เทคนิคเกษตร
วิกฤตการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ลูกสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ถูกกินไปจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และนำปลาที่จับมาไปใช้ประโยชน์ทั้งในภาคครัวเรือน เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำน้ำปลาร้า การทำปลาป่น ฯลฯ ล่าสุด กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (กอส.) กรมประมงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อของปลาหมอคางดำ ได้แก่ ปลาหยอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน รวมถึงยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ได้ เช่น น้ำพริกปลาคั่วสมุนไพร และผงโรยข้าว ขั้นตอนการทำปลาหยอง การทำปลาหยอง เริ่มต้นจากนำปลาหมอคางดำมาลอกหนังออก และล้างเนื้อปลาด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดไขมัน เลือด และกลิ่นคาว และนำไปนึ่งให้สุก ยีเนื้อปลาให้แยกเป็นฝอย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลทราย คั่วด้วยไฟอ่อนจนแห้ง และนำไปอบให้แห้งด้วยตู้อบ ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมของเนื้อปลาและซีอิ๊ว ทิ้งไ
ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของไทย จากฝนสู่หนาว เข้าสู่ร้อน ช่วงระหว่างเปลี่ยนฤดู เรียกกันว่าช่วง “แล้ง” ที่ผ่านมาภาคใต้ประสบสภาวะน้ำมากเกินความจำเป็น เช่นเดียวกับภาคกลาง ที่ได้รับผลจากน้ำเหนือ ทะเลหนุน เกิดผลกระทบความสูญเสีย ภัยพิบัติจากน้ำท่วม สวนทางกับภาคเหนือ อีสาน ที่กำลังเดินเข้าสู่ความแห้งแล้ง กล่าวคือสถานการณ์ในยามนี้ ประเทศไทยมีครบองค์ประกอบ ทุกบรรยากาศ ชื้นฝน เย็นหนาว ร้าวร้อน และไม่ว่าบรรยากาศช่วงไหนๆ ชาวบ้านมักเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นนั่นเป็นนี่อยู่เสมอ โดยเฉพาะไข้หวัดมักเจอกันอยู่ตลอดมา ร้านขายยาในเมือง ลูกค้าเต็ม ในชนบทห่างไกล ได้พึ่งพาพืชผักสมุนไพรมาใช้รักษาบรรเทา พืชผักหลายอย่างที่ชาวบ้านนำมาใช้ เช่น สะระแหน่ หอมแดง กระเทียม และหูเสือ ที่ใช้แก้ไข้หวัด แก้ไอ ได้ดีมากๆ “หูเสือ” หรือชื่อสามัญ Indian borage หรือ County borage เป็นพืชในวงศ์ LABIATAE หรือ LAMIACEAE วงศ์ตระกูลเดียวกับ สะระแหน่ มิ้นต์ และ ออริกาโน (Oregano) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plectranthus amboinicus Lour. เป็นพืชล้มลุก ประเภทต้นกึ่งเลื้อย และตั้งพุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านให้รูปทรงดูดีมีศิลปะ สามารถใช้เป็นไม้จัดสวนหย่อม
หน้าตาอาจจะดูแปลก แต่คุณประโยชน์ฉ่ำ อาจจะเป็นผลไม้ที่แทบจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเลยในบ้านเรา แต่พอมีกระแสเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็มีคนสนใจไม่น้อย ในปัจจุบันมีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานับร้อยสายพันธุ์จากทั่วโลก มะเดื่อฝรั่ง หรือ ฟิก (Fig) เป็นผลไม้ลูกเล็กๆ ที่มีเนื้อด้านในเป็นสีแดงเข้ม เมื่อสุกจะมีรสชาติหวาน หอมละมุน และเนื้อละเอียด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา ให้ผลผลิตเร็ว เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลาย 10 ปี ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดผลได้ทุกฤดูกาล แต่จะมีปัญหาในช่วงฤดูฝน จะทำให้ได้ผลผลิตไม่มากนัก เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้มะเดื่อฝรั่งเกิดโรคราสนิมในฤดูนี้ จึงต้องคอยหมั่นดูแลและจัดการ แต่ถ้าเป็นฤดูกาลอื่นให้ผลผลิตได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการตัดแต่งก
สวัสดีครับ ผมเลยขอฝากพื้นที่ที่สามารถออกไปสูดโอโซน สัมผัสธรรมชาติต่างจังหวัด ชมดอกไม้ ชิมอาหารกลุ่มชาติพันธุ์หาความบันเทิงใจกันได้หลากหลายรูปแบบ เชิญร่วมเดินทางไปกับ คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ตามไปดูกันครับ บ้านพุองกะ กับความหลากหลาย พาท่านไปที่หมู่บ้านพุองกะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่บ้านพุองกะเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทั้งเรื่องของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งการเกษตร ผมได้พบกับ ผู้ใหญ่มัทนา ศรอารา ผู้ใหญ่บ้านคนเก่งที่นำพาหมู่บ้านและชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างครับ ผู้ใหญ่มัทนา บอกว่า “บ้านพุองกะ มีลักษณะพิเศษ เนื่องด้วยเรื่องของเชื้อชาติที่บ้านพุองกะมีความหลากหลายชาติพันธุ์ มีทั้งชนชาติมอญ กะเหรี่ยง ไทย พม่า ญวน ส่วย ทวาย พวน อาศัยอยู่ร่วมกัน มีวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีประเพณีที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันด้วย คนที่บ้านพุองกะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะมีความแตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้” ส่วนชื่อของหมู่บ้านพุองกะนั้น ผู้ใหญ่มัทนา เล่าว่า “แรกเริ่มในพื้นที่หมู่บ้านมีชาวกะเหรี่ยงเข้ามาตั้งถิ่นฐาน มีหัวหน้ากลุ่มชื่อว่า นาย ‘องกะ’ และนายอ
คอลัมน์ พืชใกล้ตัว อภัยภูเบศรสาร ประจำเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน 2556 โดย ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เขียนไว้ว่า ลม มีหน้าที่ในการควบคุมความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ในร่างกาย หากไม่มีลม ก็คงไม่มีเรา เหมือนที่ผู้ใหญ่ท่านมักพูดติดปากว่า “หมดลมหายใจ” ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย อธิบายไว้ว่า ในการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในจักรวาล (ซึ่งรวมถึงมนุษย์และสัตว์ด้วย) มีตัวควบคุมความสมดุล 3 อย่าง ที่เรียกว่า ตรีโทษะ อันประกอบด้วย เสมหะ (น้ำ-ดิน) ปิตตะ (ไฟ) และวาตะ (ลม) อาจารย์หมอแผนไทยหลายท่านย้ำกับผู้เขียนมาว่าในทางการแพทย์แผนไทยนั้น ให้ความสำคัญกับลมเป็นอันดับแรก เพราะลมทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของเสมหะและปิตตะ จึงไม่แปลกที่จะมีคำพังเพยที่พูดถึงคนที่ปรับอารมณ์ยากๆ ว่าเป็นพวกเลือดจะไปลมจะมา หรือแม้กระทั่งในทางการแพทย์แผนไทยเองนั้น จะมียาแก้ลมอยู่มากมายหลายตำรับ ยาหอมก็จัดเป็นส่วนหนึ่งของยาแก้ลม นอกจากนี้ ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ยังคงมีความละเอียดอ่อนมากกว่านั้น โดยกล่าวไว้ว่า ในร่างกายของเราประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในส่วนของลมนั้นมีการพัดอยู่ทั่วร่างกาย แต่ก็จะมีชื่อเฉพาะของลมที่พัดอยู่ในตำแหน่งที่ต่างก
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีแนวคิดดำเนินการวิจัยและบริการวิชาการในพื้นที่เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนเกษตรกร ตามปณิธานในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยคือ “เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม” ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้พัฒนาผลงานวิจัยและงานบริการวิชาการให้ครอบคลุมห่วงโซ่เศรษฐกิจของสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด เช่น “ตาลโตนด” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต แปรรูปและการตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยได้รับสนับสนุนทุนวิจัย จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปตาลโตนด ในจังหวัดเพชรบุรี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพสินค้าของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพชรบุรี แหล่งภูมิปัญญา “ตาลโตนด” ดร.ศิริวรรณ แดงฉ่ำ และคณะ นักวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้ดำเนินวิจัยเรื่อง “การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นตาลโตนด” พบว่า ต้นตาลเป็นพืชที่เป็นวิถีชีวิตและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี ต้นตาลมีคุณค่าตั้งแต่รากจนถึงยอด ชาวเพชรบุรีจึงเรียนรู้และสืบทอดการใช้ประโยชน์จากตาลโตนดจนเกิดเป็นภูมิปัญญาที่ซึมซับวิ
บอระเพ็ด อาจเป็นความทรงจำแสนขมของบางคน แต่ความขมนี่แหละที่ใช้เป็นยาอายุวัฒนะของคนเมื่อก่อน ในอดีตคนที่เคยเป็น “แม่นม” มักจะใช้บอระเพ็ดเป็นเครื่องมือที่จะบอกลาลูกน้อยไม่ให้ “ดูดนม” โดยไม่เสียสัมพันธภาพ เพราะการ “หย่านม” โดยวิธีใช้บอระเพ็ด ทาหัวนมให้ลูกดูด ก็เป็นการบอกเลิกโดยไม่มีอันตรายแต่อย่างไร เพราะ “แหยงขม” กลัวนมไปเอง วัยเรียน คุณครูก็ใช้บอระเพ็ดลงโทษนักเรียนที่มาสาย ทำผิด ขาดเวร ไม่ส่งการบ้าน ง่วงเหงาเวลาเรียน ทะเลาะกับเพื่อน ก็ให้อมบอระเพ็ด แล้วมักจะบอกว่า ครูทำโทษพวกเธอด้วย “รักและหวังดี” แล้วบอกว่าความขมนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เคล็ดลับแก้ขมบอระเพ็ด หากใครอยากใช้บอระเพ็ดเป็นพืชสมุนไพรทางเลือก แต่กลัวขม มีเคล็ดลับแก้ขม โดยการเชื่อมหรือแช่อิ่ม ไม่ให้รสขมเหลืออยู่ ต้องเลือกบอระเพ็ดในช่วง “ระยะเพสลาด” คือระยะไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป หั่นเป็นท่อนยาวสักหนึ่งองคุลีเคี้ยวพร้อมกับมะเขือพวง 1-2 ผล รสชาติขมจะหายไป หากไม่อยากกินบอระเพ็ดสดๆ ก็ใช้วิธีดองน้ำผึ้ง โดยหั่นเป็นท่อนพอดีคำ ลอกผิวแล้วผ่าเอาไส้ในออก เอาเนื้อแช่น้ำเกลือผสมน้ำซาวข้าวสักครึ่งชั่วโมง ล้างน้ำเกลือแล้วลวกให้นิ่ม แช่น้ำเย็นอีกค
ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ถึงจะมีการพัฒนาเมืองให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีชาวบ้านไม่น้อยที่ยังคงทำการเกษตรอยู่ และมีการลอกเลนที่อยู่คู่กับเกษตรกรมาช้านาน การลอกเลน ต้องใช้ทั้งกำลังคนและเวลามาก วันนี้อยากจะนำเสนอเครื่องดูดเลนเทคนิคชาวบ้าน ของ คุณวิเชียร เนียมจ้อย เกษตรกรนักประดิษฐ์ที่จบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่สามารถคิดค้นเครื่องทุ่นแรงในการลอกเลน ที่ผลิตเอง ประหยัดทั้งเวลา ใช้จำนวนคนน้อย และส่งขายไปทั่วประเทศ คุณวิเชียร อยู่บ้านเลขที่ 40/2 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140 ก่อนจะทำเครื่องดูดเลน คุณวิเชียร บอกว่า เมื่อก่อนนั้นทำนาปลูกข้าว แต่ทำไปได้ระยะหนึ่งช่วงนั้นมีพื้นที่จำกัด ต้องเช่าพื้นที่เขาปลูก มีพื้นที่ส่วนตัวเพียงแค่ 3 ไร่ ราคาขายข้าวนั้นไม่ดีนัก จึงหันมาทำสวนแทน เพราะทำสวนใช้พื้นที่น้อยแต่เวลาเก็บผลผลิตนั้นได้มากกว่า เวลาทำสวนยกร่องก็จะมีขี้เลนอยู่ภายในท้องร่อง สมัยก่อนนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนในปัจจุบัน เวลาจะเอาเลนออกจากร่องต้องใช้แรงคนและเสียเวลาเป็นจำนวนมาก โดยจะต้องวิดน้ำออกเสียก่อนจึงจะสามารถลงไปทำได้ ต้อง
หลังจากเป็นที่แน่ชัดว่า วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะยังอยู่คู่กับโลกเราไปอีกนาน ทั้งวงการยาและวงการอาหารก็ดูจะมีปฏิกิริยาตอบรับต่อสถานการณ์นี้อย่างเคร่งครัดจริงจัง ในส่วนของอาหาร ผมคิดว่าได้เห็นความสนใจใส่ใจต่อสรรพคุณอาหารที่คนกินเข้าไปมากขึ้น ยังผลให้คำขวัญประจำใจที่แต่ก่อนดูเหมือนจะแค่ท่องๆ กัน ก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น นั่นก็คือการ “กินอาหารเป็นยา” ซึ่งเท่าที่ผมเคยได้ยินนั้น มีการพูดเรื่องนี้มาตั้งกว่า 30 ปีแล้วเห็นจะได้ ในฐานะคนสนใจเรื่องอาหาร ผมก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะว่าการที่คนเราตัดสินใจจะกิน-ไม่กินอะไรนั้น มันย่อมส่งผลต่อเรื่องราวแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมายนัก นอกเหนือจากผลต่อสภาพร่างกายของคนๆ นั้นเอง เมื่อค่ำวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีวงเสวนาออนไลน์เรื่องกินอาหารให้เป็นยา จัดโดย มูลนิธิชีววิถี มีคนมาพูดเรื่องน่าสนใจหลายคนครับ ลองเสิร์ชหาฟังย้อนหลังกันได้ ผมเองสนใจประเด็นของ ดร.อุษา กลิ่นหอม อดีตอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์พูดเรื่อง “รส” ของตัวยาในพืชผักได้อย่างน่าเอาไปคิดต่อ จึงจะขอสรุปตามความเข้าใจของผมมาลองให้อ่านกันดูนะครับ และเลยจะเล่า
เคยสังเกตไหมว่าผลไม้ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าส่วนใหญ่มักจะมีสติกเกอร์แปะอยู่ ซึ่งสติกเกอร์เหล่านั้นไม่ได้มีไว้แค่บอกราคา หรือตกแต่งผลไม้ให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีตัวเลขสำคัญที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการปลูกและการผลิตผลไม้นั้นๆ ด้วย! วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพามาไขความลับว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรบ้าง “สติกเกอร์ที่มีตัวเลขบนผลไม้” ซึ่งเราจะเห็นบนแอปเปิ้ล กล้วย ส้ม ฯลฯ ที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้น เรียกว่า Price Look-Up (PLU) numbering codes หรือ รหัสเลข PLU สำหรับดูราคา สินค้าทางการเกษตรที่เป็นของสด ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิต กำหนดตัวเลขโดยหน่วยงาน the International Federation for Produce Standards (IFPS) ที่คอยดูแลรายการรหัสตัวเลข 5 ตำแหน่ง (ที่บางที เห็นเป็น 4 ตำแหน่งนั้น ก็เพราะว่ามันมีเลขศูนย์ นำหน้า) ซึ่งใช้ระบุคุณลักษณะของสินค้า ตั้งแต่สายพันธุ์ ชนิด ขนาด พื้นที่เพาะปลูก และวิธีการเพาะปลูก (เช่น เป็นเกษตรอินทรีย์) ตัวเลขนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ ตั้งแต่ยุค ค.ศ.1990 เพื่อให้สามารถตรวจสอบและจัดจำแนกสินค้าทางการเกษตร ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ
