กรุงเทพฯ — จากเสวนาวิชาการ KU Inside Out ในหัวข้อ “กะเพรา…คุยกันให้ชัด” ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนภาควิชาการ ภาครัฐ ผู้ประกอบการ SMEs และสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมกันเปิดมุมมองเชิงบวก พร้อมนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม ย้ำว่าประชาชนและเกษตรกรไทยสามารถปลูกและเข้าถึงกะเพราได้ทุกสายพันธุ์ ขณะที่การผนึกกำลังวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการยกระดับศักยภาพเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก
ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงเบื้องหลังการศึกษาวิจัยกะเพราตระกูล “แก้วจุรี 1-4” ว่า เอกชนเป็นผู้นำต้นพันธุ์ที่รวบรวมมาให้ศึกษาวิจัยเอง ไม่ได้ใช้เชื้อพันธุกรรมจากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย การทำงานร่วมกันครั้งนี้จึงเป็นการให้บริการทางวิชาการตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาแก้ไขโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม

ด้าน รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดมุมมองในฐานะผู้บริหารสถาบันการศึกษา ถึงพันธกิจ การให้บริการวิชาการแก่สังคม กับการส่งเสริมนวัตกรรมเกษตร โดยระบุว่าการบริหารจัดการงานวิจัยและการบริการทางวิชาการ มีกฎระเบียบรองรับอย่างชัดเจนและไม่ใช่เรื่องใหม่
รศ.ดร.สุตเขตต์ ย้ำคำว่า “รับจ้างวิจัย” เป็นเรื่องธรรมดาในวงการวิชาการ และไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องมิติทางการเงินเท่านั้น แต่ควรเปิดมุมมองให้ไกลกว่าเรื่องกะเพรา เพราะมหาวิทยาลัยมีภารกิจและบริบทที่กว้างใหญ่ไพศาลในการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ
“คำว่ารับจ้างวิจัยถือเป็นเรื่องธรรมดา เงินที่ได้มาถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ในการทำวิจัย ผลลัพธ์ที่สำคัญคือทำให้นักวิจัยเก่งขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น และเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นในระบบ ซึ่งนี่คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง อยากให้มองให้ไกลกว่าแค่เรื่องกะเพรา เพราะมหาวิทยาลัยมีบริบทที่กว้างใหญ่ไพศาล งานบริการวิชาการและนวัตกรรมที่เราทำ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และประเทศชาติทั้งสิ้น” รศ.ดร.สุตเขตต์ กล่าว

กรมวิชาการเกษตร ยืนยันสิทธิประชาชน: ปลูกได้ทุกพันธุ์ รวมทั้งแก้วจุรี
นางสาวธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร อธิบายขั้นตอนว่า เอกชนไปรวบรวมซื้อกะเพราป่าจากตลาดในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่น แล้วจึงจ้างให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อนฯ ปรับปรุงพันธุ์จนได้กะเพราแก้วจุรี 1-4 ที่มีลักษณะใบใหญ่ หนา และกลิ่นหอมตอบโจทย์การแปรรูป ก่อนจะยื่นขออนุญาตตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
ผอ.กองพัฒนาระบบฯ ยืนยันชัดเจนว่า ประชาชนและเกษตรกร สามารถนำกะเพราทุกสายพันธุ์ไปปลูกเพื่อบริโภคหรือเก็บผลผลิตได้ตามปกติ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์แก้วจุรี 1-4 ด้วย นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อเตรียมปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำวิจัยในปัจจุบัน และเอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศมากยิ่งขึ้น
ส่วนแนวคิดของผู้ประกอบการ นายบุญรักษ์ บัวลอยลม บริษัท โฮมซีดส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองแบรนด์ “ดาวเรืองตราบ้าน” สะท้อนว่า การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่แต่ละสายพันธุ์ต้องใช้เวลาและเทคโนโลยีนานถึง 5–7 ปี การที่ภาคเอกชนและ SMEs นำเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยมาต่อยอด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางสายพันธุ์และการแข่งขันในตลาด

ขณะที่ นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวสนับสนุนการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ว่า เกษตรกรยุคใหม่ต้องการเข้าถึงพันธุ์พืชที่ดีและมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดความเสี่ยงในอนาคต การมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดจึงเป็นผลดีต่อเกษตรกรโดยตรง พร้อมฝากให้การปรับปรุงกฎหมายในอนาคตยังคงรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) ของภาครัฐในการดูแลคุ้มครองเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
เวทีเสวนาครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ไม่เพียงแต่เปิดกว้างให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชอย่างเสรี แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนพืชพื้นบ้านให้กลายเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
