ทุกวันนี้ ภาวะโลกรวน (Climate Change) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตร ทำให้ฤดูกาลแปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดู เกิดฝนแล้ง ภัยหนาว และภาวะอากาศร้อนสุดขั้ว ทั้งมีปัญหาน้ำท่วมถี่ขึ้น ความไม่แน่นอนของฤดูกาล ทำให้เกษตรกรวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวได้ยากขึ้น การปลูกให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ไม่ใช่แค่โชค แต่ต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส” ทุ่ม 40 ล้าน ปลูกพืชมูลค่าสูงในโรงเรือน EVAP
บริษัท สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีสำหรับโรงเรือนและระบบปลูกพืชในร่ม ระดับอุตสาหกรรม ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ทางด้านวิศวกรรมเกษตร โดยมีผลงานการออกแบบและก่อสร้างโรงเรือนผลิตพืช เทคโนโลยีระบบปลูกสมัยใหม่ ทั้งโรงเรือนและระบบปิดมาตรฐาน GAP/GMP กว่า 100 โรงเรือน ให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนในโซนเอเชีย

ในช่วงที่ผ่านมา สปี๊ดดี้ แอสเซ็สได้ทุ่มงบลงทุน 40 ล้านบาท สร้างฟาร์มต้นแบบการปลูกพืชมูลค่าสูง อย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่น ในโรงเรือน EVAP ระบบปิด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย ที่ให้ผลตอบแทนสูง ตอบโจทย์การทำเกษตรเชิงพาณิชย์ และที่นี่ยังปลูกผักสลัดในระบบไฮโดรโปนิกส์ ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่แม่นยำ สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ภายใน 17-18 วัน เมื่อเทียบกับการปลูกในดินที่ใช้เวลาปลูกดูแลนานถึง 50 วัน นี่คือผลลัพธ์ของการใช้นวัตกรรม “เกษตรสมัยใหม่” เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ผลตอบแทนสูงสุดสำหรับเกษตรเชิงพาณิชย์
สวนสตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่นบนดาดฟ้ากลางกรุง
ฮารุเบอร์รี่ฟาร์ม เป็นฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่นบนดาดฟ้าใกล้กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ย่านกิ่งแก้ว 25/1 แยก 17 จังหวัดสมุทรปราการ ที่นี่ปลูกดูแลสตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่นในระบบโรงเรือนแบบปิด ควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมภายในให้ได้ผลผลิตเหมือนปลูกที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีมงานสปี๊ดดี้ แอสเซ็ส เข้าใจทุกปัจจัยที่จะส่งผลต่อพืช จึงได้ออกแบบและวางระบบโรงเรือนให้เหมาะสมกับการผลิตสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์ญี่ปุ่นให้เหมาะสมต่อการปลูกในประเทศไทยที่เป็นสภาพอากาศร้อนชื้น สตรอว์เบอร์รี่ที่ปลูกในระบบโรงเรือนมีความปลอดภัยสูง เพราะไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง ทั้งเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อผึ้ง เพื่อการผสมเกสรให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมในธรรมชาติที่สมบูรณ์มากที่สุด
“ผมลงทุนทำโรงเรือนฟาร์มไป 40 ล้านบาท ฟังดูแล้วน่าตกใจใช่ไหมครับ เมื่อไหร่จะคืนทุน ผมเก็บผลสตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่นได้ปีละ 7-8 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละ 2,500 บาท ปีหนึ่งขายได้เกือบ 18 ล้านบาท สามารถคืนทุนได้ภายใน 3 ปี นี่คือต้นแบบระบบสมาร์ทฟาร์มของการทำฟาร์มเกษตรมูลค่าสูงที่ทำได้จริง” คุณภูมิพันธ์ คูสกุล กรรมการผู้บริหารบริษัทสปีดดี้แอสเซ็ส จำกัด กล่าว

นอกจากนี้ คุณภูมิพันธ์เชื่อมั่นว่า การปลูกพืชในโรงเรือนระบบปิด เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทำเกษตรยุคปัจจุบันเพราะช่วยรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ทันสมัยยังทำให้การจัดการฟาร์มเป็นเรื่องง่าย เพราะสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต ลดการใช้แรงงาน ทั้งได้ผลผลิตคุณภาพดีในปริมาณสูงกว่าการปลูกกลางแจ้งแบบเดิม
ในช่วงฤดูร้อน ฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่นปิดปรับปรุง จะเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม 2569 แต่ฟาร์มผักสลัดในโรงเรือนปิดยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยีการปลูกได้ โดยฟาร์มตั้งอยู่ที่ ย่านกิ่งแก้ว 25/1 แยก 17 จังหวัดสมุทรปราการ หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท สปีดดี้ แอสเซ็ส จำกัด https://www.facebook.com/haruberrybkk โทร. 094-656-6994



เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 07 เมษายน 2569
