เกษตรยั่งยืน
นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามนโยบายเน้นหนักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาต่อยอดพื้นที่การเกษตรของกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวช่วยสร้างงาน สร้างรายได้หลัก หรือรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้มีช่องทางขยายผลจากอาชีพของตน เกษตรกรมองเห็นคุณค่า เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งเจ้าหน้าที่ และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวและตลาดโลก โดยยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการวางแผนการดำเนินงาน การควบคุมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนในการดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่ง
บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จครบรอบ10 ปี โครงการ “เนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” ในพื้นที่คลองขนมจีน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแบรนด์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ได้มุ่งมั่นในการดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ยั่งยืนอย่างครบวงจร 3 ด้าน ได้แก่ เรียนรู้ ปกป้อง ฟื้นฟู จนทำให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจด้วยการคืนปริมาณและคุณภาพน้ำกลับสู่ชุมชนตามเป้าหมาย พร้อมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนคลองขนมจีน ล่าสุด สามารถยกระดับโครงการเป็นพื้นที่นำร่องระดับประเทศ สำหรับการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) สำหรับพื้นที่บนบกและแหล่งน้ำบนบกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา “โครงการเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ” จากแบรนด์เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย โ
(ซินหัว) — ณ ไร่กีวีแห่งหนึ่งในเมืองลิ่วผานสุ่ย มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน “ชาฎา หน่อปันปวน” นักวิจัยหลังปริญญาเอกชาวไทยจากมหาวิทยาลัยกุ้ยโจว กำลังตั้งใจจดบันทึกข้อมูลการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้โมเดล “รัฐบาล+บริษัท+เกษตรกร+มหาวิทยาลัย” ชาฎาที่เติบโตในพื้นที่ชนบทและเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทในไทยรู้สึกประทับใจกับโมเดลรัฐบาลเป็นผู้ประสานงาน บริษัทเป็นผู้ออกเงินทุน มหาวิทยาลัยเป็นผู้มอบเทคโนโลยี และชาวบ้านเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ซึ่งส่งผลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ประสบการณ์ของชาฎาถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างจีนกับไทย ซึ่งใช้การแบ่งปันเทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้มีความรู้ความสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาฎาเคยเดินทางมาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) กุ้ยโจว และกว่างตง (กวางตุ้ง) ของจีน ก่อนจะเริ่มต้นทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกุ้ยโจวในเดือนธันวาคม 2023 โดยชาฎากล่าวอย่างซื่อตรงว่าหากอยากเพิ่มพูนความรู้ การมาจีนเป็นตัวเล
(ซินหัว) — เหล่าเกษตรกรเจนซี (Generation Z) ในจีนกำลังปรับแนวทางเกษตรกรรมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงโดรนที่บินอยู่เหนือท้องนา พร้อมนิยามความเป็น “เกษตรกร” ขึ้นใหม่ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิม หวังฮวน วัย 21 ปี เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกรในอำเภออี้เฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือ เขายังคงจดจำความยากลำบากจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ก่อนที่โดรนจะเข้ามามีบทบาทในการเกษตร โดยหวังเล่าว่าตอนนั้นครอบครัวของเขาต้องแบกถังพ่นยาฆ่าแมลงและปุ๋ยไว้บนหลัง แล้วเดินพ่นท่ามกลางแดดร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนงานนี้ไม่มีวันจบสิ้นเลย ปัจจุบันหวังเป็นนักบินโดรนมากฝีมือ เขาระบุว่าโดรนสามารถหว่านปุ๋ยได้ถึง 2 ตันภายในเวลาเพียงวันกว่าๆ จากเดิมที่ต้องใช้คน 3 คนทำติดต่อกัน 4-5 วัน ซึ่งนอกจากโดรนแล้ว หวังยังเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือเกษตรสมัยใหม่อื่นๆ เช่น รถเก็บเกี่ยว เครื่องหยอดเมล็ด และเครื่องอัดฟาง ด้านติงเจ๋อฮุย วัย 22 ปี จากอำเภอว่านหรงของซานซี หวนกลับหมู่บ้านบ้านเกิดหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2024 เพื่อผันตัวมาเป็นเ
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการข้าว เข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ” โดยจัดนิทรรศการผลงานวิจัยข้าวไทยพันธุ์ใหม่ 10 ชนิด ครอบคลุมความหลากหลายสายพันธุ์ ที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเกษตรกรไทยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำนา โดยข้าวพันธุ์ดีทั้ง 10 ชนิด ผ่านการพัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์มาอย่างดี สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี สำหรับข้าวพันธุ์ใหม่ 10 พันธุ์นั้น ประกอบด้วยข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ถูกนำเสนอภายใต้แนวคิด “ทศพันธุ์ข้าวไทยนำเกษตรกรก้าวไกล” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 72 พรรษา ซึ่งพันธุ์ข้าวแต่ละชนิดมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบด้วย 1.พันธุ์ กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยว 115 วัน ประมาณ 113 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุกมีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม มีปริมาณอมิโลส 15.06 เปอร์เซ็น
หากใครสนใจใช้สิทธิ์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ไปแอ่วเมืองเหนือ แนะเที่ยว “ ดอยลาง” แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสุด Unseen ที่สวยงามตลอดทั้งปี “ ดอยลาง” เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับชายแดนเมียนมา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาเรียงรายสลับซับซ้อน มีแม่น้ำลางที่ไหลจากเมียนมาไหลผ่านช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในระบบนิเวศ พื้นที่ชุมชนดอยลางยังคงความเป็นธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย โดยเฉพาะตระกูลนกสวยงามหลายสายพันธุ์ และป่าไม้ที่สมบูรณ์ที่หายากมากในสมัยนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในช่วงฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกและเกิดแม่ขะนิ้งหรือเหมยขาบหรือน้ำค้างแข็ง ประชากรในชุมชนดอยลาง เป็นชุมชนคนพื้นเมืองและบางส่วนเป็นไทยใหญ่ มีรายได้หลักจากการเกษตร ปลูกชาและลิ้นจี่มาช้านาน ในปี 2548 ชุมชนดอยลางได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของต้นลิ้นจี่และป่าไม้ธรรมชาติ ซึ่งได้รับผลผลิตดีมาก นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความรู้การปลูกกาแฟจากมูลนิธิโครง
De-BUGs เป็นนวัตกรรมสารกำจัดแมลงอินทรีย์แปรรูปจากเปลือกไข่ โดยเปลี่ยนโปรตีนเยื่อเปลือกไข่ให้เป็นสารออกฤทธิ์กำจัดแมลงศัตรูพืชประสิทธิภาพสูงด้วยกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างของเสีย (Zero-waste Process) เป็นสารอินทรีย์ 100% นอกจากจะทำหน้าที่กำจัดศัตรูพืชแล้ว De-BUGs สลายตัวตามธรรมชาติกลายเป็นแคลเซียม (Calcium) ธาตุอาหารรองสำหรับพืชทุกชนิด De-BUGs เป็นนวัตกรรมเพื่อเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ภายใต้แนวคิด BCG โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย De-BUGs มีประสิทธิภาพป้องกันและกำจัดเพลี้ย ไล่มดและหอยทาก ใช้ได้กับผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ ผลไม้ และพืชไร่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกค้างและอันตรายจากสารเคมีสำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง การพัฒนานวัตกรรม De-BUGs เกิดจากความร่วมมือจากนักวิจัย 3 หน่วยงาน ได้แก่ ดร.ดวงทิพย์ กันฐา, ผศ.วรพจน์ ศตเดชากุล และ น.ส.ณภาส์ณัฐ อู๋สูงเนิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, ดร.นิตยา แก้วแพรก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทีมนักวิจัยได้รับทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจาก วช. เพื่อแปรรูปและเพิ่มมูลค
ปัจจุบันแนวคิดการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) กำลังเป็นที่สนใจในวงการเกษตรและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร การเกษตรแบบคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ ตลาดโลกเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรอีกด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางพืชมูลค่าสูงและโอกาสของเกษตรไทย” ในงานสัมมนา “ไข่ผำ – วานิลลา : เจาะลึกโอกาสธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่” ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ในช่วงหนึ่งของปาฐกถา ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า สินค้าเกษตรของไทยเป็นสินค้าที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตั้งแต่ยางพารา ทุเรียน และลำไย ถือเป็นสินค้าอันดับ 1 ซึ่งทั่วโลกในขณะนี้ กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและภาคเกษตรเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
เพิ่งพูดถึงเนเธอร์แลนด์ไปหยกๆ ในฐานะตลาดดอกไม้ใหญ่สุดของโลก วันนี้ยังต้องพูดต่อ เพราะประเทศเล็กๆ ประเทศนี้เพาะปลูกอย่างแข็งขัน และมีผลผลิตมากมายน่าชื่นใจ ทั้งที่มีพื้นที่เล็กนิดเดียว เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก อยู่กันอย่างหนาแน่น โดยมีประชากรมากกว่า 392 คนต่อตารางกิโลเมตร เกือบ 3 เท่าของไทยที่ความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 136 คนต่อตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ 41,528 ตารางกิโลเมตร หรือราว 2 เท่าของเชียงใหม่ แม้จะเล็กจิ๋วแต่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากอเมริกาที่มีขนาดใหญ่กว่า 270 เท่า เฉพาะในปี 2560 เนเธอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 111 พันล้านดอลลาร์ ในนี้เป็นดอกไม้ 10 พันล้านดอลลาร์ ผัก 7.4 พันล้านดอลลาร์ เนเธอร์แลนด์ดูไม่เหมือนผู้ผลิตอาหารรายใหญ่รายอื่นๆ เลย ที่เพาะปลูกส่วนใหญ่มีขนาดเล็กถ้าว่ากันตามมาตรฐานธุรกิจการเกษตร การเพาะปลูกส่วนใหญ่ทำในโรงเรือน ไม่ใช่บนไร่นาขนาดใหญ่เหมือนของประเทศอื่น แต่เรือนกระจกของเนเธอร์แลนด์บางอันก็ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 500 ไร่เลยทีเดียว โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิเหล่านี้ช่วยให้เนเธอร์แลนด์ที่ตั้งอยู่ในเขตอากาศหนาวเกือบตลอดปี สามารถผลิตและส
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักส่งออกที่มีความสำคัญของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง มีเนื้อที่เพาะปลูกกระเจี๊ยบเขียวรวมทั้งประเทศจำนวน 3,797 ไร่ โดยตลาดการค้าหลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการนำเข้าทั้งในรูปฝักสดหรือแช่เย็นและแช่แข็ง ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตกระเจี๊ยบเขียว ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งออกและในประเทศ โดยอุปสรรคสำคัญ เกิดจากปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และคุณภาพฝักไม่ได้ตามที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ ดังนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร จึงวิจัยและพัฒนาพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง L09 x M14 ซึ่งเป็นสายพันธุ์คัดเลือกจากพันธุ์อินเดียที่ให้ฝักมีคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออกและต้านทานต่อโรคเส้นใบเหลืองในปี 2558แล้วนำมาปลูกคัดเลือกร่วมกับลูกผสมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถคัดเลือกสายพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว คือ “ พันธุ์ กวก.กาญจนบุรี 1”ที่มีลักษณะทางการเกษตรดี ให้ผลผลิตสูง ลักษณะฝักตรง สีเขียว-เขียวเข้มได้คุณภาพตามมาตรฐานการส่งออก และกลายเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 26
