เทคนิคเกษตร
กระวานถือเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ใช้ในการประกอบอาหารไทยต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก แกงมัสมั่นหรือแกงกะหรี่ และด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์บวกกับสรรพคุณในการรักษาโรค จึงทำให้กระวานกลายเป็นสมุนไพรที่โด่งดังไกลทั้งในไทยและต่างแดน ซึ่งหากพิจารณาถึงคุณประโยชน์ที่เราจะได้รับจากสมุนไพรชนิดนี้แล้ว ก็จะพบว่าต้นกระวานสามารถนำทุกๆ ส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามาก เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้นสูง และยังสามารถปลูกเป็นพืชแซมไม้ผลหรือไม้ยืนต้นเพื่อให้ร่มเงาได้ กระวานจึงถือเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก และถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากทั้งในสูตรอาหารและตำรับยาไทย กระวานสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ “กระวานแท้หรือกระวานเทศ” และ “กระวานไทย” โดยหากเป็นกระวานเทศจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ส่วนกระวานไทยก็เป็นกระวานที่ปลูกในประเทศไทย เจริญเติบโตได้ดีตามป่าเขาดิบชื้น โดยหากเป็นกระวานที่ปลูกอยู่ที่จังหวัด “จันทบุรี” จะถือเป็นกระวานที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ในด้านของลักษณะทางกายภาพ ต้นกระวานถือเป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 3 เ
ตามประสาชาวบ้านอย่างเราๆ ไม่ได้เห่อตามกระแสสังคม ในการเสาะหาของกินเพื่อสุขภาพ แต่เป็นอุปนิสัยพื้นเพเดิมของเราเองที่หาอะไรกินแบบบ้านๆ กระแสสังคมตามมาวิจัย ค้นคว้า และจัดให้อาหารพื้นบ้านว่า เป็นกลุ่มอาหารสุขภาพ เผยแพร่แนะนำให้คนทั่วไปรู้ถึงประโยชน์ และคุณค่าของอาหารพื้นบ้านของเรา จนเกิดเป็นกระแสนิยมขึ้นมา โดยเฉพาะอาหารที่มาจากพืช ที่นิยมเรียกกันว่าผัก ที่มีมากกว่า 200 ชนิด ที่เป็นผักพื้นบ้าน นิยมนำมาทำเป็นอาหาร โดยเคียงคู่กับอาหารหลัก คือ ข้าว บ้างเรียกว่า “กับข้าว” ถ้าจัดการปรุงแต่ง มีกับข้าวหลายๆ อย่าง ตั้งวงเพื่อร่วมกินกัน เรียก “สำรับกับข้าว” เช่นบรรยากาศเวลานี้ “แกงส้มมะรุม” เป็นหนึ่งในสำรับกับข้าวที่นิยมกันทั่วทุกภาคเลยเชียว “มะรุม” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่ปลูกกันแพร่หลายทั่วไป การปลูกมะรุมไว้ที่บ้าน เมื่อก่อนโบราณเขาถือ เชื่อว่าถ้าปลูกจะเกิดปัญหาวุ่นวาย ความยุ่งยากมารุมมาตุ้ม จึงนำไปปลูกไว้นอกรั้ว สมัยนี้เห็นมีปลูกกันในบ้านเยอะแยะ เป็นไม้ที่มีเสน่ห์มาก เพราะคนทั่วไปรู้คุณค่า คุณประโยชน์ที่มีมากมายในมะรุม บ้านเราตอนนี้ มีผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ชาวบ้านได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของพืชผ
“เมี่ยง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้ความหมายไว้ว่า เมี่ยง เป็นภาษาถิ่น-พายัพ เป็นคำนาม ของกินที่ใช้ใบไม้ห่อกิน มีหลายชนิด เรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น คำเมี่ยง เมี่ยงลาว สำหรับเมี่ยงสมุนไพรตามแบบฉบับการกินไทเลยนิยมกินเป็นอาหารว่างกินเล่น เมี่ยง หรือเมี่ยงโค้น เป็นอาหารว่างกินเล่นที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตามกาลเวลาที่ผ่านมา แต่การกินเมี่ยงตามแบบฉบับของ “ไทเลย” ก็ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถูกถ่ายทอดมาจากดั้งเดิมแต่ก่อนเก่า นิยมกินกับเครื่องเคียงและน้ำเมี่ยง ซึ่งการกินเมี่ยงหรือการแต่งเครื่องเมี่ยงเป็นอะไรที่ยุ่งยากอย่างมาก ถ้าคนไม่ชอบ ไม่มีความละเอียดอ่อนในการคัดสรรวัตถุดิบมากพอคงเป็นอันไม่ต้องกินกันเลยก็ว่าได้ เพราะต้องกินกับเครื่องเคียงมากมายหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักนานาพันธุ์สมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ตามรั้วราวแถวบ้านเราเอง การแต่งเมี่ยง หรือเครื่องเคียง การแต่งเมี่ยง หรือเครื่องเคียงจะประกอบด้วย พริกสด ข่า กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ถั่วฝักยาว มะพร้าว มะเขือ มะเขือเครือ (มะเขือเทศพื้นเมือง) มะนาว ทุกอย่างที่กล่าวมาต้องหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และท
ธรรมดาโลกไม่จำ การตลาดที่ดีต้องมีความแตกต่าง เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ชื่อว่า “ไข่เค็มอัญมณี” พอกด้วยสมุนไพร 4 สีให้โดดเด่นสะดุดตา อร่อยโดนใจกับไข่แดงยางมะตูม จากไอเดียของผู้หญิงขายไข่เค็ม “พี่แหม่ม” คุณสิริกมล พงศ์พัว แห่งบ้านไร่ห่มรัก จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชุมชนที่อบรมในโครงการ “พลังชุมชน” เสริมความรู้คู่คุณธรรม สนับสนุนโดยเอสซีจี ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พยายามปรับตัวสู้ในทุกวิธี เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยนำความรู้จากการเข้าร่วมอบรมในโครงการพลังชุมชนมาประยุกต์ใช้ทั้งในเรื่องการทำธุรกิจและวิถีชีวิต “ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ไข่เค็มอัญมณีขายดีกว่าเดิม รายได้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า คงเพราะคนต้องกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน ไม่อยากออกจากบ้านไปซื้อของบ่อยๆ ซึ่งไข่เค็มเป็นหนึ่งอาหารที่ควรมีติดบ้านไว้เพราะเก็บไว้ได้นาน และนอกจากจะนำมากินได้ทันทีแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบปรุงเป็นอาหารได้อีกหลายอย่าง จึงเป็นที่นิยมซื้อติดบ้านกันไว้ ที่สำคัญไข่เค็มของเราสูตรพอกสมุนไพรและโซเดียมต่ำ ตอบโจทย์คนดูแลรักษาสุขภาพมาก แถมยังต้มให้ได้ไข่แดงสุกเป็นยางม
นามของจังหวัดที่ใช้ชื่อวัสดุราคาแพงหายาก บ่งบอกถึงความมีค่า มีราคา และความมั่งคั่ง ใช่ว่าจังหวัดนั้นได้ใช้วัสดุนั้นสร้างขึ้นมาและมีวัตถุนั้นอยู่จริง อย่างเช่น ชื่อของจังหวัดอ่างทอง จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น ซึ่งเป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนชื่อของจังหวัดลำปางไม่ได้บอกถึงความร่ำรวยโอ่อ่า แต่จังหวัดลำปางมีชามทองคำ ทำจากทองคำเป็นชามตราไก่ทองคำที่มีอยู่จริง ชามตราไก่ทองคำใบนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี ภายในโรงงานเซรามิคธนบดี โรงงานเซรามิคธนบดีเป็นตำนานผู้สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่เมืองลำปางที่คนทั้งประเทศรู้จักและใช้ประโยชน์กันมายาวนาน คนส่วนมากรู้จักชามตราไก่ว่าเป็นภาชนะสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยว ใส่ข้าวต้มมาเนิ่นนาน จนคุ้นเคยกันดีกับก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม และชามตราไก่ต้องเป็นของคู่กันกับก๋วยเตี๋ยวและข้าวต้ม ก่อนจะมีชามตราอื่นที่มีรูปทรงสวยงามเข้ามาเบียดพื้นที่การใช้งาน ผู้สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่ แห่งเมืองลำปาง ผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ชามตราไก่แห่งเมืองลำปาง กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกอุตสาหกรรมเซรามิกลำปางเริ่มจาก ซิมหยู แซ่ฉิน หรือ อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิ
กลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำบูดูข้าวยำ เลขที่ 5 หมู่ที่ 15 บ้านดินลาน ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ผลิตอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารที่มีคุณค่าเหมาะกับคนทุกวัย พกพาสะดวก ตอบสนองวิถีชีวิตของกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว จากภูมิปัญญาท้องถิ่นบวกกับแนวคิดในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับยุคสมัย ข้าวยำม้วนซูชิจึงได้รับความสนใจจากตลาด ผลิตส่งจำหน่ายในร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านค้าชุมชน ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าคลองหอยโข่ง ห้างเทสโก้ โลตัส สงขลา และร้านภูฟ้า ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ชาวบ้านดินลานยังภาคภูมิใจกับข้าวยำม้วน ที่มีเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่มีปรับรูปโฉมใหม่ แต่ยังคงคุณค่าของความเป็นอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น ข้าวยำน้ำบูดู เป็นเมนูเด็ดที่ผสมผสานระหว่างอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้กับกรรมวิธีการทำซูชิ รูปแบบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มผลิตน้ำบูดูข้าวยำ ได้คิดค้นสูตรขึ้นเพื่อให้เป็นอาหารสุขภาพที่รับประทานได้สะดวก และเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิ
ภาพสวยงาม “เกาะจิกรีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย” ที่ตั้งอยู่บริเวณเกาะจิกนอก บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่นักท่องเที่ยวนำไปเผยแพร่ด้วยการชื่นชมความงามของที่พักในท้องทะเล ที่ประมาณว่าสวยงามเหมือนมัลดีฟส์เมืองไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาผิดกฎหมายปลูกสร้างที่พักบุกรุกทะเลและป่าไม้ ทำให้จังหวัดจันทบุรีต้องปิดประกาศ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 มีคำสั่งรื้อถอนภายใน 90 วัน หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว “หมู่บ้านเกาะจิก” มีความน่าสนใจอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งเรือง เอกลักษณ์ของหมู่บ้านที่ใช้พลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ และความร่วมมือของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกเหนือจากเสน่ห์ของธรรมชาติชายทะเลสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ อาหารทะเลสดๆ แสนอร่อย “เกาะจิก” หมู่บ้านประมง ที่เคยรุ่งเรือง คุณณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี วัย 59 ปี เล่าว่า เกาะจิกตั้งอยู่ปากแม่น้ำเวฬุ ระหว่างจันทบุรี-ตราด มีพื้นที่ 700 ไร่ มีเพียงหมู่บ้านเดียวคือ หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน
ดูเหมือนว่าทั้งสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ อาหารการกิน รวมถึงความเครียดและตารางการเข้านอน จะเป็นปัญหาสำหรับสาวๆไปเสียหมด เพราะดันส่งผลกระทบต่อใบหน้า ทำให้หลายคนโดนทักบ่อยๆ ว่า ทำไมเดี๋ยวนี้โทรมจังบ้างล่ะ หรือไม่หนักๆ ก็โดนเรียกว่า ‘ป้า’ ทั้งๆ ที่อายุจริงยังไม่ถึงคราวป้า ทำเอาต้องรีบประโคมผิวเรียกความเยาว์วัยกลับคืนมาโดยด่วน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามจากโอเลย์ได้ทำการวิจัยร่วมกับ ดร.อเล็กซ่า คิมบอล คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ Multi-Decade and Ethnicity Study หรือ MDE เพื่อทำการวิเคราะห์หาปัจจัยของผิวอ่อนเยาว์ที่แท้จริง ได้นำ 4 ขั้นตอนการดูแลตัวเองเพื่อบอกลาหน้าแก่ก่อนวัยภายใน 28 วัน มาบอก ดังนี้ 1. สร้างผิวให้สวยสมบูรณ์แบบด้วยการกิน สาวๆคนไหนอยากมีพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ สามารถเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและวิตามินต่อผิว เช่น สลัดผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักและผลไม้สีม่วงที่ต้องบอกว่าเป็นของดีเพราะมีส่วนช่วยให้ผิวกลับมาเด้งและใสกระจ่าง เนื่องจากในเปลือกของมะเขือม่วงนั้นมีสารนาซูนิน ซึ่งก็คือสาร Anti-Aging
จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยถูกงูกัดประมาณ 7,000 ราย ต่อปี ซึ่งในประเทศไทยก็พบงูพิษหลากหลายชนิด โดยจะแบ่งเป็นหลักๆ ตามระบบที่ถูกพิษ ได้แก่ พิษต่อระบบประสาท (neurotoxin) เช่น งูเห่า งูจงอาง พิษต่อระบบเลือด (hematotoxin) เช่น งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา พิษต่อกล้ามเนื้อ (myotoxin) เช่น งูทะเล พิษอ่อน สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด ขั้นแรกคือ การยืนยันว่าถูกงูพิษกัด ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักชนิดของงูหรือการนำงูพิษมาด้วย หรือการดูรอยเขี้ยว ดูอาการและอาการแสดงจำเพาะของการถูกงูพิษกัด การทำ serodiagnosis จากตัวอย่างเลือด แต่อย่างไรก็ตาม งูพิษจะไม่ปล่อยพิษทุกครั้งหลังฉกกัด เพราะพิษของงูมีไว้ล่าเหยื่อหาอาหาร การปฐมพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ถูกกัด ล้างแผลให้สะอาด นำงูไปโรงพยาบาลด้วยหากทำได้ แต่ในกรณีที่งูหนีไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไล่ตาม เนื่องจากแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ ห้ามดูดพิษงูด้วยปากหรือกรีดแผล ในระบบของการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป ถ้าคนไข้ถูกงูที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด แพทย์จะยังไม่ฉีดเซรุ่มให้ ต้องรอดูอาการจนกว่าจะมีอาการทา
หากเอ่ยชื่อ “กลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย” ชาวชุมพรหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อว่าเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ย้ายภูมิลำเนาจากภาคอีสานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และยังเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับการทอผ้าไหม จนได้รับรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย วิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านป่ากล้วย หมู่ที่ 12 ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ห่างจากถนนสายเอเชีย 41 บริเวณสามแยกเขาปีบ อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ประมาณ 13 กิโลเมตร คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย คุณสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดชุมพร คุณทวีลาภ การะเกด ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านสังคม (ทปษ.) จังหวัดชุมพร พร้อมทีมงาน ร่วมกันลงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเยี่ยมชมการทอผ้าไหมของกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย โดยได้พบกับ คุณนิตยา ภิญโย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 บ้านป่ากล้วย ตำบลนาสัก คุณทองดี ศิริ ประธานวิสาหกิจกลุ่มหม่อนไหมบ้านป่ากล้วย และสมาชิกกลุ่มที่ร่วมกันให้การต้อนรับ คุณทอ
