที่เหมาะสม 7. ช่วยให้จุลินทรีย์ตั้งถิ่นในรูพรุน รูพรุนของไบโอชาร์เป็นพื้นที่ที่จุลินทรีย์บางชนิดสามารถอาศัยและหลบหลีกการถูกรบกวนได้ เมื่อชาร์จร่วมกับปุ๋ยหมักหรือวัสดุอินทรีย์ จึงช่วยให้เกิดระบบ ไบโอชาร์–จุลินทรีย์–รากพืช ได้เร็วขึ้น 8. ลดผลกระทบจากความ
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ น้ำ คือ สิ่งสำคัญ ไม่มีน้ำก็ปลูกพืชไม่ได้ คุณเมย์-เมธยา ภูมิระวิ อยู่บ้านเลขที่ 343 หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เกษตรกรรุ่นใหม่สานต่องานเกษตรที่พ่อสอน บนเนื้อที่ 27 ไร่ การเริ่มต้นทำเกษตรของคุณเมย์ เริ่มจากแนวคิดง่ายๆ คือ ทำสิ่งที่ตนเองชอบและมีความสุขก่อน คือการเลี้ยงสัตว์ มีไก่นานาชนิด ไก่พื้นเมือง ไก่ต๊อก ไก่งวง ห่าน ไก่ดำ เลี้ยงจนชำนาญสามารถเพาะขยายพันธุ์แจกเพื่อนบ้าน ได้แบ่งปันเริ่มมีความสุข เริ่มคิดว่าการทำเกษตรก็เหมือนห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องศึกษาหาความรู้ที่ในทฤษฎีไม่ได้บอก อยากรู้ต้องลงมือทำ เพราะถ้ามีแต่องค์ความรู้ แต่ทำไม่เป็น ก็ได้แค่มอง เธอจึงเลือกที่จะลงมือปฏิบัติจากสิ่งง่ายๆ จากการขยายพันธุ์สัตว์จนสำเร็จได้มีความสุขไปแล้ว จึงขยับมาทำงานสวนต่อ ปลูกไม้ผล ทำสวนป่า ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะภายในสวนจะทำน้ำหมักไล่แมลงเอง ทำน้ำหมักปรับโครงสร้างดินแต่ละสูตร ทำปุ๋ยหมักบำรุงพืชเอง เช่น น้ำหมักจาวปลวกเป็นสูตรที่ทำง่ายแต่ได้ผลดี ซึ่งการทำเกษตรของคุณเมย์ จะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาเป็น อันดับ 1 มีการจัดระบบน้ำที่ดี
