กรมชลประทาน
กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัล จับมือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลภูมิอากาศ เพื่อช่วยเกษตรกรรับมือความผันผวนของสภาพอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตทางการเกษตร กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” โดยจัดอบรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ครอบคลุม 22 ตำบล ในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจด้านการเพาะปลูก โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวนทั้งหมด 1,249 คน เป็นเพศชายจำนวน 280 คน เป็นเพศหญิงจำนวน 969 คน การอบรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ โดยช่วงแรก ระหว่างวันที่ 8 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 เน้นการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หรืออินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ต
วันที่ 4 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ของ วช. และ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งผู้บริหารจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น คณะผู้บริหารจาก วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ดำเนินการสนับสนุนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่มี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชา
.วันนี้ (27 กรกฎาคม 2568) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบ 4 จุดยุทธศาสตร์ในจังหวัดพิษณุโลก และพิจิตร เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่างอย่างมีประสิทธิภาพ .การลงพื้นที่เริ่มต้นที่ฝายบางบ้า ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยที่ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างประตูระบายน้ำท่านางงามแล้ว เป็นอาคารที่ทดน้ำในลำน้ำยมให้สูงขึ้นเพื่อการเพาะปลูกสองฝั่งแม่น้ำยมเหนืออาคาร พบว่าปัจจุบันฝายบางบ้ามีผลกระทบกับการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เห็นสมควรรื้อถอนอาคารออก ซึ่งอยู่ด้านท้ายประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ ก่อนเดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก จุดยุทธศาสตร์สำคัญในการระบายน้ำจากส่วนเกินในแม่น้ำยมสู่ลำน้ำน่าน ก่อนเข้าสู่เจ้าพระยาตอนล่าง โดยในจุดนี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมเจ้าหน้าที่จากสทนช. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมชลป
กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำแม่น้ำยม ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบน เร่งเข้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรอื่นๆ บริเวณจุดเสี่ยงทั้ง 7 จุด ได้แก่.📍จุดที่ 1. เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำในพื้นที่ลงแม่น้ำยม บริเวณ ต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก📍จุดที่ 2. รถแบคโฮแขนยาว 1 คัน รถบรรทุกเทท้าย 1 คัน กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์📍จุดที่ 3. เครื่องสูบน้ำขนาด 30 นิ้ว 1 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำ 24 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำในพื้นที่ลงคลองยม-น่าน บริเวณ ต.ศรีนคร อ.ศรีนคร 📍จุดที่ 4. เครื่องสูบน้ำขนาด 42 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำจากคลองปูลงคลองยม-น่าน บริเวณ ต.คลองมะพลับ อ.ศรีนคร📍จุดที่ 5. เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำในพื้นที่ลงแม่น้ำยม บริเวณ ต.ปากแคว อ.เมือง📍จุดที่ 6. เครื่องสูบน้ำ 10 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสุโขทัยลงแม่น้ำยม📍จุดที่ 7. เครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำออกจากโรงพยาบาลสุโขทัย กรณีมีฝนตกในพื้นที่ กรมชลป
กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุวิภา ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามและลาว ได้สลายตัวเป็นย่อมความกดอากาศต่ำ พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงตอนบนของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลำน้ำสาขาบริเวณริมแม่น้ำโขง ในจังหวัดสกลนครและนครพนม กรมชลประทาน ได้เข้าติดตั้งเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 30 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำ(ปตร.) น้ำอูน อ.ศรีสงคราม , ปตร.หนองบัว อ.นาหว้า , สะพานมิตรภาพน้ำอูน อ.ศรีสงคราม และสะพานบ้านตาล อ.นาหว้า เพื่อเร่งระบายน้ำจากลำน้ำอูน ลงสู่แม่น้ำสงคราม และลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับ ในขณะเดียวกันที่ลำน้ำก่ำ ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปตร.หนองบึง อ.โพนนาแก้ว และปตร.นาขาม อ.นาแก รวมจำนวน 10 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง และรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อีกจำนวน 6 เครื่อง รวมเครื่องสูบน้ำทั้งหมด 11 เครื่อง เร่งสูบระบายน้ำจากลำน้ำก่ำลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ยัง
ในแต่ละปี หน่วยงานภาครัฐ ต้องเสียงบประมาณก้อนโตเพื่อกำจัดวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำ โดยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับชนิดของวัชพืชและสภาพแวดล้อม รวมทั้งใช้เครื่องจักรกลในการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้การไหลของน้ำเป็นปกติ และลดโอกาสการเติบโตของวัชพืชวัชพืชในน้ำหรือตามริมฝั่งคลองส่งน้ำที่มีดินชื้น โดยวัชพืชรากหยั่งดิน มีใบและดอกลอยตามผิวน้ำ มีลำต้นอ่อน ใบบาง ลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด รวมทั้งพืชลอยน้ำที่มีรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา ฯลฯ วัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวา มักเติบโตเร็วและอุดตันคลอง ทำให้การไหลของน้ำลดลง ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ เมื่อวัชพืชตายและเน่าเปื่อยในน้ำ จะทำให้เกิดสารอินทรีย์จำนวนมาก และแบคทีเรียจะใช้ปริมาณออกซิเจนในน้ำสูงขึ้น ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ขณะเดียวกันวัชพืชยังเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์ของแมลงบางชนิด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนและสัตว์ นอกจากนี้ วัชพืชน้ำเหล่านี้ยังลดประสิทธิภาพการเกษตรเพราะกีดขวางการทำนาข้าวและการเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำในคลองส่งน้ำ นำวัชพืชคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่
เกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง (คบ.ท่อทองแดง) เนื้อที่กว่า 550,688 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 6 อําเภอ ได้แก่ อําเภอไทรงาม อําเภอพรานกระต่าย อําเภอเมือง อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร และอําเภอคีรีมาศ อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ต่างมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง หลังใช้แพลตฟอร์มระบบปฎิบัติการส่งน้ำอัจฉริยะที่มีการจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการของพืช ลดการสูญเสียน้ำชลประทานได้ร้อยละ 15 ต่อฤดูกาล นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลงานของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ. ) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดย มจพ. ร่วมมือกับกรมชลประทาน นำเทคโนโลยี IoT เช่น เครื่องมือควบคุมสั่งการอาคารส่งน้ำ เครื่องมือติดตามสภาพน้ำในคลองส่งน้ำ เครื่องมือติดตามความชื้นชลประทานของดินในแปลงเกษตรกรรม รวมทั้งใช้ AI Software ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบปฎิบัติการส่งน้ำในการจัดสรรน้ำที่เหมาะสมกับช่วงเวลาความต้องการน้ำของพืชและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ แบบ Real Time ที่ นำไปสู่การวางแผนการจัดสรรน้ำให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกษตรกรได้เรียนรู
กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาลุ่มน้ำเลยตามพระราชดำริ เผยโครงการ ปตร.ศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเลย ช่วยบริหารจัดการลุ่มน้ำเลยตอนล่าง ป้องกันน้ำโขงหนุนเนื่อง บรรเทาภัยน้ำหลาก กักเก็บน้ำสำรองก่อนไหลออกนอกประเทศ เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้เมืองเลยอีกกว่า 7 หมื่นไร่ เสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ราษฎรเชียงคาน 44 หมู่บ้าน สอดรับนโยบายภาครัฐการเกษตรแม่นยำ มีมูลค่าสูง แล้งนี้ ปตร.นำร่องส่งน้ำให้ประชาชนฝั่งขวาแม่น้ำเลยพันไร่ นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบตร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริไว้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ไว้ว่า “…ควรพิจารณาวางโครงการชลประทานลุ่มน้ำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาสร้างฝายทดน้ำหรือเขื่อนทดน้ำตามความเหมาะสม ในลำน้ำเลยตอนล่างเพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกผืนใหญ่สองฝั่งแม่น้ำเลย ในเขตอำเภอเชียงคาน…” ด้วยสภาพของแม่น้ำเลย ที่มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอภูหลวง เป็นต้นน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็วผ่านอำเภอภูหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่สูงลาดชัน จากนั้นค่อยไหลลงที่ต่ำตอน
กรมชลประทาน ร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้าฯ มุ่งพัฒนาระบบการผลิตและผลผลิตทางการเกษตร นำเทคโนโลยีส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ยกระดับการพัฒนาเกษตรกร ขยายผลสู่ความมั่นคงอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน และ นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) “การวิจัยและพัฒนาการใช้น้ำในภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ” ด้วยการนำอุปกรณ์สารสนเทศสำหรับการทดลองในแปลงทดสอบหาค่า Kc (Crop Coefficient) ที่เหมาะสมสำหรับพืชเป้าหมายที่ให้ผลตอบแทนสูงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงการนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรในการทำแปลงปลูกข้าวในรูปแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในพื้นที่สถานีทดลองการใช้น้ำชลประทานที่ 5 (แม่กลองใหญ่) ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาวะโลกร้อนและการขยายตัวของสังคมและ
วันที่ 12 มีนาคม 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตระหนักถึงสถานการณ์น้ำที่แปรปรวน การปรับเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง สลับกันไป จึงมีงานวิจัยที่ช่วยในการเพิ่มความถูกต้องในการทำนาย จำลองสภาพล่วงหน้า ช่วยในการตัดสินใจ และเตรียมตัว รับมือกับภัยแล้ง และภัยน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น วช. จึงจัดให้มีการแถลงข่าว “แนวโน้มสถานการณ์น้ำ 67-68 และมาตรการการปรับตัว” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการเปิดงานและชี้แจงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหาร วช. ซึ่งมี รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานบริหารแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานบริหารจัดการน้ำ ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ดร.กนกศรี ศรินนภากร หัวหน้างานภูมิอากาศและสภาพอากาศ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ และ ผศ.ดร.จุติเทพ วงษ์เพ็ชร์ คณะวิศ
