กรมหม่อนไหม
นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าที่มีความสวยงามและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยคุณลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ทำให้ในปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผ้าไหมเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางร้านมีการจำหน่ายทั้งผ้าที่ผลิตจากเส้นไหมแท้ และผ้าที่ผลิตจากเส้นใยอื่นๆ เช่น ฝ้าย หรือ ใยสังเคราะห์ นอกจากนี้บางร้านยังไม่มีป้ายบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นๆ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ไหม อาจเกิดความสับสนไม่มั่นใจในการซื้อสินค้า ดังนั้น กรมหม่อนไหมจึงจัดทำโครงการรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน (Certified Thai Silk Shop) ขึ้น เพื่อให้การรับรองมาตรฐานร้านค้าจำหน่ายผ้าไหม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ้าไหม อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านค้าที่ผ่านการรับรองจากกรมหม่อนไหมด้วย ร้านค้าที่ผ่านการตรวจรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐานของกรมหม่อนไหมนั้น จะต้องเป็นร้านที่มีการจัดพื้นที่สำหรับจำหน่ายผ้าไหม ซึ่งจะต้องเป็นผ้าไหมที่ได้รับการรั
กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามความร่วมมือ กับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ เช่น “เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ” อ.เขาสมิง จ.ตราด ได้มีทักษะความรู้ ประสบการณ์เรื่องการปลูกหม่อนและเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เพื่อเป็นแนวทางสร้างอาชีพเลี้ยงตนเอง พบว่า ผู้ต้องขัง ที่เข้าร่วมโครงการเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว ส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพการเกษตร โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม ได้ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ คืนคนดีสู่สังคม โดยจัดอบรมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย เพื่อมีความรู้ติดตัวไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สำหรับเรือนจำที่มีพื้นที่ว่างเพียงพอ กรมหม่อนไหมจะเข้าไปส่งเสริมความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกหม่อนผลสด สาวเส้นไหม ฟอกย้อมสีเส้นไหม ทอผ้าไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์ หลายอย่าง อาทิ ชาหม่อน แปรรูปหม่อนผล ผลิตรังไหมสดเพื่อจำหน่าย ฯลฯ
นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงเป็นช่วงที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในทุกสาขาอาชีพรวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เนื่องจากโดยทั่วไปสภาพอากาศร้อนจะไม่เหมาะต่อการเลี้ยงไหม ทำให้ไหมอ่อนแอเป็นโรคได้ง่าย ดังนั้น การเลี้ยงหนอนไหมในช่วงฤดูร้อนจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความสะอาดเป็นอย่างมาก เกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์การเลี้ยงให้ปลอดโรค สำหรับการเลี้ยงหนอนไหมวัย 1-3 ควรปรับลดอุณหภูมิในห้องเลี้ยงไหมโดยใช้วิธีการราดน้ำบนพื้นในโรงเลี้ยงไหมเพื่อลดความร้อนของโรงเลี้ยงไหม ส่วนการเลี้ยงหนอนไหมวัย 4-5 ควรมีการระบายอากาศในช่วงที่อากาศร้อนสูง โดยเลี้ยงไหมในปริมาณที่ไม่หนาแน่นเกินไป ดูแลจัดการสภาพรอบๆ กระด้งเลี้ยงหนอนไหมให้มีการระบายอากาศได้ดี เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรควบคุมอุณหภูมิในโรงเลี้ยงไหมให้อยู่ระหว่าง 24-30 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิในโรงเลี้ยงไหมสูงเกินไป อาจใช้วิธีการติดสปริงเกลอร์บนหลังคาเพื่อลดความร้อนของโรงเลี้ยงไหม นอกจากนี้ ใบหม่อนที่นำมาเลี้ยงไหมควรมีคุณภาพเหมาะสมกับวัยของหนอนไหม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บใบหม่อนควรจะเป็นเวล
นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนมากในช่วงหน้าแล้งจะส่งผลกระทบต่อการปลูกหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีเปอร์เซ็นต์น้ำในใบต่ำ คุณภาพของใบหม่อนจะส่งผลต่อผลผลิตรังไหม เกษตรกรที่ปลูกหม่อนหรือเลี้ยงไหมในช่วงหน้าแล้ง จึงมีข้อควรปฏิบัติในการดูแลแปลงหม่อน ดังนี้ 1. ตัดแต่งกิ่งหม่อน โดยควรเลื่อนการตัดแต่งกิ่งหม่อน จากปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน เป็นหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเป็นช่วงที่ฝนจะเริ่มตกมากขึ้นในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าว วางแผนการเลี้ยงไหมให้สอดคล้องกับการตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากหลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ประมาณ 2- 3 เดือน ต้นหม่อนถึงจะเจริญเติบโตพอที่จะเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้และภายหลังการตัดแต่งควรมีการบำรุงรักษาต้นหม่อน เพื่อให้มีการฟื้นตัวโดยเร็ว 2. รักษาความชื้นในดิน โดยการพรวนดินให้ร่วนซุยและใช้วัสดุคลุมดิน ประเภทอินทรียวัตถุ หรือเศษเหลือของพืชจากการเกษตรต่างๆ เช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง เปลือกข้าวโพด ซังข้าวโพดโดยคลุมระหว่างแถวต้นหม่อน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวดินทำให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน 3. การบริหารจัดการน้ำ
กรมหม่อนไหม หนุนสร้างทายาทหม่อนไหม หวังขยายเครือข่ายอาชีพหม่อนไหมภาคใต้ พร้อมหนุนรักษา “ผ้ายกทอง” ซึ่งเป็นสินค้าผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เยี่ยมชมการทอผ้ายกทองเมืองนคร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราช โดยศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง เป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีฐานะค่อนข้างยากจนให้มีอาชีพ โดยการนำวัตถุดิบในพื้นที่มาแปรรูป และมีการส่งวัตถุดิบจากกองศิลปาชีพสวนจิตรลดา เช่น ด้านผ้าไหม ด้ายผ้าฝ้าย มาทอเป็นผืนผ้า สร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ กรมหม่อนไหม ได้เข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์การทอผ้า องค์ความรู้ในการย้อมสีธรรมชาติให้กับราษฎร โดยมี พ.ต.ทรงวุฒิ วีระสุนทร หัวหน้าชุดประสานงานศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ให้การต้อนรับ จากนั้น อธิบดีกรมหม่อนไหม พบปะคุณครูกุหลาบ ภักดีใหม่ คุณครูประจำโครงงานอาชีพ “กระจูดกะทอผ้า สินค้าบ้านเนินธัมมัง” และนักเรียนในโครงการทายาทหม่อนไหม สำหรับโครงการทายาทห
คุณเสกสันติ์ รอบรู้ และ คุณอัญชลี พงค์ศิริแสน สองสามีภรรยา จากชีวิตจริงในอดีตจากการไม่รู้สู่การเรียนใฝ่คว้าหาความรู้ ฝึกฝนการทอผ้าไหมจนชำนาญ ผลิตผ้าไหมไทยยกดอกจนเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว ออกสู่สายตาชาวไทยและต่างประเทศจนได้รับรางวัลระดับ Asian ฉบับนี้ ผู้เขียนได้นำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยมานำเสนอท่านผู้อ่านโดยผู้เขียนได้ไปสนทนากับสองสามีภรรยา ณ ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม คุณเสกสันติ์และคุณอัญชลี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 บ้านท่อสมาน ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 54120 ภายในบริเวณบ้านเปิดเป็นศูนย์ท่องเที่ยว โรงทอผ้าไหม ห้องแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้คุณเสกสันติ์-คุณอัญชลี เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อ 20 กว่าปีก่อนทั้งสองไปทำงานเกี่ยวกับผ้าไหมที่จังหวัดลำพูน และได้ขอรับการฝึกหัดทอผ้าไหม พอได้ทักษะประสบการณ์ก็กลับมาทอผ้าเองที่บ้าน ต้องทำเองทุกอย่างในการทอผ้าไหม ในช่วงเวลาหนึ่งได้รับการสนับสนุนให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยได้ไปออกงานแสดงนิทรรศการมีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาดูและชื่นชมในผลงาน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความมุ่งมั่นผลิตผ้าไหม และได้รั
คุณนันทวัน โตอินทร์ หรือ ครูไก่ เจ้าของสวนแม่หม่อน ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อดีตแม่พิมพ์ของชาติ ลาออกจากราชการก่อนครบอายุ ผันตัวทำงานเกษตรที่ตนเองรัก บนพื้นที่มรดกคุณพ่อทิ้งไว้ให้ที่อำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 13 ไร่ ครูไก่ เล่าว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการได้มีการคิดวางแผนมาก่อนแล้วว่า หากลาออกจากราชการจะทำอะไรดี จึงได้ศึกษาหาความรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ให้ได้มากที่สุด มองดูรอบๆ พื้นที่แล้วน่าจะเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อของ “ลูกหม่อน” เพราะพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวมีอากาศเย็น และมีแดดส่องทั่วถึง จึงเหมาะกับการปลูกมัลเบอร์รี่ คุณนันทวัน โตอินทร์ หรือ ครูไก่ เจ้าของสวนแม่หม่อน นอกเหนือจากพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว มัลเบอร์รี่ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และวิตามินสูง ปลูกง่าย โตเร็ว อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลากหลาย ทั้งขายผลสด แปรรูปเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ แยม อบแห้ง กวน ครูไก่ บอกว่า โชคดีที่ตนเป็นครูมาก่อน จึงมีนิสัยที่ชอบค้นคว้าหาความรู้ มีมุมมองที่หลากหลาย คิดในระยะยาวหากทำอะไรที่เหมือนคน
นางสาวศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2561 นับตั้งแต่ วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561 นั้น แม้ช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว (ตุลาคม-พฤศจิกายน) จะเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมในการเลี้ยงหนอนไหมมาก เนื่องจากใบหม่อนมีความอุดมสมบูรณ์ ใบไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป โดยอุณหภูมิที่ไหมจะเจริญเติบโตได้ดีอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจมีอุณหภูมิลดต่ำลงบางช่วงในเวลากลางคืน ซึ่งอากาศที่หนาวเกินไปอาจทำให้หนอนไหมกินใบหม่อนน้อยลง เจริญเติบโตช้า ส่งผลทำให้ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ ดังนั้น การเลี้ยงไหมในช่วงฤดูหนาวนั้น เกษตรกรควรเฝ้าระวังเรื่องความชื้น และอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยง ไม่ให้ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส โดยวิธีการต่างๆ เช่น การตั้งเตาไฟที่ปราศจากควันไว้ในห้องเลี้ยงไหมและวางกะละมังหรือถังบรรจุน้ำบนเตา เพื่อเพิ่มอุณหภูมิและความชื้น การปิดหน้าต่างและประตูโรงเลี้ยงไหมเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายใน การพ่นละอองน้ำลงบนใบหม่อนหรือใช้ผ้
นางสาวศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561 นั้น กรมหม่อนไหมมีความห่วงใยเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และได้ติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแจ้งเตือนให้เกษตรกรเฝ้าระวังเป็นประจำ ซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว (ตุลาคม-พฤศจิกายน) นั้นจะเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมในการเลี้ยงหนอนไหมมาก เนื่องจากใบหม่อนมีความอุดมสมบูรณ์ ใบไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป โดยอุณหภูมิที่ไหมจะเจริญเติบโตได้ดีอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ในช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจมีอุณหภูมิลดต่ำลงบางช่วงในเวลากลางคืน ซึ่งอากาศที่หนาวเกินไปอาจทำให้หนอนไหมกินใบหม่อนน้อยลง เจริญเติบโตช้า ส่งผลทำให้ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า คำแนะนำสำหรับการเลี้ยงไหมในช่วงฤดูหนาวนั้น เกษตรกรควรเฝ้าระวังเรื่องความชื้น และอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยง ไม่ให้ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส โด
กรมหม่อนไหม ชูโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อีกหนึ่งผลสำเร็จการส่งเสริมด้านหม่อนไหมเพื่อลดพื้นที่การบุกรุกทำลายป่า พร้อมลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศให้น้อยลง นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการที่กรมหม่อนไหมรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ปี 2561 จำนวน 2 โครงการ 1. การดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือภายใต้กรอบชุมชนอยู่ดีมีสุข ได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือ ให้หันมาประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งหมด 800 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ มีการดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม เกษตรกรเป้าหมาย 200 ราย และ 2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม เกษตรกรเป้าหมาย 600 ราย มีการดำเนินโครงการยึดหลักการตลาดนำการผลิต โดยโครงการนี้เป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรจากเดิมที่ทำกินด้วยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ป่า ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคง ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อขายผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหม พร้อมกันนั้นกรมหม่อนไหมก็ได้ประส
