พันธุ์พืชคุณภาพดี เปรียบเสมือนรากฐานของผลผลิตทั้งหมด เพราะพันธุ์พืชดี นำไปสู่ต้นกล้าที่แข็งแรง ทนโรคทนแมลง ลดต้นทุนและให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน ยิ่งในยุคภาวะโลกรวนแบบนี้ หากเลือกใช้พืชพันธุ์ดีที่ปรับตัวได้เก่งท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน รวมทั้งพันธุ์พืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยตระหนักดีว่า การพัฒนาสายพันธุ์ คือ หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทย แข่งขันได้ในเวทีโลก จึงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยพืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในการผลิตอาหาร ปลูกซ้ำ ลดการพึ่งพาพันธุ์พืชจากภายนอก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร
ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวนคณะเภษตร กำแพงแสน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จากฐานเชื่อพันธุกรรมจนได้ พืชผักพันธุ์ใหม่ที่ปรับตัวได้ในสภาวะโลกรวน และมีแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ โดยทะยอยเปิดตัวพืชผักพันธุ์แกร่งมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พริกมันม่วง พริกเล็บแม่มด พริกขี้หนู Chili เป็นต้น

มะเขือเทศ พันธุ์ สีดาทิพย์ 7
มะเขือเทศสีดาเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แต่มักประสบปัญหาโรคใบหงิกเหลือง (TYLCV) และโรคใบเหี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิต คุณภาพ และต้นทุนการผลิต เนื่องจากเป็นโรคพืชสำคัญที่ก่อความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกมะเขือเทศในประเทศไทย เกษตรกรต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เป็นพาหะของโรค ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง
ด้วยเหตุนี้ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อนจึงร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ( ไบโอเทค) ปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดาให้ทนทานต่อโรคพืช ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนด้านการจัดการโรค จนได้พันธุ์ใหม่ชื่อว่า “มะเขือเทศสีดาทิพย์ 7” ที่ทนต่อโรคพืชได้ดี ช่วยลดสารเคมีตกค้างในผลผลิตเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศ และลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อมจากกระบวนการผลิตมะเขือเทศ


คุณมฆวัน ศรีจันทร์ นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า “มะเขือเทศสีดาทิพย์ 7” เป็นพันธุ์ลูกผสมเปิด(op) พันธุ์เบา มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบกึ่งเลื้อย ง่ายต่อการจัดการทรงพุ่ม เหมาะสมกับการปลูกในสภาพแปลง นอกจากมีจุดเด่นด้านต้านทานโรคพืชแล้ว ยังให้ผลผลิตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวครั้งแรกเพียง 94 วันหลังหยอดเมล็ด หรือ ภายใน 64 วันหลังย้ายปลูก มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 30.27 กรัม ให้ผลผลิต 5.2 ตันต่อไร่
สีดาทิพย์ 7 เป็นมะเขือเทศส้มตำผลสีชมพู เปลือกผลหนาและแข็ง ทนทานต่อการขนส่ง มีอายุการเก็บรักษา (shelf life) ได้นานกว่า 7 วัน มีรสชาติเปรี้ยว และรสชาติมะเขือเทศเข้มข้น (TSS สูง) สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ ต้มยำ หรือสลัด ฯลฯ จุดเด่นของสีดาทิพย์ 7 ที่มีเปลือกแข็ง สามารถเก็บรักษาได้นาน ช่วยลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว จึงมีศักยภาพสูงสำหรับการผลิตเชิงการค้า การจำหน่ายสด และการขนส่งระยะไกล
มะเขือเทศพันธุ์แดงเชอรี่ 603
มะเขือเทศพันธุ์แดงเชอรี่ 603 เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ได้รับการพัฒนาและยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะทำงานจากศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน การปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 โดยใช้งบประมาณจากโครงการศูนย์วิจัยพืชผักแห่งเอเชีย (AVRDC) พันธุ์นี้ได้จากการผสมระหว่างมะเขือเทศเชอรี่พันธุ์ CHT267-9-1-1-6-1-4-7-1 (เป็นพันธุ์แม่ ลักษณะผลเล็ก รูปร่างค่อนข้างกลม ผลสุกสีแดง น้ำหนักผล 15-20 กรัม การเจริญเติบโตแบบเลื้อย) กับมะเขือเทศพันธุ์ สวีทเชอรี่ 154 (เป็นพันธุ์พ่อ ลักษณะผลรูปไข่ ผลสุกสีแดง น้ำหนักผล 6-12 กรัม การเจริญเติบโตแบบกึ่งเลื้อย) วัตถุประสงค์ของการพัฒนาคือเพื่อให้เป็นมะเขือเทศเชอรี่ลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีการเจริญเติบโตแบบเลื้อย ติดผลดก และให้ผลผลิตสูง

คุณมฆวัน กล่าวว่า จุดเด่นของพันธุ์แดงเชอรี่ 603 คือ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.01 กิโลกรัมต่อต้น หรือประมาณ 4,040 กิโลกรัมต่อไร่ มีความหวานสูง โดยค่าอัตราส่วนปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ (TSS/TA) สูงถึง 10.89 ผลสุกมีสีแดง และมีน้ำหนักผลเฉลี่ย 10.93 กรัม มีความหนาเนื้อเฉลี่ย 3.32 มิลลิเมตร และมีความแน่นเนื้อเฉลี่ย 44.99 มิลลิเมตร ลักษณะลำต้นเป็นไม้เลื้อย เหมาะสำหรับการปลูกทั้งในแปลงเปิดและในโรงเรือนปิด
มะเขือเทศพันธุ์แดงเชอรี่ 608
มะเขือเทศพันธุ์แดงเชอรี่ 608 เป็นพันธุ์ลูกผสมที่พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะทำงานจากศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่ปรับปรุงพันธุ์ 603 การปรับปรุงพันธุ์นี้ดำเนินการในช่วงปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 โดยใช้งบประมาณจากโครงการศูนย์วิจัยพืชผักแห่งเอเชีย (AVRDC) พันธุ์นี้เป็นผลมาจากการผสมระหว่างมะเขือเทศพันธุ์ เชอรี่ CHT267-13-1B-1-2-1-1-7 (พันธุ์แม่ ลักษณะผลเล็ก รูปร่างค่อนข้างกลม ผลสุกสีแดง น้ำหนักผล 15-20 กรัม การเจริญเติบโตแบบเลื้อย) กับมะเขือเทศพันธุ์ สวีทเชอรี่ 154 (พันธุ์พ่อ ลักษณะผลรูปไข่ ผลสุกสีแดง น้ำหนักผล 10-12 กรัม การเจริญเติบโตแบบกึ่งเลื้อย) วัตถุประสงค์คือเพื่อพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศเชอรี่ลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีการเจริญเติบโตแบบเลื้อย ติดผลดก และให้ผลผลิตสูง
คุณมฆวัน กล่าวว่า พันธุ์แดงเชอรี่ 608 มีความหวานที่สูงมาก โดยค่าอัตราส่วนปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ (TSS/TA) สูงถึง 11.02 มีความแน่นเนื้อที่วัดด้วยเครื่อง Firmness tester เฉลี่ย 45.57 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ 603 ผลสุกมีสีแดง และมีน้ำหนักผลเฉลี่ย 12.00 กรัม มีความหนาเนื้อเฉลี่ย 3.28 มิลลิเมตร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 0.94 กิโลกรัมต่อต้น หรือประมาณ 3,760 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะลำต้นเป็นไม้เลื้อย เหมาะสำหรับการปลูกทั้งในแปลงเปิดและในโรงเรือนปิด

พริกพันธุ์เล็บแม่มด
พริกพันธุ์เล็บแม่มด ลักษณะผลของพริกชนิดนี้จะชี้ขึ้น มองไกลๆ จะเห็นเหมือนเล็บแม่มด และเป็นพริกที่เป็นพี่น้องกับพริกมันม่วง เพื่อให้มีความต้านทานกับโรคแอนแทรคโนส และเหมาะกับการนำไปปลูกเป็นผักสวนครัวริมรัวที่บ้าน เพราะมีความทนทาน ปลูกง่าย อายุยืนอยู่ได้ข้ามปี เก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ เป็นผลงานปรับปรุงพันธุ์โดย ผศ. ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ( TVRC ) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จุดเด่นของ พริกพันธุ์เล็บแม่มด คือ ต้านทานโรคแอนแทรคโนส มีรสเผ็ดจัดสามารถนำไปประกอบอาหาร หรือแปรรูปเป็นพริกแห้ง พริกป่น หรือพริกแกง ให้น้ำหนักเฉลี่ยต่อผล 4-5 กรัม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 108 วันหลังหยอดเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 600-700 กก. ต่อไร่

พริกไม่เผ็ด พริกพันธุ์ Chilli berry
ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ได้ทำการคัดเลือกเชื้อพันธุกรรมพริกขี้หนูสวนกว่า 3,000 ตัวอย่าง จนได้พริกพันธุ์ Chilli berry คือพริกขี้หนูสวนสายพันธุ์พิเศษที่ไม่เผ็ดทุกต้น มีระดับความเผ็ดเพียง 0–100 SHU ใกล้เคียงพริกหวาน แต่ยังคงกลิ่นและลักษณะเหมือนพริกขี้หนูสวนทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ทานเผ็ดหรือแพ้ capsaicin Chilli berry สามารถบริโภคได้ในปริมาณมาก ทั้งมีวิตามินซีสูงใกล้เคียงมะนาว สามารถนำไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและเครื่องดื่มทั้งแบบสดและอบแห้ง
พริกพันธุ์ Chilli berry มีผลขนาดเล็ก ประเภทพริกขี้หนูสวนหรือพริกขี้นก ผลอ่อนมีสีเขียว และผลสุกมีสีแดงสด มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของพริกขี้หนูสวน แต่ไม่มีรสเผ็ด การปลูกไม่ซับซ้อน ต้องการสภาพแวดล้อมคล้ายพริกทั่วไป อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วันหลังหยอดเมล็ด เหมาะสำหรับ รับประทานสดแกล้มอาหารประเภท ไส้กรอก สาคูไส้หมู ใช้ทำน้ำจิ้มซีฟู้ดหรือประกอบอาหารที่ต้องการระดับความเผ็ดน้อย ทำพริกแห้งที่ใช้สำหรับตกแต่งอาหารเพื่อความสวยงาม หรือใช้ปรุงอาหารสำหรับคนรับประทานเผ็ดไม่ได้
พริกมันม่วง ให้ผลผลิตสูง 1ตัน/ไร่
พริกมันม่วง เป็นพริกลูกผสม (F1) ที่มีความทนทานต่อโรคกุ้งแห้งหรือโรคแอนแทรคโนส ผลมีสีม่วงเข้มผิวมันเงา และเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุก ปลายผลชี้ลง มีสารแอนโทไซยานินสูงและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว น้ำหนักผลเฉลี่ย 9–10 กรัม เริ่มเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 100 วันหลังหยอดเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 0.9–1 ตันต่อไร่ เหมาะสำหรับแปรรูป เช่น พริกย่าง พริกดอง พริกแห้ง พริกแกง และพริกกิมจิ อีกทั้งยังทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี

กระเจี๊ยบแดงกำแพงแสน
พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สู้ภัยแล้งได้ดีที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาคภูมิใจคือ กระเจี๊ยบแดง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเวชสำอาง ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ได้ทำการพัฒนาพันธุ์กระเจี๊ยบแดงกำแพงแสน โดยผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์กลีบยาวและพันธุ์ซูดานจนได้สายพันธุ์ที่คงตัว เช่น กลุ่มจัมโบ้และไจแอนท์ ซึ่งกระเจี๊ยบแดงกำแพงแสนพันธุ์ไจแอนท์มีขนาดกลีบดอกใหญ่และให้ผลผลิตสดสูงกว่า ประมาณ 1,500–2,000 กก./ไร่ และมีสารแอนโทไซยานินแตกต่างตามสี โดยกระเจี๊ยบแดงกำแพงแสนพันธุ์ไจแอนท์เพอร์เพิลมีปริมาณสูงสุด ซึ่งกระเจี๊ยบแดงสามารถเก็บเกี่ยวกลีบเลี้ยงได้หลังดอกร่วงประมาณ 30 วัน และใช้ประโยชน์ได้ทั้งแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม แยม ไวน์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
ทั้งนี้ ผู้สนใจผลงานปรับปรุงพันธุ์พืชของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สามารถติดตามข่าวสารได้ทาง FB : https:/www.facebook.com/tvrcku หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เบอร์โทร. 0-3428-1509 0-3435-1393
