เกษตรอัจฉริยะ
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของเกษตรกรรมไทยที่ผ่านมา คือการที่ชาวสวนปลูกผักผลไม้โดยไม่มีข้อมูลความต้องการของตลาดล่วงหน้า ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันจนล้นตลาด เกษตรกรต้องเจอกับภาวะขาดทุน รวมถึงคุณภาพของผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างเกษตรกรที่ขาดความมั่นคงทางรายได้ ไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร การค้าปลีก และภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน ถึงเวลาแล้วที่ภาคเกษตรกรรมไทยจะถูกรีเฟรชใหม่ ด้วยฝีมือของคนรุ่นใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI เข้ามาพัฒนา เปลี่ยนภาพการทำสวนที่ไม่มีใครอยากทำ ให้กลายเป็นธุรกิจสุดสมาร์ทที่รู้ล่วงหน้าว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เกษตรกรปลูกแล้วมีคนรับซื้อแน่นอน ธุรกิจได้ของดีสม่ำเสมอ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร คุณม่วน-ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder, PLOOK สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนวงการเกษตรด้วยแนวคิด Refresh & Reframe เพื่อชุบชีวิตและเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความ ‘สมาร์ท’ และกลายเป็นอาชีพสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่ปรารถนา พร้อมตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่การเป็น
ฟูเมซัว ประเทศกานา : นักวิจัยเดินหน้าศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของกระเจี๊ยบเขียว โดยนำกระเจี๊ยบจำนวน 81 สายพันธุ์จาก 10 ประเทศ มาวิเคราะห์ข้อมูล DNA ควบคู่กับการทดลองปลูกจริงเป็นเวลา 2 ปี เพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่มีศักยภาพ สำหรับใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการพัฒนากระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยผลการศึกษาถูกเผยแพร่ในวารสาร Discover Agriculture เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 งานวิจัยนำโดย Jacinta Adoma Opoku นักวิจัยจากศูนย์พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชแห่งแอฟริกาตะวันตก (WACCI) มหาวิทยาลัยกานา ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยพืชไร่และสถาบันวิจัยโกโก้ของกานา รวมถึงสถาบันวิจัยทรัพยากรพืชแห่งชาติของยูกันดา โดยมองว่ากระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชผักสำคัญของหลายพื้นที่ ทั้งแอฟริกาตะวันตก เอเชียใต้ และบางประเทศในทวีปอเมริกา ส่วนใหญ่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อย แต่ที่ผ่านมาได้รับการลงทุนด้านการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่น้อยกว่าพืชเศรษฐกิจอย่างธัญพืชและพืชน้ำมัน ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ยังมีข้อมูลทางพันธุกรรมสำหรับใช้วางแผนการผสมพันธุ์ค่อนข้างจำกัด ปลูกทดสอบ 81 สายพันธุ์ พร้อมวิเคราะห์ลักษณะและ DNA ทีมวิจัยจึงได้รวบร
หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการส่งออกผลไม้สดคือ “การเน่าเสียระหว่างเดินทาง” โดยเฉพาะตลาดที่อยู่ไกล เช่น ยุโรป หรืออเมริกา แต่ด้วยเทคโนโลยีของ Naturen ปัญหานี้กำลังจะหมดไป เพราะเมื่อผักผลไม้สามารถคงความสดได้ยาวนาน โอกาสทางการตลาดก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว วงการเกษตรไทยต้องจับตามอง กับนวัตกรรมใหม่จากฝีมือคนไทย อย่าง “Naturen” ผลิตภัณฑ์เพื่อการยืดอายุผักผลไม้ โดยทีมสตาร์ทอัพชื่อ Eden Agritech ที่สามารถช่วยยืดอายุผักผลไม้ได้นานกว่าปกติ ถึง 5 เท่า แถมยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย Eden Agritech คือ การรวมตัวของทีมงานนักวิจัยและทีมการตลาดรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับภาคเกษตรไทยให้ไปไกลกว่าเดิมทีมผู้ก่อตั้งประกอบด้วย ได้แก่ นายนรภัทร เผ่านิ่มมงคล Chief Executive Officer (CEO) ดร.ศิวัตม์ สายบัว Chief Operation Officer (COO) นายชารีฟ อนิทพันธ์ Chief Technology Officer (CTO) และ ว่าที่ร้อยตรี ดาวิด เพชโรทัย BusinessDevelopment Eden Agritech เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้สด โดยใช้สารที่ได้รับการรับรองจาก FDA ซึ่งปลอดภัยและมีประ
โรคพิษสุนัขบ้ายังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย แม้จะมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในกรณีที่ประชาชนสัมผัสเชื้อในระดับความเสี่ยงสูง การรักษาจำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้า” ร่วมกับการฉีดวัคซีน ซึ่งหัวใจสำคัญของระบบนี้คือความสามารถในการผลิตเซรุ่มให้เพียงพอ มีคุณภาพ และต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาม้าเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกัน กำลังเผชิญความท้าทายด้านความเสี่ยง ต้นทุน และสวัสดิภาพสัตว์ จนนำไปสู่การค้นหาทางเลือกใหม่ของนักวิจัยไทย เมื่อม้าขาดแคลน ไทยจะผลิตเซรุ่มอย่างไร? คำตอบเริ่มจากไก่ไข่ อาจารย์ ดร.ชรินทร์ ถาวรคุโณ ภาควิชาชีวโมเลกุลและพันธุศาสตร์โรคเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า กระบวนการผลิตเซรุ่มแบบดั้งเดิมจะใช้ม้าเป็นสัตว์ต้นทาง โดยเริ่มจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ม้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสัตว์สร้างแอนติบอดี เมื่อระดับภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอจึงทำการเจาะเลือดออกจากม้าในปริมาณมาก จากนั้นนำส่วนของน้ำเหลืองที่มีแอนติบอดีไปผ่านกระบวนก
เกษตรยั่งยืน
ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายคนอาจมองว่าการลดโลกร้อนเป็นเรื่องของรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอาจเริ่มต้นจากพื้นที่เล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด นั่นคือ “นาข้าว” ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารของโลก และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม คุณธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Net Zero Carbon มองว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่เป็นฐานสำคัญของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าการกู้โลกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาเพียงเล็กน้อย ซึ่งสร้างทั้งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวไทยในอนาคต จากพลังงานสะอาด สู่ธุรกิจคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร คุณธนนนท์ เล่าให้ฟังว่า ก่อตั้งบริษัท Net Zero
ข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่ในวันนี้ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังเผชิญกับปัญหารายได้ หนี้สิน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตกลับต่ำลง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานเกษตรกร ตั้งคำถามว่า หากการทำนายังเดินอยู่บนเส้นทางเดิม อาชีพนี้จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานชาวนาบางส่วนจึงเริ่มกลับมาทบทวนคุณค่าของอาชีพที่บรรพบุรุษส่งต่อมา พร้อมมองหาวิธีที่จะสืบสานทั้งอาชีพและภูมิปัญญาให้ยังคงอยู่ โดยไม่ได้มอง “ผืนนา” เป็นเพียงพื้นที่สำหรับผลิตข้าวเท่านั้น แต่ตั้งคำถามต่อไปว่า จะสร้างคุณค่าใหม่จากผืนดินแห่งนี้ได้อย่างไร หนึ่งในนั้นคือ คุณดิว-ธันยพงศ์ ใจคำ ผู้ก่อตั้ง “เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม” ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลูกหลานเกษตรกรที่เลือกนำศิลปะ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับการทำนา เพื่อทำให้ผืนนาข้าวกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าผลผลิต แนวคิดของเขามองว่า “นาข้าวจ
ในวันที่ตลาดเกษตรไม่ได้วัดความสำเร็จกันเพียงว่า “ปลูกได้มากแค่ไหน” กระวานจันทบุรีกำลังสะท้อนให้เห็นอีกมุมของการพัฒนาสินค้าเกษตร เมื่อพืชท้องถิ่นที่เติบโตอยู่กับพื้นที่และระบบนิเวศของเขาสอยดาว กำลังถูกนำกลับมามองใหม่ผ่านงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้จากเดิมที่ขายเป็นวัตถุดิบ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น อาจารย์กิ๊ก – ผศ.ศิริภา วิทยาพรพิพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการเพื่อผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พร้อมทีมวิจัย ลงพื้นที่ศึกษากระวานในจังหวัดจันทบุรี และพบว่าพืชชนิดนี้กำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญทั้งเรื่องราคา ผลผลิตที่ลดลง สภาพภูมิอากาศ และการส่งต่ออาชีพจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจารย์กิ๊ก เล่าให้ฟังว่า กระวานถือเป็นพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะกระวานที่ให้ผลเป็นเมล็ด ซึ่งการผลิตค่อยๆ ลดลงตามแรงจูงใจของเกษตรกรที่เปลี่ยนไป หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือราคาที่ลดลง จากในอดีตที่เคยอยู่ประมาณ 700-800 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 400-500 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้กา
“แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” เป็นคำกล่าวถึงความจริงใจที่เต็มเปี่ยมของ คุณสุริยา ขันแก้ว ชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “อู๋” อยู่บ้านเลขที่ 137/1 หมู่ที่ 11 บ้านแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 e-mail : [email protected] หรือ Facebook : suriyakhunkaew การศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ภรรยา คุณหทัยรัตน์ ขันแก้ว มีลูกชายและลูกสาว รวม 2 คน คุณสุริยา ขันแก้ว นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับงานประจำบริษัทเอกชนที่มีรายได้เป็นเงินเดือน เดือนละเกือบแสนบาท มาทำเกษตร แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นกลับมาใช้ชีวิตถิ่นเดิมที่บ้านเกิดในชนบท เขาวางแผนชีวิตและครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ วางแผน วาดฝัน ออกแบบแปลงเกษตร การจัดการแปลง ศึกษาหาความรู้จนมั่นใจว่าการเกษตรและครอบครัว ลงมือทำจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด จุดเด่นการทำเกษตรของคุณสุริยาจึงอยู่ที่การวางแผนและผลิตพืชผลทางการเกษตรจากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เป็นแบบผสมผสานในแปลงนาเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มของพื้นที่ การนำเทคโนโลยีการจ่ายน้ำแบบ เปิด-ปิด อัตโนมัติ มาใช้ในแปลง ทุ่นเวลาและแรงงาน
