เกษตรยั่งยืน
ในยุคที่โลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของดิน และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิดเกษตรกรรมแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “รักษา” แต่ “ฟื้นฟู” กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Regenerative หรือ เกษตรเชิงฟื้นฟู ซึ่งมีจุดมุ่งหมายลึกซึ้งกว่าการผลิตอาหาร นั่นคือการคืนสมดุลให้กับดิน น้ำ ป่า และชุมชน ด้วยการเลียนแบบระบบนิเวศของธรรมชาติ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ Sustainable Brands Thailand กล่าวในงาน Future Food Leader Summit 2025 ว่า “ปีนี้ตั้งแต่นี้ต่อไป ควรจะมาพูดถึงวิธีการบ้างที่ ‘อาหารจะมีส่วนสร้างอนาคตของโลก’ สำคัญมากกว่า ‘อนาคตของอาหารอยู่ที่ไหน’” อย่ามองแค่ว่าอาหารเป็นเพียงสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะอาหารคือกุญแจสำคัญในการกำหนดอนาคตของโลกและมนุษยชาติ บทความนี้จะพาไปรู้จักแนวคิด “Symbiosis” ซึ่งต่อยอดจากแนวทาง Regenerative—แนวคิดที่ก้าวไปอีกขั้นจากความยั่งยืน มุ่งฟื้นคืนสิ่งที่โลกสูญเสีย และส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้คนรุ่นถัดไป Regenerative คืออะไร? Regenerative คือ ระบบเกษตรที่มีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างสุขภาพของดิน คว
โดยปกติเราแค่คิดว่าการปลูกผักเอาไว้บริโภคในครัวเรือน เพียงอย่างเดียว แต่การปลูกผักอินทรีย์ข้างบ้านยังสามารถรักษาสุขภาพได้เนื่องจากผักที่เราปลูกกินเองย่อมไม่มีสารพิษตกค้างเพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมีเหล่านี้ในการปลูก เรารับรู้กันทั่วไปว่าผักส่วนใหญ่มีการผลิตแบบใช้สารเคมี ชนิดที่คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก การที่เรากินเฉพาะผักที่ปลูกก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังประหยัดค่ารักษาโรคได้อีกด้วย เรื่องราวในคราวนี้ผู้เขียนไม่ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตร แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของแรงบันดาลใจของการทำการเกษตร ผู้เขียนคิดว่าคนทำการเกษตรในเรื่องนี้เข้าถึงความคิดของการทำเกษตรยั่งยืนอย่างลึกซึ้ง คุณพสุธ รัตนบรรณางกูร หรือ คุณโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า “ผมจบปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้ทำงานในบริษัทยาที่อเมริกาได้ 5 ปี มีความรู้สึกคิดถึงเมืองไทย รู้สึกอยากกลับบ้านเกิด เพราะคุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ที่เมืองไทย ที่อเมริกาสะดวกและทันสมัยก็จริง แต่ความรู้สึกว่าบ้านเราคล่องตัวกว่า ก็เลยกลับมาเมืองไทย เพื่อเปิดกิจการส่วนตัว ต่อมาได้เจอกับคู่ชีวิตคือ คุณห
นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามนโยบายเน้นหนักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาต่อยอดพื้นที่การเกษตรของกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวช่วยสร้างงาน สร้างรายได้หลัก หรือรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้มีช่องทางขยายผลจากอาชีพของตน เกษตรกรมองเห็นคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งเจ้าหน้าที่ และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวและตลาดโลก โดยยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการวางแผนการดำเนินงาน การควบคุมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนในการดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่ง
บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จครบรอบ10 ปี โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ในพื้นที่คลองขนมจีน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแบรนด์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ได้มุ่งมั่นในการดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ยั่งยืนอย่างครบวงจร 3 ด้าน ได้แก่ เรียนรู้ ปกป้อง ฟื้นฟู จนทำให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจด้วยการคืนปริมาณและคุณภาพน้ำกลับสู่ชุมชนตามเป้าหมาย พร้อมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนคลองขนมจีน ล่าสุด สามารถยกระดับโครงการเป็นพื้นที่นำร่องระดับประเทศ สำหรับการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) สำหรับพื้นที่บนบกและแหล่งน้ำบนบกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา “โครงการเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” จากแบรนด์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย โ
(ซินหัว) — ณ ไร่กีวีแห่งหนึ่งในเมืองลิ่วผานสุ่ย มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน “ชาฎา หน่อปันปวน” นักวิจัยหลังปริญญาเอกชาวไทยจากมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว กำลังตั้งใจจดบันทึกข้อมูลการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้โมเดล “รัฐบาล+บริษัท+เกษตรกร+มหาวิทยาลัย” ชาฎาที่เติบโตในพื้นที่ชนบทและเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทในไทยรู้สึกประทับใจกับโมเดลรัฐบาลเป็นผู้ประสานงาน บริษัทเป็นผู้ออกเงินทุน มหาวิทยาลัยเป็นผู้มอบเทคโนโลยี และชาวบ้านเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ซึ่งส่งผลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ประสบการณ์ของชาฎาถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างจีนกับไทย ซึ่งใช้การแบ่งปันเทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้มีความรู้ความสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาฎาเคยเดินทางมาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) กุ้ยโจว และกว่างตง (กวางตุ้ง) ของจีน ก่อนจะเริ่มต้นทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกุ้ยโจวในเดือนธันวาคม 2023 โดยชาฎากล่าวอย่างซื่อตรงว่าหากอยากเพิ่มพูนความรู้ การมาจีนเป็นตัวเล
(ซินหัว) — เหล่าเกษตรกรเจนซี (Generation Z) ในจีนกำลังปรับแนวทางเกษตรกรรมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงโดรนที่บินอยู่เหนือท้องนา พร้อมนิยามความเป็น “เกษตรกร” ขึ้นใหม่ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิม หวังฮวน วัย 21 ปี เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกรในอำเภออี้เฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือ เขายังคงจดจำความยากลำบากจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ก่อนที่โดรนจะเข้ามามีบทบาทในการเกษตร โดยหวังเล่าว่าตอนนั้นครอบครัวของเขาต้องแบกถังพ่นยาฆ่าแมลงและปุ๋ยไว้บนหลัง แล้วเดินพ่นท่ามกลางแดดร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนงานนี้ไม่มีวันจบสิ้นเลย ปัจจุบันหวังเป็นนักบินโดรนมากฝีมือ เขาระบุว่าโดรนสามารถหว่านปุ๋ยได้ถึง 2 ตันภายในเวลาเพียงวันกว่าๆ จากเดิมที่ต้องใช้คน 3 คนทำติดต่อกัน 4-5 วัน ซึ่งนอกจากโดรนแล้ว หวังยังเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือเกษตรสมัยใหม่อื่นๆ เช่น รถเก็บเกี่ยว เครื่องหยอดเมล็ด และเครื่องอัดฟาง ด้านติงเจ๋อฮุย วัย 22 ปี จากอำเภอว่านหรงของซานซี หวนกลับหมู่บ้านบ้านเกิดหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2024 เพื่อผันตัวมาเป็นเ
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการข้าว เข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ” โดยจัดนิทรรศการผลงานวิจัยข้าวไทยพันธุ์ใหม่ 10 ชนิด ครอบคลุมความหลากหลายสายพันธุ์ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเกษตรกรไทยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำนา โดยข้าวพันธุ์ดีทั้ง 10 ชนิด ผ่านการพัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์มาอย่างดี สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี สำหรับข้าวพันธุ์ใหม่ 10 พันธุ์นั้น ประกอบด้วยข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ถูกนำเสนอภายใต้แนวคิด “ทศพันธุ์ข้าวไทยนำเกษตรกรก้าวไกล” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 72 พรรษา ซึ่งพันธุ์ข้าวแต่ละชนิดมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย 1.พันธุ์ กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยว 115 วัน ประมาณ 113 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุกมีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม มีปริมาณอมิโลส 15.06 เปอร์เซ็น
หากใครสนใจใช้สิทธิ์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ไปแอ่วเมืองเหนือ แนะเที่ยว “ ดอยลาง” แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสุด Unseen ที่สวยงามตลอดทั้งปี “ ดอยลาง” เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับชายแดนเมียนมา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาเรียงรายสลับซับซ้อน มีแม่น้ำลางที่ไหลจากเมียนมาไหลผ่านช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในระบบนิเวศ พื้นที่ชุมชนดอยลางยังคงความเป็นธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย โดยเฉพาะตระกูลนกสวยงามหลายสายพันธุ์ และป่าไม้ที่สมบูรณ์ที่หายากมากในสมัยนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในช่วงฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกและเกิดแม่ขะนิ้งหรือเหมยขาบหรือน้ำค้างแข็ง ประชากรในชุมชนดอยลาง เป็นชุมชนคนพื้นเมืองและบางส่วนเป็นไทยใหญ่ มีรายได้หลักจากการเกษตร ปลูกชาและลิ้นจี่มาช้านาน ในปี 2548 ชุมชนดอยลางได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของต้นลิ้นจี่และป่าไม้ธรรมชาติ ซึ่งได้รับผลผลิตดีมาก นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความรู้การปลูกกาแฟจากมูลนิธิโครง
De-BUGs เป็นนวัตกรรมสารกำจัดแมลงอินทรีย์แปรรูปจากเปลือกไข่ โดยเปลี่ยนโปรตีนเยื่อเปลือกไข่ให้เป็นสารออกฤทธิ์กำจัดแมลงศัตรูพืชประสิทธิภาพสูงด้วยกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างของเสีย (Zero-waste Process) เป็นสารอินทรีย์ 100% นอกจากจะทำหน้าที่กำจัดศัตรูพืชแล้ว De-BUGs สลายตัวตามธรรมชาติกลายเป็นแคลเซียม (Calcium) ธาตุอาหารรองสำหรับพืชทุกชนิด De-BUGs เป็นนวัตกรรมเพื่อเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ภายใต้แนวคิด BCG โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย De-BUGs มีประสิทธิภาพป้องกันและกำจัดเพลี้ย ไล่มดและหอยทาก ใช้ได้กับผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ ผลไม้ และพืชไร่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกค้างและอันตรายจากสารเคมีสำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง การพัฒนานวัตกรรม De-BUGs เกิดจากความร่วมมือจากนักวิจัย 3 หน่วยงาน ได้แก่ ดร.ดวงทิพย์ กันฐา, ผศ.วรพจน์ ศตเดชากุล และ น.ส.ณภาส์ณัฐ อู๋สูงเนิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, ดร.นิตยา แก้วแพรก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทีมนักวิจัยได้รับทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจาก วช. เพื่อแปรรูปและเพิ่มมูลค
ปัจจุบันแนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังเป็นที่สนใจในวงการเกษตรและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร การเกษตรแบบคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ ตลาดโลกเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรอีกด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางพืชมูลค่าสูงและโอกาสของเกษตรไทย” ในงานสัมมนา “ไข่ผำ – วานิลลา : เจาะลึกโอกาสธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่” ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ในช่วงหนึ่งของปาฐกถา ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า สินค้าเกษตรของไทยเป็นสินค้าที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตั้งแต่ยางพารา ทุเรียน และลำไย ถือเป็นสินค้าอันดับ 1 ซึ่งทั่วโลกในขณะนี้ กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและภาคเกษตรเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
