กรมวิชาการเกษตร
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักส่งออกที่มีความสำคัญของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง มีเนื้อที่เพาะปลูกกระเจี๊ยบเขียวรวมทั้งประเทศจำนวน 3,797 ไร่ โดยตลาดการค้าหลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการนำเข้าทั้งในรูปฝักสดหรือแช่เย็นและแช่แข็ง ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตกระเจี๊ยบเขียว ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งออกและในประเทศ โดยอุปสรรคสำคัญ เกิดจากปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และคุณภาพฝักไม่ได้ตามที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ ดังนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร จึงวิจัยและพัฒนาพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง L09 x M14 ซึ่งเป็นสายพันธุ์คัดเลือกจากพันธุ์อินเดียที่ให้ฝักมีคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออกและต้านทานต่อโรคเส้นใบเหลืองในปี 2558แล้วนำมาปลูกคัดเลือกร่วมกับลูกผสมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถคัดเลือกสายพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว คือ “ พันธุ์ กวก.กาญจนบุรี 1”ที่มีลักษณะทางการเกษตรดี ให้ผลผลิตสูง ลักษณะฝักตรง สีเขียว-เขียวเข้มได้คุณภาพตามมาตรฐานการส่งออก และกลายเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 26
27 มีนาคม 2568 สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จัดสัมมนาวิชาการ “พืชแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนม ที่ใกล้จะนำไปใช้ประโยชน์และการกำกับดูแล” สร้างการตระหนักรู้สู่สาธารณะชน โดยมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย ผศ.ดร.ธัญญ์วนิช ธัญสิริวรรธน์ จากม.เกษตร วิทยาเขตสกลนคร , ดร.ปิยนุช ศรชัย สทช.กรมวิชาการเกษตร , ผศ.ดร.อนงค์ภัทร สุทธางคกูล ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน , ดร.พงศกร สรรค์วิทยากุล สทช.กรมวิชาการเกษตร , ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และ ดร.ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ ผอ.สทช.กรมวิชาการเกษตร ดำเนินรายการโดยทนายวิชา ธิติประเสริฐ อดีต ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โดยมี ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ กล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนม ซึ่งเป็นเทคนิคที่เหนี่ยวนำการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต ไม่มีการถ่ายฝากสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่น มีความปลอดภัยและความแม่นย
กรุงเทพฯ, 26 กุมภาพันธ์ 2568 : นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “ก้าวสู่อนาคตเกษตรกรรมไทย ผ่านงานวิจัยด้วย AI Chatbot” ณ ห้องพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น พลิกโฉมการเกษตรไทย เปิดตัวนวัตกรรม AI Chatbot “ตัวช่วยอัจฉริยะ” ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนและมันสำปะหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ ผ่านเครื่องมือสืบค้นงานวิจัยด้านการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ที่รวบรวมความรู้ งานวิจัย เกี่ยวกับทุเรียนและมันสำปะหลัง ไว้อย่างครบถ้วน ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ และนำไปใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ จากสองชนิดพืชเศรษฐกิจอันดับต้นของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในแต่ละชนิด นายรพีภัทร์ เปิดเผยว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล กรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทการนำดิจิทัลไปสู่งานวิจัย โดยกรมวิชาการเกษตรมีบทบาทสำคัญในเรื่องการวิจัยสินค้าเกษตรพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับแผนการจัดการเทคโนโลยีของประเ
กรมวิชาการเกษตรหนุนคนไทยเลี้ยง “ไข่ผำ ” พืชมูลค่าสูงสู่การใช้ประโยชน์เชิงการค้า โดยเดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงไข่ผำสู่มาตรฐานพืชอาหาร GAP ให้แก่ผู้สนใจทั่วประเทศ.. เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 เทคโนโลยีชาวบ้าน ผู้นำสื่อออนไลน์ด้านการเกษตรครบวงจร และ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานสัมมนา ‘ไข่ผำ – วานิลลา: เจาะลึกโอกาสธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่’ โดยนำเสนอเคล็ดลับการเพาะเลี้ยงพืชทั้งสองชนิด รวมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพทางเศรษฐกิจและความต้องการของตลาด ซึ่งมีประชาชนเกือบ 300 คน สนใจเข้าฟังงานสัมมนา ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในวันและเวลาดังกล่าว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ นโยบายการทำงานเชิงรุกของกรมวิชาเกษตรกร ภายใต้การนำของนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่พูดคุยบนเวทีสัมมนาช่วง Special Talks ในหัวข้อ Renewable ปรับเกษตรไทย สู่เกษตรมูลค่าสูง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ กรมวิชาการเกษตรกำหนดนโยบายในการพัฒนาสินค้าเกษตร รองรับภาวะโลกรวน และสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต ??? กรมวิชาการเกษตร มุ่งยกระดับการเกษตรไทยสู่ศูนย์กลางการเกษตร อาหารปลอดภัย และเป็
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเค้ก ให้แก่กรมวิชาการเกษตร เนื่องในโอกาสเถลิงศกใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมีนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริ เข้าร่วมรับเค้กพระราชทาน ณ สำนักงานอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สร้างความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้
กรุงเทพฯ 7 พฤศจิกายน 2567 – เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย นำทีมโดรนเพื่อการเกษตร XAG Thailand ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ปฏิบัติการโครงการฟื้นฟูและสกัดการระบาดโรคแมลงศัตรูพืชฉุกเฉินในพื้นที่น้ำท่วมนำร่องที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยทำให้พื้นที่แปลงเกษตรเสียหาย โดยเจียไต๋ในบทบาทของโซลูชัน โพรไวเดอร์ หรือผู้ส่งมอบสูตรสำเร็จทางการเกษตร ได้สนับสนุนโซลูชันการใช้งานผลิตภัณฑ์อารักขาพืชด้วยโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและแรงงาน อีกทั้ง ยังเพิ่มความแม่นยำในการพ่น พร้อมกันนี้ เจียไต๋ได้แนะแนวทางการใช้งานผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้ ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อผู้บริโภค เพื่อเป้าหมายของเกษตรปลอดภัย และตามเป้าประสงค์ในการขับเคลื่อนเกษตรยุคใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทเจียไต๋ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัทเกษตรกรรมชั้นนำของเอเชีย ธุรกิจของเจียไต๋ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปสู่ปลายน้ำ
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมเตรียมจัดงานเปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตรประจำปี 2567ระหว่างวันที่19-22 กันยายน 67 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา กรมวิชาการเกษตร ภายใต้หัวข้อ”จุดประกายพลังวิจัย ขับเคลื่อนเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีศักยภาพมีความพร้อมที่จะใช้ประโยชน์และขยายผลนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้เกษตรกร และนโยบาย IGNITE THAILAND : AGRICULTURE HUB ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก โดยงานวิจัยที่นำมาแสดงปีนี้เป็นผลสำเร็จของบุคลากรกรมวิชาการเกษตร(กวก.)เป้าหมายคือพัฒนายกระดับการเกษตรของประเทศนำมาสู่การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็น 3 เท่าใน 4ปีตามนโยบายของรัฐบาล “ พันธกิจงานวิจัยของกรมคือต้องตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและตลาดผู้บริโภครวมถึงการพัฒนาพันธุ์พืชให้มีปริมาณผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นและลดการนำเข้า อีกทั้งจะต้องตอบโจทย์เรื่องคุณภาพผลผลิต การต้านทานโรคพืชและแมลงศัตรูพืช การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการเพื่อรองรับความมั่น
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าอีกประมาณ 4 ล้านตัน ให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ โดย ปี 2567 คาดการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นมีประมาณ 4.99 ล้านตัน ราคาเฉลี่ย (มกราคม-มิถุนายน) อยู่ที่ 8.78 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าการผลิต 43,787.27 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา ที่ประสบกับภาวะเอลนีโญ ประกอบกับราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง จูงใจให้เกษตรกรเอาใจใส่มากขึ้น นายอนุสรณ์ เทียนศิริฤกษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรให้เป็น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ตามนโยบายรัฐบาล กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยาที่มีภารกิจหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า วิจัยและพัฒนาวิชาการ เกี่ยวกับเทคโนโลยีปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน รวมไปถึงการให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับข้าวโพด ให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ดินก่อนให
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาและวิจัยพันธุ์พืชของหน่วยงานวิจัยภาคเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 และศูนย์เครือข่ายของกรมวิชาการเกษตร (กวก.) ได้สั่งการให้ นายอนันต์ ปัญญาเพิ่ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ เร่งขึ้นทะเบียนพันธุ์กาแฟ Geisha และ Java ที่มีการรวบรวมไว้ที่ศูนย์วิจัยฯ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เพื่อคุ้มครองสิทธิ์และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพกาแฟไทย ปัจจุบันกรมมีกาแฟสายพันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 80 กวก.เชียงราย 1 และ 2 ซึ่งมีกลิ่น รส เป็นเอกลักษณ์ ต้านทานโรคราสนิมและมีผลผลิตที่ดีเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรนำไปปลูกเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้น กรมยังได้เตรียมรับรองพันธุ์ชาแม่จอนหลวงเบอร์ 3 ที่อยู่ในขั้นตอนขอรับรองเป็นพันธุ์แนะนำ เป็นชาคุณภาพสูงเหมาะแปรรูปเป็นชาเขียวมัทฉะ เบื้องต้นมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ในจังหวัดเชียงรายสนใจติดต่อซื้อกล้าพันธุ์ชาจำนวนมากเป็นการตอกย้ำเรื่องคุณภาพสายพันธุ์ดังกล่าว “กรมไม่เคยหยุดนิ่งในการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช สำหรับกาแฟทั้งอะราบิกา-โรบัสตาสายพ
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8สิงหาคม 2567 ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาและวิจัยพันธุ์พืชของหน่วยงานวิจัยภาคเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 และศูนย์เครือข่ายของกรมวิชาการเกษตร(กวก.) ได้สั่งการให้นายอนันต์ ปัญญาเพิ่ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ เร่งขึ้นทะเบียนพันธุ์กาแฟ Geisha และ Java ที่มีการรวบรวมไว้ที่ศูนย์วิจัยฯ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เพื่อคุ้มครองสิทธิ์และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพกาแฟไทย ปัจจุบันกรมมีกาแฟสายพันธุ์กวก.เชียงใหม่ 80 กวก.เชียงราย1 และ 2 ซึ่งมีกลิ่น รส เป็นเอกลักษณ์ ต้านทานโรคราสนิมและมีผลผลิตที่ดีเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรนำไปปลูกเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นกรมยังได้เตรียมรับรองพันธุ์ชาแม่จอนหลวงเบอร์ 3 ที่อยู่ในขั้นตอนขอรับรองเป็นพันธุ์แนะนำ เป็นชาคุณภาพสูงเหมาะแปรรูปเป็นชาเขียวมัทฉะ เบื้องต้นมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ในจังหวัดเชียงรายสนใจติดต่อซื้อกล้าพันธุ์ชาจำนวนมากเป็นการตอกย้ำเรื่องคุณภาพสายพันธุ์ดังกล่าว “กรมไม่เคยหยุดนิ่งในการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช สำหรับกาแฟทั้งอะราบิกา -โร
