เกษตรอัจฉริยะ
ปัญหา “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้สามารถปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่ม น้ำผิวดิน รวมถึงน้ำทะเล และมีแนวโน้มสะสมในร่างกายมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายในระยะยาว ในขณะที่กระบวนการบำบัดน้ำแบบดั้งเดิมยังคงต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น อะลูมิเนียมซัลเฟต (Alum) หรือโพลิเมอร์สังเคราะห์เพื่อช่วยตกตะกอนสิ่งปนเปื้อน แต่วิธีการเหล่านี้อาจก่อให้เกิดสารตกค้าง และมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมตามมา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ “เมล็ดมะรุม” ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย ว่าสามารถนำมาใช้เป็นสารช่วยตกตะกอนตามธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดไมโครพลาสติกออกจากน้ำ ผลการศึกษาจากทีมนักวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเซาเปาโล (ICT-UNESP) ระบุว่า สารสกัดจากเมล็ดมะรุม (Moringa oleifera) มีศักยภาพในการกำจัดไมโครพลาสติกชนิดพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ออกจากน้ำดื่มได้มากกว่า 98% ซึ่งนับเป็นประสิทธิภาพที่เทียบเท่าหรืออ
แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลง แต่พื้นที่เกษตรกรรมหลายจังหวัดประสบปัญหาปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษที่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิต สุขภาพของเกษตรกร และความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภค ที่ผ่านมา หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ปัญหาน้ำท่วมมักพัดพาโลหะหนักต่างๆ เช่น สารหนู (As) แคดเมียน (Cd) และตะกั่ว (Pb) มากับตะกอนดินด้วย ทำให้มีโลหะหนักสะสมในสวนหย่อม ภายในบ้านและสะสมในแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจ เมื่อพืชดูดซึมโลหะหนักผ่านระบบรากและสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของพืช หากนำผลผลิตจากพืชที่มีการปนเปื้อนโลหะหนักในปริมาณสูง มาบริโภคอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ดังนั้นหลังน้ำท่วมจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูดินเพื่อลดสารพิษโลหะหนัก สร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน “เคลียร์ซอย” จุลินทรีย์ฟื้นฟูดิน รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนา เคลียร์ซอย (CLEAR SOIL) ซึ่งเป็นนวัตกรรมจุลินทรีย์บำบัดดิน (Bioremediation) สำหรับย่อยสลายโลหะหนักและสารพิษตกค้างหลังเกิดอุทกภัย โดยได้รับงบสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กลไกการทำงานของ เคลียร์
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของเกษตรกรรมไทยที่ผ่านมา คือการที่ชาวสวนปลูกผักผลไม้โดยไม่มีข้อมูลความต้องการของตลาดล่วงหน้า ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันจนล้นตลาด เกษตรกรต้องเจอกับภาวะขาดทุน รวมถึงคุณภาพของผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างเกษตรกรที่ขาดความมั่นคงทางรายได้ ไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร การค้าปลีก และภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน ถึงเวลาแล้วที่ภาคเกษตรกรรมไทยจะถูกรีเฟรชใหม่ ด้วยฝีมือของคนรุ่นใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI เข้ามาพัฒนา เปลี่ยนภาพการทำสวนที่ไม่มีใครอยากทำ ให้กลายเป็นธุรกิจสุดสมาร์ทที่รู้ล่วงหน้าว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เกษตรกรปลูกแล้วมีคนรับซื้อแน่นอน ธุรกิจได้ของดีสม่ำเสมอ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร คุณม่วน-ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder, PLOOK สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนวงการเกษตรด้วยแนวคิด Refresh & Reframe เพื่อชุบชีวิตและเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความ ‘สมาร์ท’ และกลายเป็นอาชีพสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่ปรารถนา พร้อมตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่การเป็น
ฟูเมซัว ประเทศกานา : นักวิจัยเดินหน้าศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของกระเจี๊ยบเขียว โดยนำกระเจี๊ยบจำนวน 81 สายพันธุ์จาก 10 ประเทศ มาวิเคราะห์ข้อมูล DNA ควบคู่กับการทดลองปลูกจริงเป็นเวลา 2 ปี เพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่มีศักยภาพ สำหรับใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการพัฒนากระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยผลการศึกษาถูกเผยแพร่ในวารสาร Discover Agriculture เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 งานวิจัยนำโดย Jacinta Adoma Opoku นักวิจัยจากศูนย์พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชแห่งแอฟริกาตะวันตก (WACCI) มหาวิทยาลัยกานา ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยพืชไร่และสถาบันวิจัยโกโก้ของกานา รวมถึงสถาบันวิจัยทรัพยากรพืชแห่งชาติของยูกันดา โดยมองว่ากระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชผักสำคัญของหลายพื้นที่ ทั้งแอฟริกาตะวันตก เอเชียใต้ และบางประเทศในทวีปอเมริกา ส่วนใหญ่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อย แต่ที่ผ่านมาได้รับการลงทุนด้านการปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่น้อยกว่าพืชเศรษฐกิจอย่างธัญพืชและพืชน้ำมัน ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ยังมีข้อมูลทางพันธุกรรมสำหรับใช้วางแผนการผสมพันธุ์ค่อนข้างจำกัด ปลูกทดสอบ 81 สายพันธุ์ พร้อมวิเคราะห์ลักษณะและ DNA ทีมวิจัยจึงได้รวบร
หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการส่งออกผลไม้สดคือ “การเน่าเสียระหว่างเดินทาง” โดยเฉพาะตลาดที่อยู่ไกล เช่น ยุโรป หรืออเมริกา แต่ด้วยเทคโนโลยีของ Naturen ปัญหานี้กำลังจะหมดไป เพราะเมื่อผักผลไม้สามารถคงความสดได้ยาวนาน โอกาสทางการตลาดก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว วงการเกษตรไทยต้องจับตามอง กับนวัตกรรมใหม่จากฝีมือคนไทย อย่าง “Naturen” ผลิตภัณฑ์เพื่อการยืดอายุผักผลไม้ โดยทีมสตาร์ทอัพชื่อ Eden Agritech ที่สามารถช่วยยืดอายุผักผลไม้ได้นานกว่าปกติ ถึง 5 เท่า แถมยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย Eden Agritech คือ การรวมตัวของทีมงานนักวิจัยและทีมการตลาดรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับภาคเกษตรไทยให้ไปไกลกว่าเดิมทีมผู้ก่อตั้งประกอบด้วย ได้แก่ นายนรภัทร เผ่านิ่มมงคล Chief Executive Officer (CEO) ดร.ศิวัตม์ สายบัว Chief Operation Officer (COO) นายชารีฟ อนิทพันธ์ Chief Technology Officer (CTO) และ ว่าที่ร้อยตรี ดาวิด เพชโรทัย BusinessDevelopment Eden Agritech เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้สด โดยใช้สารที่ได้รับการรับรองจาก FDA ซึ่งปลอดภัยและมีประ
โรคพิษสุนัขบ้ายังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย แม้จะมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในกรณีที่ประชาชนสัมผัสเชื้อในระดับความเสี่ยงสูง การรักษาจำเป็นต้องใช้อิมมูโนโกลบูลิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้า” ร่วมกับการฉีดวัคซีน ซึ่งหัวใจสำคัญของระบบนี้คือความสามารถในการผลิตเซรุ่มให้เพียงพอ มีคุณภาพ และต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาม้าเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกัน กำลังเผชิญความท้าทายด้านความเสี่ยง ต้นทุน และสวัสดิภาพสัตว์ จนนำไปสู่การค้นหาทางเลือกใหม่ของนักวิจัยไทย เมื่อม้าขาดแคลน ไทยจะผลิตเซรุ่มอย่างไร? คำตอบเริ่มจากไก่ไข่ อาจารย์ ดร.ชรินทร์ ถาวรคุโณ ภาควิชาชีวโมเลกุลและพันธุศาสตร์โรคเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า กระบวนการผลิตเซรุ่มแบบดั้งเดิมจะใช้ม้าเป็นสัตว์ต้นทาง โดยเริ่มจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ม้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสัตว์สร้างแอนติบอดี เมื่อระดับภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอจึงทำการเจาะเลือดออกจากม้าในปริมาณมาก จากนั้นนำส่วนของน้ำเหลืองที่มีแอนติบอดีไปผ่านกระบวนก
ธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่ทำไป ทดลองไป หาข้อมูลไป เป็นหนึ่งในแนวคิด ที่ noBitter ฟาร์มผักขนาดเล็กใจกลางเมือง ของ ดร.วิลาศ ฉ่ำเลิศวัฒน์ และทีมงาน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาจากแนวคิดที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนเมือง ดร.วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า เป้าหมายของ noBitter คือ ต้องการที่จะปลูกผักเพื่อคนเมืองจริงๆ เนื่องจากพืชผักที่จำหน่ายอยู่ตามซุปเปอร์ส่วนใหญ่ที่คนเมืองบริโภค ยังตรวจเจอสารพิษอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นผักออร์แกนิก ดังนั้น การปลูกผักปลอดภัยที่จำหน่าย ณ จุดขายได้ ทันทีจะเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองได้ “noBitter เราให้นิยามมันว่า เป็น mini plant factory เป็นโรงงานปลูกผักขนาดเล็กในกลางเมือง สาเหตุที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะผลิตผักขึ้นมาเพื่อจะตอบสนองความต้องการของชุมชนเมืองได้ ซึ่งที่ตั้งปัจจุบันเราคือ อยู่ใน Space At Siam เป็น Co-Working Space ที่หนึ่ง โดยชั้นล่างจะมีเด็กๆ มาใช้บริการเรียนหนังสือ นั่งทำงาน แล้วชั้นบนที่เป็นลานนั่งเล่นไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ เราก็กั้นพื้นที่ขึ้นมาเล็กๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็ทดลองทำ” จุดเริ่มต้นของ noBitter ลงมือทำจากการขาดองค์คว
คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ได้เปิดตัวนวัตกรรม “บ้านหนีน้ำท่วม” หรือ บ้านประหยัดพลังงาน Eco-houses ใช้พลังงานตัวเอง (โซลาร์เซลล์) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้กับประชาชนและที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยได้อย่างน่าทึ่ง ใน “งานเกษตรกำแพงแสน ประจำปี 2568” ณ บริเวณถังน้ำ (ตะปู) พิกัด: https://maps.app.goo.gl/fu7J8f7iKBQHTeBB6 ผศ.ดร.วัชมา โพธิ์ทอง หัวหน้าศูนย์ทดสอบประตู หน้าต่าง และระบบผนังกระจกสำหรับงานอาคาร (TDWCB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ทางศูนย์ได้ร่วมกับเอกชนพัฒนาระบบบ้านแบบ Eco-houses ที่สามารถพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แบบระบบออฟกริด โดยลักษณะบ้านมีขนาดพื้นที่ 3.50×6.00 เมตร ที่สามารถปรับระดับและมีความปลอดภัยจากน้ำท่วมและเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยมีระบบ ประตู หน้าต่าง ผนัง รองรับแรงลม พายุ ฝน ตามมาตรฐาน มอก. เพื่อเป็นบ้านนวัตกรรมรองรับภัยธรรมชาติได้ในอนาคต บ้านแบบ Eco-houses นี้สามารถเป็นแนวทางในการสร้างบ้านสำหรับพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม หรือท่วมเป็นประจำ และพื้นที่ไกลต่อการใช้ไฟฟ้าหลวง โดยสามารถอยู่อาศัยได้ดี
ไข่ผำ หรือ ผำ พืชน้ำขนาดจิ๋วที่อยู่คู่กับวิถีอาหารของคนไทยมายาวนาน กำลังมีโอกาสก้าวออกจากการเป็นเพียงวัตถุดิบพื้นบ้าน ไปสู่การเป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารทางเลือกที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีนแล้ว ยังเป็นพืชที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ง่าย และนำไปพัฒนาเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อ “ไข่ผำ” ก้าวเข้าสู่การผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเพาะเลี้ยงให้ได้ผลผลิต หากอยู่ที่กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการทำความสะอาด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการจัดการผลผลิตจำนวนมาก คิดจากปัญหาจริง สู่เครื่องล้างไข่ผำ ด้วยเทคโนโลยี “พลาสมา” จากโจทย์ดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการล้างไข่ผำ จากงานที่ต้องพึ่งพาแรงงานคนและใช้เวลานาน ให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถควบคุมได้อย่างเป็นระบบ และทำงานได้รวดเร็วขึ้น อาจารย์รุ่ง – รศ.ดร.รุ่งตะวัน ยมหล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และทีมวิจัย ได้มองโจทย์การพัฒนาเครื่องล้างไข่ผำในมุมของการออกแบบเทคโนโลยีให้ตอบป
ทุกวันนี้ ภาวะโลกรวน (Climate Change) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตร ทำให้ฤดูกาลแปรปรวน ฝนไม่ตกตามฤดู เกิดฝนแล้ง ภัยหนาว และภาวะอากาศร้อนสุดขั้ว ทั้งมีปัญหาน้ำท่วมถี่ขึ้น ความไม่แน่นอนของฤดูกาล ทำให้เกษตรกรวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวได้ยากขึ้น การปลูกให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ไม่ใช่แค่โชค แต่ต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ “สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส” ทุ่ม 40 ล้าน ปลูกพืชมูลค่าสูงในโรงเรือน EVAP บริษัท สปี๊ดดี้ แอสเซ็ส จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีสำหรับโรงเรือนและระบบปลูกพืชในร่ม ระดับอุตสาหกรรม ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ทางด้านวิศวกรรมเกษตร โดยมีผลงานการออกแบบและก่อสร้างโรงเรือนผลิตพืช เทคโนโลยีระบบปลูกสมัยใหม่ ทั้งโรงเรือนและระบบปิดมาตรฐาน GAP/GMP กว่า 100 โรงเรือน ให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนในโซนเอเชีย ในช่วงที่ผ่านมา สปี๊ดดี้ แอสเซ็สได้ทุ่มงบลงทุน 40 ล้านบาท สร้างฟาร์มต้นแบบการปลูกพืชมูลค่าสูง อย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี่ญี่ปุ่น ในโรงเรือน EVAP ระบบปิด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย ที่ให้ผลตอบแทนสูง ตอบโจทย์การทำเ
