เทคนิคเกษตร
“กบ” เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย กินอาหารน้อย โตไว ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น สามารถนำไปบริโภคได้ตั้งแต่ระยะลูกอ๊อด ลูกกบเล็ก ไปจนถึงกบขนาดใหญ่ โอกาสทางการตลาดค่อนข้างกว้าง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกวันนี้ การเพาะเลี้ยงกบจึงเป็นหนึ่งในอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ แต่ปริมาณกบในธรรมชาติกลับลดน้อยลง เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาวะโลกร้อน การขยายตัวของชุมชน การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และการจับกบในธรรมชาติมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงจรชีวิตของกบถูกทำลายไป การเลือกพันธุ์กบมาเลี้ยง การคัดเลือกพันธุ์กบมาเลี้ยง ควรปรับตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศและความต้องการของตลาดในแต่ละภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ภาคใต้ นิยมเลี้ยงกบนาที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อฝนที่ตกชุกและสภาพอากาศชื้นสูง ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี เกษตรกรนิยมเลี้ยงทั้งกบนา และกบบูลฟร็อกในเชิงการค้าเพราะหาพันธุ์ลูกกบได้สะดวกแล้ว กบทั้งสองสายพันธุ์โตไว เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมเลี้ยงกบนาพื้นเมือง เพราะหาพ่อแม่พันธุ์ได้ง่ายตามธรรมชาติ ส่วนบริเวณพื้นที่สูงในภาคเหนือขอ
หนึ่งในปัญหาการปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่หลายคนคาดไม่ถึงคือเรื่องของ “วัชพืช” เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตลดลงเกินครึ่ง แต่เกษตรกรบางส่วนกลับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติ สุดท้ายมักเจอปัญหาผลผลิตต่ำและไม่สม่ำเสมอ แล้วการจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตสูงนั้นมีขั้นตอนอย่างไร? เราจะพาไปหาคำตอบกับเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง คุณเสก-ศักดา สว่างศรี วัย 28 ปี ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 120 ไร่ ด้วยความใส่ใจ บำรุงดูแล จนทำให้ได้ผลผลิตมากกว่า 1 ตันต่อไร่” คุณเสก เผยว่า ตนเองนั้นรับช่วงต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากรุ่นพ่อแม่มาได้ 7-8 ปีแล้ว ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการทำเกษตรหลายอย่าง ทั้งการวางแผนปลูก การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และข้อสำคัญคือต้องมีความเข้าใจในจุดเปราะบางของพืชที่เราปลูก ซึ่งถ้าป้องกัน-ดูแลได้อย่างตรงจุด รับรองว่าผลลัพธ์คุ้มค่าการลงทุนแน่นอน เทคนิคการดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแบบของคุณเสก นั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด แค่ใส่ใจใน 3 เรื่องหลัก คือ วางแผนการปลูกเหมาะสม ขายได้ราคา ปลูกได้ 2 รอบต่อปี “ข้าวโพดเ
ในพื้นที่เกษตรกรรมของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การทำเกษตรไม่ได้มีเพียงเรื่องของการปลูกพืชแล้วรอผลผลิตในฤดูกาลเดียวอีกต่อไป เพราะสำหรับเกษตรกรจำนวนไม่น้อย รายได้จากพืชไร่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปี โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ปลูกอะไรให้ได้ผลผลิตดี” แต่คือจะทำอย่างไรให้พื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้มากกว่าหนึ่งทาง นี่จึงเป็นแนวทางที่ นิคมสหกรณ์แม่สอด พยายามผลักดันผ่านการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก โดยเริ่มจากสิ่งที่เกษตรกรมีอยู่เดิม ทั้งพื้นที่ แรงงาน และผลผลิต จากนั้นค่อยๆ เติมองค์ความรู้และกิจกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเกษตรผสมผสาน การปลูกผักในโรงเรือน การผลิตผักปลอดภัย พืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการ ไปจนถึงการเลี้ยงโคเนื้อ เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรทั้งหมด แต่เป็นการ “เติมอาชีพ” เพื่อให้มีรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว “นิคมสหกรณ์แม่สอด” เติมทุน-เติมความรู้ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกร คุณณรงค์ฤทธิ์ อาชนี ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์แม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เปิดเผยว่า จุดเร
เกษตรกรหรือคนปลูกผักสวนครัวหลายรายอาจเคยเจอปัญหา ต้นไม่แข็งแรง กิ่งหักง่าย ใบและยอดไม่สมบูรณ์ ดอกร่วง หรือพืชในช่วงติดผลมีปัญหาผลผลิตไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ปัญหาเหล่านี้มีหลายสาเหตุ ทั้งพันธุ์พืช สภาพอากาศ น้ำ การจัดการดิน รวมถึงความสมดุลของธาตุอาหาร หนึ่งในวัสดุเหลือใช้ใกล้ตัวที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ก็คือ “เปลือกไข่” เพราะองค์ประกอบหลักของเปลือกไข่คือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมตามธรรมชาติ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะมาชวนทำน้ำหมักเปลือกไข่แบบง่ายๆ จากวัสดุที่หาได้ในครัวเรือน เพื่อใช้เป็นตัวช่วยเสริมแคลเซียมให้กับพืช ลดการทิ้งของเหลือในครัว และช่วยลดต้นทุนในการดูแลต้นไม้ สูตรน้ำหมักเปลือกไข่ ทำง่าย ใช้วัสดุใกล้ตัว สูตรหนึ่งที่เผยแพร่โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก ใช้ เปลือกไข่ น้ำซาวข้าว และน้ำส้มสายชู โดยนำเปลือกไข่มาล้าง ตากให้แห้ง แล้วบดหรือทุบให้ละเอียด ก่อนนำไปหมักร่วมกับน้ำซาวข้าวและน้ำส้มสายชูประมาณ 8-10 วัน จากนั้นกรองและนำไปเจือจางก่อนใช้ วัตถุดิบ เคล็ดลับ ควรทำเปลือกไข่ให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเปลือกไข่ชิ้นใหญ่จะย่อยสลายและปลดปล่อยแ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ผมเคยทำโครงการการเกษตรในพื้นที่จำกัดให้มหาวิทยาลัย เคยทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในพื้นที่จำกัด เพราะคิดว่าการเกษตรในพื้นที่จำกัดเหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยในบ้านเราที่มีพื้นที่ถือครองน้อยนิด รวมทั้งเหมาะกับการเกษตรในเมืองที่ถือเอาเรื่องความมั่นคงทางอาหารและเรื่องความปลอดภัยทางอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ฉบับนี้ผมภูมิใจพาท่านไปดูการเกษตรในเมือง ไปดูการทำการเกษตรและการตลาดบนพื้นที่จำกัด เพียง 121 ตารางวา ทำอย่างไรและประสบความสำเร็จแค่ไหนไปดูกันครับ เริ่มต้นจากร้านอะไหล่ข้างในมีผัก พาท่านมาพบกับ คุณธาวิต ฉายแสงมงคล เจ้าของฟาร์มฝัน ปันสุข ที่บ้านเลขที่ 148 ถนนมาตุลี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ คุณธาวิต เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า เดิมที่บ้านผมทำธุรกิจร้านอะไหล่รถยนต์แต่คนที่บ้านชอบกินผักและผลไม้ ผมจึงเห็นมาตลอดว่าต้องล้างผักและผลไม้ทุกอย่างด้วยวิธีการ ขั้นตอนที่มากมายเพื่อจะได้กินผัก ผลไม้ที่สะอาด ปลอดภัย ตัวผมเองจึงพยายามมองหาวิธีที่ง่ายกว่าในการ
“คนรุ่นใหม่” เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เวลานี้พูดถึงกันไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เรามักได้ยินว่า ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นในแต่ละบทบาทหรือการทำหน้าที่ในสังคม องค์ความรู้ และโอกาส จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อมๆ กัน เพื่อที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงถึงศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานหลายๆ ด้าน อย่างเป็นระบบและมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไป ในภาคการเกษตรในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเห็นครอบครัวทำการเกษตรมานาน จึงเกิดความสนใจและไปเรียนในสาขาวิชาทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมทั้งนำองค์ความรู้มาปรับใช้และผสมผสานไปพร้อมๆ กับสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่เดิม ช่วงแรกอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก แต่ในเรื่องของการลดต้นทุนหากไม่ปรับเปลี่ยน ซึ่งการทำเกษตรแบบเดิมๆ อาจทำให้ได้ผลกำไรที่น้อยลงและขาดทุนไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่นี้เองจึงมีความสำคัญให้อาชีพทางการเกษตรคงอยู่ โดยที่พวกเขาไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำงานในเมืองใหญ่ แต่กลับสามารถทำอาชีพในผืนแผ่นดินของตัวเองได้ คุณวงกต ขุนทองน้อย อยู่บ้านเลขที่ 189/27 หมู่ท
ในช่วงฤดูฝน ผึ้งออกไปหาอาหารได้น้อยลง ขณะเดียวกันอาหารในแหล่งธรรมชาติก็มีปริมาณน้อย ซึ่งแหล่งอาหารสำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ข้าวโพด งา ปาล์มน้ำมัน ไมยราบ กระถินนา ฯลฯ กลุ่มพืชเหล่านี้จะให้เกสรเป็นส่วนใหญ่ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญแก่ผึ้ง นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝน หากรังผึ้งใดมีประชากรหนาแน่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคและศัตรูผึ้งเข้าทำลาย ได้แก่ ไรศัตรูผึ้ง ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจรังผึ้งหลังเก็บน้ำผึ้ง ว่าปริมาณประชากรผึ้งภายในรังมีมากน้อยเพียงใด นางพญาผึ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ หากพบว่าภายในรังไม่มีนางพญาผึ้ง หรือนางพญาผึ้งไม่สมบูรณ์ ประชากรผึ้งงานมีจำนวนน้อย ให้รวมรังผึ้งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งให้เพียงพอสำหรับดูแลรัง หาอาหารป้อนนางพญาและตัวหนอนต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำแนะนำว่า รังผึ้งที่แข็งแรงต้องปราศจากศัตรูมารบกวน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจรังผึ้งทุกสัปดาห์ หากพบไรศัตรูผึ้งให้ใช้วิธีกลกำจัด โดยการกระตุ้นให้ผึ้งสร้างหลอดรังที่มีตัวผู้จำนวนมาก ให้เกษตรกรตัดแผ่นรังผึ้งเทียมช่วงล่างออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างหลอดรังผึ้งใหม่ หลังจากนั้น ผึ้งนางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งตัวผู้ในหลอดรังผึ้ง
หลายคนอาจมองว่า “ข้าวบูด” เป็นของเสียที่ต้องรีบทิ้งลงถังขยะ แต่รู้หรือไม่ว่า ข้าวบูดที่เรามองข้ามสามารถเปลี่ยนเป็น “ปุ๋ยจุลินทรีย์” ที่ช่วยบำรุงดินและกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากพืชได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังช่วยลดขยะในบ้านได้อีกด้วย ข้าวที่บูดเกิดจากกระบวนการหมักโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น แบคทีเรียกรดแลกติก และยีสต์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน หากนำข้าวบูดมาหมักให้ถูกวิธี ก็จะได้เป็นปุ๋ยชีวภาพที่ช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์ดีในดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดีขึ้น และช่วยให้รากพืชดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ข้าวบูด 1 ถ้วย น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 2 ช้อนโต๊ะ ยาคูลท์ น้ำสะอาด 1 ลิตร ตะแกรงสำหรับกรอง ภาชนะพลาสติกหรือขวดแก้วมีฝาปิด (ต้องมีรูระบายอากาศ) ขั้นตอนการทำ นำข้าวบูดมาบดหรือขยี้ให้เป็นเนื้อเละ เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาดลงไป แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงในภาชนะ ปิดฝาให้แน่นแต่ต้องมีรูระบายอากาศ ป้องกันการเกิดก๊าซสะสม วางทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 5-7 วัน (หากอากาศเย็น อาจใช้เวลานานกว่านี้) เมื่อครบกำหนด จะได้จุลินท
มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่การจะทำให้มันสำปะหลังให้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกพันธุ์เพียงอย่างเดียว เพราะตั้งแต่การเตรียมดิน ท่อนพันธุ์ การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการป้องกันโรค ล้วนมีส่วนสำคัญต่อผลผลิตที่จะได้ในช่วงเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน การรอเพียงน้ำฝนอาจทำให้การเจริญเติบโตของมันสำปะหลังไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรบางรายจึงเริ่มนำระบบน้ำเข้ามาช่วยจัดการแปลง ซึ่งระบบน้ำหยดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะสามารถควบคุมทั้งน้ำและการให้ปุ๋ยได้ตามความต้องการของพืช และหากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็ช่วยให้ต้นมันสำปะหลังเติบโตเร็วขึ้นและเก็บเกี่ยวได้ตรงตามช่วงเวลาที่ต้องการ กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าคุมโรคใบด่าง นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของไทย โดยได้ติดตามผลการดำเนินงานตาม 6 แนวทางหลัก เพื่อควบคุมและลดพื้นที่การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง แนวทางสำคัญเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวังและสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอทุก 2-4 สัปด
การทำอาชีพเกษตรเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ทำให้หลายๆ ครอบครัวได้มาทำกิจกรรมรวมกัน โดยที่ไม่ต้องออกไปทำงานยังเมืองใหญ่เพื่อหารายได้ ซึ่งการยึดอาชีพการเป็นเกษตรกรอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เมื่อมีประสบการณ์ได้ลองผิดลองถูก พร้อมทั้งมีกำลังใจจากคนในครอบครัวที่ให้การสนับสนุนกันอยู่ตลอด สิ่งนี้เองจึงทำให้เกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกจากจะมีความสุขที่ได้มาทำเกษตรแล้ว ความสุขแท้ที่ได้รับคือทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และรักษาสิ่งที่กำลังทำเป็นมรดกส่งต่อไปให้ลูกหลานต่อไป คุณอิษฏ์ฐะ ทองเจิม หรือ คุณเบส ได้หันหลังให้กับเมืองใหญ่มากำหนดชีวิตในสายอาชีพใหม่ โดยปรับการทำเกษตรของครอบครัวสมัยคุณพ่อคุณแม่ แบ่งมาทำเป็นเกษตรผสมผสานในพื้นที่ 2 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้ทุกวัน จากจุดเริ่มต้นนี้เองสวนเกษตรผสมผสานของเขา จึงไม่ได้จำหน่ายสินค้าทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนในด้านแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้สนใจท่านอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาองค์ความรู้นำไปพัฒนาในที่ดินของตัวเอง คุณเบส เล่ามุมมองของอาชีพสมัยก่อนให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาแล้วได้ทำตามความฝันของครอบครัว คือการทำง
