กรมวิชาการเกษตร
อุปสรรคสำคัญของการปลูกทุเรียนคือ โรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียน ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด สามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นทุเรียน สร้างความเสียหายอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง และอาจทำให้ทุเรียนยืนต้นตายได้ ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียนอย่างถูกวิธี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยวิธีป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าและฟื้นฟูสภาพต้นทุเรียนที่เป็นโรคในพื้นที่ภาคตะวันออกนี้ทำให้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นประเภทพัฒนางานวิจัยในปี 2566 โดยได้จัดทำแปลงต้นแบบถ่ายทอดขยายผลเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนด้วยวิธีผสมผสานที่นำมาปรับใช้ในพื้นที่ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก ประกอบด้วย การวิเคราะห์พื้นที่ ดูการเขตกรรม ตัดแต่งทรงพุ่มไม่ให้แน่นทึบ แดดส่องลงถึงพื้นดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ขุดร่องระบายน้ำไม่ให้ท่วมขังโคนต้น เก็บดินวิเคราะห์ธาตุอาหารเพื่อส่งเสริมให้พืชแข็งแรง กรณีดินเป็นกรด แนะนำปรับด้วยปูนขาว ฟื้นฟูระบบรากกรณีรากเน่าและเน่าคอดินโดยการราดด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนีย
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมส่งมอบความสุขให้แก่เกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์การเกษตรที่มีคุณภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรไทยมีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 “มอบของขวัญให้เกษตรกรไทยจากใจกรมวิชาการเกษตร” โดยหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมวิชาการเกษตร กว่า 40 หน่วยงาน ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเกษตรกรอย่างครบวงจร ประกอบด้วย 1) การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตพืช ผ่านแผ่นพับ เอกสารวิชาการ และ E-book เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิต 2) มอบพันธุ์พืชพันธุ์ดีและปัจจัยก
กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช มีความปลอดภัยสูง ต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรใช้ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร ให้เกิดความปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ขับเคลื่อนการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยถ่ายทอดสู่เกษตรกรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้และผลิตขยายชีวภัณฑ์เอง ทำให้ได้ผลผลิตพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ลดต้นทุน เพิ่มแหล่งผลิตพืชปลอดภัยในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และส่งเสริมระบบเกษตรปลอดภัยด้วยเกษตรอินทรีย์ โดยชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปลูกไม้ผล และพืชผัก สามารถป้องกันได้ทั้งแมลงศัตรูพืช และโรคพืช ดังนี้ 1. ราเขียวเมตาไรเซียม มีความจำเพาะเจาะจงในการเข้าทำลายของด้วงแรดซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญในมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์ม สามารถทำลายด้วงแรดได้ทั้งในระยะตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย 2. โปรโตซัวกำจัดหนู ใช้ในการกำจัดทั้งหนูบ้านและหนูศัตรูพืช 3. เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใช้ควบคุมโรคตายพรายของกล้วย 4. ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดผง ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลาย
ปัจจัยที่ทำให้ต้นโกโก้มีการเจริญเติบโตที่ดี มีผลผลิตสูง เริ่มตั้งแต่การจัดการต้นกล้า โกโกในเรือนเพาะชำ จนกระทั่งการปลูกลงแปลงและการดูแลรักษาต้นโกโก้โนแปลงอย่างต่อเนื่องรวมถึงระยะปลูก ร่มเงา โรค แมลงและสัตว์ศัตรูโกโก้ ต้นโกโก้ต้องใช้ธาตุอาหารสำหรับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี โดยส่วนหนึ่งของธาตุอาหารอยู่ในต้นโกโก้ เช่น ในลำต้น ราก ใบ ดอก และผล ในช่วง 5 ปีแรก ต้นโกโก้จะมีการเจริญเติบโดอย่างรวดเร็ว จากนั้นการเจริญเติบโตค่อนข้างคงที่และสม่ำเสมอ โดยธาตุอาหารที่ต้นโกโก้ใช้ในปริมาณมากคือ โพแทสเซียม รองลงมาคือไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสตามลำดับ โกโก้ในช่วง 1 – 4 ปี มีการร่วงหล่นน้อยมาก เมื่อใบโกโก้ร่วงหล่นมากขึ้นจะย่อยสลายกลายเป็นธาตุอาหารให้กับต้นโกโก้ต่อไป เมื่อคำนวณปริมาณใบโกโก้ที่ร่วงหล่นออกมาเป็นธาตุอาหารแล้ว พบว่า มีปริมาณของไนโตรเจนมากที่สุด รองลงมา คือ โพแทสเซียม แคลเขียม แมกนีเซียม และ ฟอสฟอรัส ตามลำดับ ผลผลิตของโกโก้ที่นำออกจากแปลงไปจำหน่าย ในรูปของผล (pod) และ เมล็ด (bean) ถือว่าเป็นการนำเอาธาตุอาหารออกจากแปลงไปด้วย และเป็นส่วนที่
บริษัท เอส พี เค จี จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจเคมีเกษตรของไทย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ “การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร” เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีเกษตรให้โปร่งใส ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย รองรับการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เค จี จำกัด เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสารเคมีในตลาดไทย “เอส พี เค จี เชื่อมั่นว่าความโปร่งใสและมาตรฐานในการขึ้นทะเบียนเคมีเกษตร คือรากฐานของการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต เราไม่ได้มองตัวเองเพียงผู้จัดจำหน่าย แต่คือ พันธมิตรเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ที่พร้อมยืนเคียงข้างในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต” ดร.จงกรม ศรีพงษ์พันธุ์กุล กล่าว ภายในงาน ได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ อาทิ นายชัยศักดิ์ รินเกล
คุณณัฐรินี สกุลจงเกษมสุข เกษตรกรคนเก่งวัย 54 ปีชาวอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมทีทำธุรกิจส่วนตัวและทำงานเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งในระหว่างนั้นคุณพ่อคุณแม่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เธอจึงเกิดแนวคิดที่อยากจะดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้าง โดยปลูกผักอินทรีย์ปลอดสารพิษที่ไว้บริโภคเอง เริ่มต้นจากปลูกผักสลัดในกระถางไว้ข้างบ้าน ประมาณ 30-40 กระถาง เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการปลูกผักสลัด ช่วงแรก ๆไม่ประสบผลสำเร็จเลย ผักต้นไม่สวย ยืดบ้าง เพราะได้แสงไม่เพียงพอ ใส่ใจเรียนรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์ คุณณัฐรินี จึงปรับแนวคิดใหม่ศึกษาหาความรู้ด้านการผลิตพืชอินทรีย์ ไปเยี่ยมชมแปลงอินทรีย์ของเกษตรกรที่มีผลงานโดดเด่น เพื่อเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรที่มีประสิทธิภาพเพิ่มเติม เรียนรู้เพิ่มเติมผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ หน่วยงานราชการอื่น ๆ ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาความรู้และศักยภาพเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เข้าร่วมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรต้นแบบ ศพก. เพื่อเสริมความรู้ด้านการใช้ระบบฐานข้อมูลในการทำเกษตร รวมทั้งอบรมด้านการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์กับกรมวิชาการเกษต
ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร มีข้อแนะนำ 5 ประการในการบำรุงดูแลสวนมะพร้าวที่ออกผลแล้วให้ติดผลดกสม่ำเสมอ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. การไถพรวน เกษตรกรควรไถพรวนระหว่างแถวมะพร้าวไม่ให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร ไถแถวเว้นแถวให้ห่างจากต้นข้างละ 2 เมตร ไถสลับกันทุก 2 ปี ตอนปลายฤดูแล้งรากที่อยู่ผิวดินจะแห้งไม่ดูดอาหาร เมื่อถูกตัดก็จะแตกใหม่เมื่อฝนตก 2. การขุดคูระบายน้ำและการรดน้ำในฤดูแล้ง หากมีฝนตกมากและหากปลูกมะพร้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงแปลงปลูก เกษตรกรควรขุดคูระบายน้ำออก อย่าให้มีน้ำขังในแปลง ถ้าฝนแล้งนานก็จะกระทบต่อการผลิดอกออกผล ดังนั้น เมื่อถึงฤดูแล้ง หากพื้นที่ใดพอจะหาน้ำรดให้ต้นมะพร้าวได้ก็จะช่วยให้ต้นมะพร้าวงามดี ออกผลดกไม่เหี่ยวเฉา น้ำที่รดต้นควรใช้น้ำจืด แต่น้ำทะเลก็สามารถใช้รดต้นมะพร้าวได้ 3. การควบคุมวัชพืชในสวนมะพร้าว หากใครปลูกมะพร้าวในพื้นที่แล้งนาน ควรคอยถางหญ้าให้เตียน หรือใช้จอบขุดหมุนตีดินบนหน้าดิน อย่าให้ลึกกว่า 10 เซนติเมตร หรือใช้จานพรวนระหว่างแถวมะพร้าวส่วนบริเวณที่ฝนตกต้องเก็บหญ้าหรือพืชคลุมไว้แต่ไม่ให้ขึ้นรกมาก ควรตัดหญ้าหรือใช้จานพรวนลาก แต่ไม่กดให้ลึกมากเพื
กรุงเทพฯ, 21 พฤษภาคม 2568 – สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (ไทท้า) ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมวิชาการเกษตร เปิดตัวโครงการ “AG Health Volunteer” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายในการเสริมศักยภาพให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยจากภาคเกษตรสู่ชุมชนระดับฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และส่งเสริมความยั่งยืนของภาคการเกษตรในระยะยาว พิธีเปิดโครงการและการอบรมครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18–19 พฤษภาคม ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแสดงความยินดี และเน้นย้ำว่า “โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้ อกม. และ อสม. เป็น ‘ตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลง’ (Change Agents) ในการสร้างชุมชนที่แข็งแรง เกษตรกรได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม” นายภรต ทับไก
แหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตร ที่มีลักษณะต้นใหญ่กว่าแหนแดงพันธุ์พืชเมืองของบ้านเรา ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ภายใน 30 วัน จะให้ผลผลิตแหนแดงถึงไร่ละ 3 ตัน และเมื่อนำไปวิเคราะห์ค่าธาตุอาหาร แหนแดงพันธุ์นี้ จะมีค่าธาตุอาหารหลัก N-P-K ค่อนข้างสูง โดยมีไนโตรเจน อยู่ที่ 5% ฟอสฟอรัส (P) อยู่ที่ 0.8% และโปแตสเซียม (K) 5% เรียกว่า มีค่าธาตุอาหารสูงกว่าพืชตระกูลถั่ว ที่มีค่าไนโตรเจนเพียงแค่ 3%เท่านั้น และถ้าการปลูกถั่วไม่มีการนำเชื้อแบคทีเรียไรโซเบียมมาคลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ถั่ว ธาตุอาหารสำหรับพืชแทบจะไม่มีเลย แหนแดงไม่ต้องพึ่งพาไรโซเบียม เพราะใบของแหนแดงมีโพรงใบ เป็นที่อยู่อาศัยของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาไว้ในตัวได้ เลยทำให้แหนแดงมีค่าธาตุอาหารสูง สามารถที่จะนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสด และเพื่อให้เหมาะที่จะนำไปเป็นปัจจัยการผลิตสำหรับบำรุงพืชเกษตรอินทรีย์ได้หลายชนิด เราต่อยอดนำไปตากแดดให้แห้งเพื่อให้นำไปใช้ได้สะดวกและเก็บได้นานขึ้น ปรากฏว่าค่าธาตุอาหารลดลงไปเล็กน้อยแค่ 0.5% เท่านั้น และเมื่อนำไปทดลองกับการปลูกผักกินใบ อย่างคะน
กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ (สบร.) ให้บริการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 พร้อมสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นในผลการทดสอบสารย้อมสี Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียม (Cadmium) ในทุเรียน จากเหตุผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างหนักเมื่อประเทศจีนตีกลับทุเรียนไทย และเพิ่มความเข้มงวดในข้อกำหนดเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงการตรวจสอบสารเคมีที่อาจมีการตกค้างหรือปนเปื้อนในผลิตผลทางการเกษตร เช่น สารกำจัดศัตรูพืช สารเร่งการเติบโต สารเคมีอื่นๆ โดยเฉพาะ Basic Yellow 2 (BY2) และ แคดเมียม (Cadmium) ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีแนวทางการออกใบรับรองสุขอนามัยพื้นฐานสำหรับการส่งออกทุเรียน โดยกำหนดสินค้าส่งออกไปประเทศจีนทุกตู้หรือชิปเม็นท์ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2568 ต้องมีใบรายงานผลตรวจวิเคราะห์ (Test report) ของแคดเมียม และ สาร BY2 จากห้องปฏิบัติการที่กรมวิชาการเกษตรให้การยอมรับฯ มาแสดงต่อด่านตรวจเพื่อที่จะออกใบรับรองสุขอนามัยพืชทุกครั้
