เทศกาลวันหยุดยาว พาแม่เที่ยวผ่อนคลายสมอง ที่ไหนดี หากใครยังนึกไม่ออก ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่จะช่วยให้คุณแม่และสมาชิกในครอบครัวทุกคน มีความสุขกับทริปท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรที่ทั้งสนุก และได้ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดอาชีพหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตลอดทั้งปีได้แก่
1. ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์
เขาค้อ ดินแดนแห่งขุนเขา “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมในศูนย์วิจัยฯ ได้ตลอดทั้งปี ชมแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว สตรอเบอร์รี่ มะคาเดเมีย กาแฟอาราบิก้า อะโวกาโด พลับ บ๊วย ไม้ดอกไม้ประดับ สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ตามสโลแกน “พักเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี”
2. ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง)
ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งขุนเขา อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี สัมผัสกับความงดงามไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลเมืองหนาวหลากหลายชนิด เป็นศูนย์วิจัยและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกร สามารถชมทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ตก พร้อมจิบชา-กาแฟ ในบรรยากาศอันน่าประทับใจ
3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่
ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติห้วยเปิ้ล เป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายของพันธุ์พืช มีการจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ให้ท่องเที่ยวในด้านต่างๆ เช่น ศึกษาพันธุกรรมและการขยายพันธุ์พืช การเพาะเห็ด สาธิตการแปรรูปผลผลิตการเกษตรและไวน์ผลไม้ที่หมุนเวียนตามฤดูกาล ชมทุ่งดอกกระเจียวในเดือนสิงหาคม-กันยายน และสวนส้มเขียวหวานในเดือน พฤศจิกายน

4. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก
บนพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ ณ ดอยมูเซอ สวยงามด้วยภูมิทัศน์ธรรมชาติ แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับ แปลงไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ อะโวกาโด มะคาเดเมีย มะเดื่อฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ ชมแปลงกาแฟอาราบิก้า พร้อมสาธิตการเก็บเกี่ยวและแปรรูปกาแฟ สัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ สัมผัสอากาศที่เย็นสบายในทุกฤดู
5.ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี
ชมแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ผลเขตร้อน เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง เป็นแหล่งศึกษาวิจัยด้านพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเงาะนอกฤดู แปลงอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์โบราณและทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่กว่า 500 สายพันธุ์ แปลงรวบรวมกล้วยไม้ป่าในภาคตะวันออก แปลงพืชสมุนไพรหลากชนิด ชม ชิม ซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพ


6.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2522 เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แบบบูรณาการที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊กศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
7. บ้านแพมบก อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
การท่องเที่ยวชุมชนบ้านแพมบก โดยเฉพาะสะพานบุญโขกู้โส่ เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปาย . สะพานบุญโขกู้โส่ เป็นสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวกลางทุ่งนา สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของชาวบ้านและพระสงฆ์ เพื่อเป็นเส้นทางสัญจรและทำบุญ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติการดำนาแบบโบราณ การทำไม้กวาดจากใบปุ่มเป้ง การสานตาแหลวจากไม้ไผ่ การทำน้ำพริกคั่วทราย การทำข้าวส้ม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเก็บผักปลอดภัยจากแปลงปลูกด้วยตัวเอง


8. สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ร่วมกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์โคกหนองนาสร้างพลังชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว เมื่อปี 2560 ภายใต้การนำของนางรุ่งนภา กงซุย เกษตรกรตัวอย่างด้านวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิคและมาตรฐานเกษตรปลอดภัยจากกรมวิชาการเกษตร
สวนนา ตาบัว ฯ เนื้อที่ 30 ไร่ เปิดรับนักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศการทำนาข้าวอินทรีย์ สวนไม้ผลที่ปลูกฝรั่งกิมจู กล้วย น้อยหน่า มะม่วง และสวนป่ากินได้ เช่น ผักหวานป่า มะเดื่อ ต้นหมากหวดจ่า (มะหาด) ต้นหมากผีผ่วน (ลูกนมควาย) ต้นหมากต้องแล่ง (หมากนมน้อย) และต้นไม้โบราณที่ใกล้สูญพันธุ์

นักท่องเที่ยวจะได้ลงมือปลูกไม้ประดับ ไม้มงคลไม้ฟอกอากาศ ไม้จัดตกแต่งสวยงาม การปลูกไม้ยืนต้น รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้ด้านอื่น ๆ เช่น ศิลปะการทำอาหารพื้นบ้าน สำหรับอัตราค่าบริการที่พัก รวมอาหาร 3 มื้อ แบ่งเป็น บ้านพักรวม ราคา 300 – 600 บาท บ้านเดี่ยว ราคา 600 – 800 บาท และเลือกซื้อของฝากติดมือกลับบ้านได้แก่ ผลิตน้ำมันพริกสมุนไพร น้ำมันงา พริกแกง หอมเจียมทอดกรอบ น้ำพริกหนุ่ม ซอสมะขามเปรี้ยว ฯลฯ
สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการทำเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งเชื่อมโยงวิถีเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างกลมกลืน ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน หากสนใจท่องเที่ยวสวนแห่งนี้ ติดต่อได้ที่นางรุ่งนภา กงซุย เจ้าของฟาร์ม โทร. 06 3742 2914 หรือ Facebook : สวนนา ตาบัว ออร์แกนิคฟาร์ม
……………
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
