เทคนิคเกษตร
พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา เท้ายายม่อม แป้งจากพืชที่เหมาะกับมนุษย์ที่สุด ชื่อทั่วไป Common name : East Indian arrow roots ชื่อวิทยาศาสตร์ Scientific name : Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze. Family : DIOSCOREACEAE เมื่อหลายสิบปีก่อนหากใครไปเที่ยวชลบุรี บางแสน แล้วแวะซื้อขนมของฝากแถบตลาดหนองมน จะพบว่ามีขนมไทยโบราณหลายเจ้า สารพัด เช่น ขนมชั้น ขนมกล้วย เปียกปูน ครองแครง ทับทิมกรอบ เต้าส่วน ช่อม่วง ขนมดอกลำเจียก ฯลฯ น่าจะคงยังพอจำรสชาติ ความหอม หนืด กำซาบเหงือกและฟัน หยุ่นๆ เหนียวนุ่มพอดีของขนมดังกล่าวที่มาจากแป้งชนิดหนึ่งได้ดี นั่นคือ แป้งเท้ายายม่อม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวโพดมาก แป้งทำขนมของคนหนองมน บ้านปึก อ่างศิลา เสม็ด เหมือง ในโซนนี้ยุคนั้นมาจากหัวเท้ายายม่อมแทบจะทั้งนั้น ปลูกกันแทบทุกบ้านที่พอมีที่ดินว่างเปล่า แม้กระทั่งหลังตลาดหนองมนก็มีหลายบ้านที่เคยปลูก ปัจจุบัน หาคนทำยาก หาคนปลูกก็ยาก เนื่องจากมีแป้งชนิดอื่นเข้ามาทดแทนแป้งเท้ายายม่อมซึ่งมีกรรมวิธีทำที่ซับซ้อน ยุ่งยากหลายขั้นตอนพอสมควรกว่าจะได้ออกมาเป็นผงแป้งพร้อมใช้ เ
ก่อนที่มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในดินแดนประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลงมือปลูกข้าวทำนาบนลักษณะภูมิประเทศต่างๆ จนมีผลผลิตเป็นข้าวและแป้งอย่างมีความมั่นคงเรื่อยมาตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์จำเป็นต้องออกเก็บหาของป่า โดยเฉพาะพืชอาหารที่ให้แป้ง อันเป็นพลังงานสำคัญต่อร่างกาย พวกเขาย่อมต้องตระเวนหาเผือก มัน ตัดฟันสาคูต้น หรือขุดหามันสาคู ขุดกลอยหัวใหญ่ๆ อันเต็มไปด้วยพิษมาหั่น ล้าง แช่น้ำนานนับหลายๆ วัน เพื่อเก็บสำรองไว้ให้พอเพียงในกระท่อมหรือทับถ้ำ โดยเฉพาะสาเก (Bread fruit) ซึ่งนักโบราณคดีได้พบละอองเรณูของมันในชั้นดินอยู่อาศัยที่มีอายุกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดตรัง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันวัฒนธรรมการกินแป้งในผลสาเกในดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ สังฆนายกมิซซังโรมันคาทอลิกประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 เขียนบันทึก Description du Royaume Thai ou Siam ไว้ตอนหนึ่งว่า “ในประเทศสยาม มีผู้รู้จักขนุน (Artocarpus Jacca) อยู่ 2 พันธุ์ ชนิดแรกเป็นต้นไม้มีใบยาว แหว่งลึกเป็นแฉกๆ ผลนั้นกลมและยาว บางทีใหญ่ขนาดเท่าหัวคน ภายในเปลือกอันหนานั้น เนื้อร่วนมีลักษณ
“ชะพลู” เป็นพืชพื้นบ้านที่แพร่หลาย พบในทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสืบต่อได้หลายปี ชอบพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ที่ที่มีน้ำดี ดินดี จะเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบจะโต ยอดจะอวบอ้วน เป็นพรรณไม้ที่มีต้นตั้ง บางครั้งจะพบต้นแบบเถาเลื้อย ระบบรากหากินผิวดิน ถ้าเถาเลื้อยไปพบที่เหมาะ ก็จะออกรากตามข้อ และแตกต้นขึ้นใหม่ แพร่ขยายต้นไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการจะย้ายที่ปลูก ก็สามารถถอนดึงต้นติดรากไปปลูกได้เลย ชะพลู เป็นพืชในวงศ์ ไปเปอราซีอี (PIPERACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปเปอร์ ซาเมนโตซัม (Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ภาคเหนือ เรียก ผักปูนก ผักฟูนก ผักแค ช้าพลู พลูลิง พลูลิงนก พลูนก ภาคอีสาน เรียก ผักปูลิง ผักนางเลิด ผักอีเลิด ภาคใต้ เรียก นมวา แต่ละถิ่นอาจมีเรียกคล้ายกัน หรือต่างกันบ้าง ตามสำเนียงการออกเสียงของท้องถิ่น และมันก็คือ ชะพลู นั่นแหละ ใบมีลักษณะรูปหัวใจ เหมือนใบพลูกินหมาก แต่จะเป็นใบบางๆ มีใบหลายขนาด ใบเล็กขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ใบใหญ่จะกว้างถึง 15 เซนติเมตร ยาว 17 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 1-5 เซนติเมตร ใบมีรสเผ็ด ชะพลูมีดอกเป็นช่อ รูปทรงกระ
หลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยว ก็ถึงช่วงเวลาตัดแต่งกิ่งลำไย เป็นการจัดการต้น ตัดกิ่งเสีย กิ่งทำมุมไม่ดี เพื่อให้ภายในทรงพุ่มโปร่ง ไม่เป็นที่อาศัยของแมลง สะดวกในการดูแลรักษา ให้ทุกยอดได้รับแสงอย่างเต็มที่ และสงเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเตรียมต้นลำไยให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์ พร้อมออกดอกในปีต่อไป ขั้นตอนนี้ เป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ต้นลำไยมีผลโต รสชาติดี ตามที่ตลาดต้องการ คุณนิโรจน์ แสนไชย เจ้าของสวนแสนไชย ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน เป็นผู้คร่ำหวอดกับวงการปลูกลำไยมานานมาก จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2563 และได้รับการประกาศเกียรติคุณปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ระดับจังหวัด ประจำปี 2558 คุณนิโรจน์เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ชอบคิดอะไรใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การดูแลจัดการสวนลำไยได้สะดวกสบายมากขึ้น เช่น ช่วงที่ต้นลำไยออกดอกในฤดูเยอะมาก ก็ต้องตัดกิ่งทิ้งบ้าง คุณนิโรจน์ใช้เครื่องตัดหญ้าสายสะพายแบบข้ออ่อน โดยเปลี่ยนจากใบมีดเป็นใบเลื่อย สามารถตัดแต่งกิ่งได้รวดเร็วทันใจ และแผลสวยอีกต่างหาก ผู้สนใจสามารถชมการทำงานของสิ่งประดิษฐ์นี้ได้ทางเพจ : Suan Sanchai
หลังฤดูเก็บเกี่ยวจะเป็นช่วงที่พี่ป้าน้าอาตามต่างจังหวัดนิยมไปขุดปูนา นำเอามาประกอบอาหารต่างๆ เช่น อ่อมปูนา ปูชุบแป้งทอด ต้ม ปิ้ง ย่าง บางส่วนได้นำมาถนอมอาหารทำเป็นปูดองใส่ส้มตำเพิ่มรสชาติแซ่บนัวได้อีกด้วย สาเหตุที่คนนิยมไปขุดปูในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงหน้าปูมัน ทำให้รสชาติดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวไปแล้วหากเป็นทางภาคอีสานจะไปขุดที่นาของใครก็ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ข้าวออกรวงเติบโตงดงามนั้นไม่สามารถขุดได้ เท่าที่สังเกตบางรายจะขุดตั้งแต่เริ่มเกี่ยวข้าว ดังนั้น จึงพบว่าหากเกี่ยวข้าวเสร็จจะเหลือเฉพาะตอซังข้าว แล้วก็จะพบหลุมที่เกิดจากการขุดปูนา เพราะฉะนั้นเวลาเดินในทุ่งนาก็เพิ่มความระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเดินตกหลุมของนักขุดปูทั้งหลายเข้าก็ได้ ซึ่งในช่วงหลังจากเกี่ยวข้าวแล้วจะสามารถขุดปูได้ 3-4 เดือน คือช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน สำหรับปูนาที่จำหน่ายในตลาดราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนราคาปูดองจะขาย 12 ตัว ราคา 20 บาทครับ การทำปูดองมีวิธีง่ายๆ คือ หลังจากที่ขุดปูนามาได้ก็นำปูนามาล้างทำความสะอาดแล้วใส่ลงในกระปุกนำมาแช่น้ำปลา จำนวน 1 ขวด หากปูเยอะก็จะเพิ่มเป็น 2 ขวด เหยาะผงชูรสลงนิดหน่อยแล้วเก็บไว
สภาพภูมิอากาศบ้านเราเดี๋ยวชื้น เดี๋ยวหนาวเย็น เดี๋ยวร้อน ยามร้อนก็ร้อนร้าว จนชาวบ้านต่างพากันบ่นพึมพำ แช่งด่าดวงตะวันที่อยู่ไกลเราไปตั้ง 150 ล้านกิโลเมตร ร้อนจริงร้อนจัง ร้อนอย่างแท้จริง ร้อนจนจำต้องหมดเงินค่าน้ำค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อช่วยคลายร้อนที่ดวงตะวันแบ่งปันส่งมาให้ หมดเงินเพิ่มอีกเยอะเลย เอะหรือว่ารัฐบาลเขาขึ้นราคาค่าน้ำค่าไฟที่เราใช้ของเขาไป ซ้ำเติมให้เร่าร้อนเข้าไปอีก แต่ช่องทางผ่อนคลายร้อนแบบบ้านๆ ก็มีอยู่ คืออาศัยความเป็นธรรมชาติ ต้นไม้ หาดทราย สายน้ำลำธารมากมาย รวมทั้งอาหารการกินที่ชาวบ้านเขารู้จัก และธรรมชาติเสกสรร ให้มีในหน้าร้อนนี้ พืชผักหลายอย่างช่วยคลายร้อนได้ เราเรียกกันว่า “ผักพื้นบ้าน” ผักพื้นบ้าน ส่วนใหญ่เป็นผักได้จากป่า เอามาทำกินกันกับคนที่บ้าน หรือพืชผักริมรั้วที่มีในท้องถิ่นก็ใช่ มีมากกันทุกภาคของไทยที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านหาเก็บมาวางขายตามตลาดท้องถิ่น เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่นักบริโภคอาหารป่า ซึ่งปลอดภัยจากสารพิษ เช่นผักชนิดนี้น้อยคนนักที่จะรู้จัก ชื่อเขาแปลกๆ เรียกกันว่า “สะแล” ส่วนที่นำมาเป็นอาหารคือ ดอกอ่อน ลักษณะดอกคล้ายกับผล ดอกอ่อนสะแลม
พืชผักล้มลุกในธรรมชาติหลายชนิด ฝังรากฝังหัวไว้ใต้ดินตลอดฤดูแล้งอันยาวนาน เมื่อฝนแรกๆ ของปีเริ่มมาเยือน พวกมันแตกกิ่งก้านใบดอกสะพรึบพรั่ง นับเป็นฤดูกาลแห่งโอชาหารโดยแท้ ตั้งแต่ดอกกระเจียว ต้นบุก อีลอก กระชาย และโดยเฉพาะ เปราะหอม (Sand ginger) เปราะหอมมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ อย่างเช่น แว่นอูด ว่านอูด ตูบหมูบ ว่านตีนดิน ว่านนกยูง หัวเปราะที่อยู่ใต้ดินก็เป็นทั้งพืชสมุนไพรและพืชอาหาร มีสรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หัวเปราะแห้งนั้นถ้าฝานเป็นแว่น ตากแห้ง จะเก็บได้นาน ใช้ในพริกแกงที่ต้องการกลิ่นหอมซ่าลึกๆ โดยใส่ตำรวมไปในครกเพียงเล็กน้อย เปราะจะไปคุมให้กลิ่นพริกแกงครกนั้นเนียน ไม่กระโดดไปทางใดทางหนึ่งเกินไป คล้ายๆ เวลาที่คนครัวบางคนใส่หัวกระชาย หัวไพล หรือขิงแห้งแบบสกุลพริกแกงภาคตะวันออก แถบเมืองจันทบุรี ระยอง แต่ถ้าใส่มากไปหน่อย คนที่ไม่คุ้นกลิ่นอาจรู้สึก “ปร่า” ซึ่งอันว่าพริกแกงครกไหนจะปร่าหรือไม่ปร่านี้ ผมคิดว่าขึ้นกับรสนิยมแต่ละคน มากกว่าจะมีกฎเกณฑ์วัดได้ตายตัวแน่นอน ตัวอย่างก็เช่น สูตรพริกแกงของ “ปลาดุกแกงป่า” ในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ. 2452) ท่านผู้เขียน คือ ท่านผู้หญิ
ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เลือกรับประทานผักผลไม้ที่เป็นออร์แกนิกกันมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง บางครั้งเวลาเลือกซื้อผักผลไม้ไม่สามารถรู้ได้ว่า ใช้สารเคมีมากน้อยแค่ไหน หากสะสมไปนานๆ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งจากสารเคมีปนเปื้อนในอาหารได้ รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เล่าว่า ปัจจุบันความปลอดภัยด้านอาหารจากสารเคมีเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ทีมวิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดย วิทยาลัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุ (CMIT) ประกอบด้วย รศ.ดร.เบญจพล ตันฮู้ รศ.ดร.ดารินี พรหมโยธิน และ ผศ.ดร.ทุติยาภรณ์ ทิวาวงศ์ ได้คิดค้นนวัตกรรมอัจฉริยะ “เครื่องตรวจจับสารพิษตกค้างในผักผลไม้แบบพกพา” ชื่อ “เค-เวจจี้ สกรีน (K-Veggie Screen)” ช่วยคัดกรองสารพิษตกค้างในผักผลไม้และสารก่อภูมิแพ้ในอาหารด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก่อนบริโภค รศ.ดร.เบญจพล ตันฮู้ ทีมนักวิจัย วิทยาลัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุ สจล. เปิดเผยถึงแนวคิดที่มาของ เค-เวจจี้ สกรีน (K-Veggie Screen) เครื่องตรวจจับสารพิษตกค้างใ
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ทำให้มี “ฟางข้าว” ซึ่งเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดผลกระทบจากการจัดการด้วยวิธีการเผา จากแนวคิดนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงได้หาแนวทางบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากการนำไปใช้ในงานปศุสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก ทำเชื้อเพลิงชีวมวล รวมถึงงานวิจัย ‘นวัตกรรมเส้นใยฟางข้าวผสมเส้นใยจากรังไหม สู่การพัฒนาสิ่งทอเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ กรณีศึกษาตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์’ ซึ่งมาจากการบูรณาการของทีมคณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและเลี้ยงไหม ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ และกลุ่มสตรีทอผ้าฝ้าย ตำบลทับน้อย อำเภอรัตนบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรทอผ้า จังหวัดสุรินทร์ สยามคูโบต้าเกิดแรงบันดาลใจที่ต้องการให้แนวคิดนี้เกิดเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน จึงจับมือ เกรฮาวด์ ออริจินัล เปิดตัวแคมเปญ KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear” ต่อยอ
อดีตพนักงานจัดสวน และยังเป็นเจ้าของสวนยางพารา อาศัยอยู่ที่ อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา หัวใสนำกาบมะพร้าวเหลือใช้มาทำดินคุณภาพสูงขาย ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ดินนาหม่อม” ขายดิบขายดี ต้องสั่งจองล่วงหน้า นอกจากนั้นยังปลูกผักสวนครัวในวัสดุเหลือใช้ อย่างเช่น ตะกร้า กระสอบปุ๋ย รางน้ำเก่า สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ถูกจริตคนกรุงแห่มาขอซื้อ เพราะสวยงามและกินได้ อนาคตต่อยอดเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ คุณอมร ตรีรัญเพ็ชร ปัจจุบัน อายุ 55 ปี บอกกับเราว่า ในอดีตประกอบอาชีพมาแล้วหลายอาชีพ ล่าสุดหันมาทำสวนยางพารา 10 กว่าไร่ ที่ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา จากการสังเกตเห็นว่า แถวบ้านมีกาบมะพร้าวเหลือใช้เยอะมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเผาทิ้ง เลยคิดนำมาใช้ประโยชน์ นั่นเป็นที่มาของการทำดินขาย “ผมเห็นแถวบ้านมีกาบมะพร้าวแห้งเหลือใช้เยอะมาก เลยคิดว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ด้วยการทำดินปลูกต้นไม้ ส่วนผสมมี กาบมะพร้าวแห้งสับ ขุยมะพร้าว หน้าดิน ขี้เถ้าแกลบ ขี้ไก่แกลบ น้ำหมักชีวภาพ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน กลายเป็นดินใช้ปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด อาทิ ไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ” สำหรับน้ำหมักชีวภาพ คุณอมร ผสมเอง มีขี้ปลา หั
