กุ้งก้ามกราม
วันที่ 21 พฤศจิกายน ของทุกปี ตรงกับ “วันประมงโลก” (World Fisheries Day) ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 14 ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากชีวิตในน้ำให้เกิดความยั่งยืน (Life Below Water) ที่สอดคล้องกับชีวิตการกินการอยู่ของผู้คน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย การประกอบการด้านประมง มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท กุ้งในประเทศไทยมีอุดมสมบูรณ์ทั้งที่เป็นกุ้งน้ำจืด และกุ้งทะเล โดยสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม ที่เป็นกุ้งน้ำจืด ได้แก่ “กุ้งก้ามกราม” ในส่วนที่เป็นกุ้งทะเล “กุ้งกุลาดำ” (Penaeus monodon) เคยเป็นที่นิยมเลี้ยง เนื่องจากมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่นับจากปี พ.ศ. 2545 ที่เกิดวิกฤติโรคระบาดในกุ้งกุลาดำ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จนกรมประมงได้อนุญาตให้มีการทดลองเลี้ยง “กุ้งขาว” หรือ “กุ้งแวนนาไม” (Litopenaeus vannamei) ซึ่งทนต่อโรค เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตที่ดีกว่าทดแทน จากน
คุณพนิดา ภูทองหล่อ ก็เป็นเกษตรกรรายหนึ่งของตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคุณพนิดามาสานอาชีพนี้ต่อ และยังได้รับเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ปี 2561 โครงการ Smart Farmer จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมประมง คุณพนิดา ภูทองหล่อ สานอาชีพต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ตัวคุณพนิดาเองนั้น หลังจบ ม.6 ก็ไปทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ กระทั่งพ่อแม่เสียชีวิตจึงกลับมาบ้านเกิด เริ่มเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 2 แปลง และเช่าพี่สาวทำนากุ้งอีก 5 ไร่ ซึ่งแต่ละปีคุณพนิดาสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รอบ รอบละ 5 เดือน หักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว รอบหนึ่งๆ มีกำไรหลายหมื่นบาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พูดได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐินีเลยก็ว่าได้ ในการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและได้ราคานั้น คุณพนิดา แจกแจงว่า ต้องเริ่มจากการเตรียมบ่อให้ดี กรณีบ่อมีเลนมาก ให้ปาดเลนออกก่อน ต่อมาหว่านปูนขาว 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั่วพื้นบ่อเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนจากสีดำให้เป็นสีเทา เพื่อจะย่อยสลายขี้กุ้ง จากนั้น
“โควิด” ทำให้ทุกอาชีพเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่น้อยเช่นกัน ความโด่งดังของกุ้งก้ามกราม ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับการยอมรับว่า เป็นแหล่งกุ้งคุณภาพดีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรมีความเข้มแข็งรวมเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงรวมกว่า 8,000 ไร่หรือกว่า 5,000 บ่อ ผลผลิต 1,200 ตันต่อปี ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมือง อำเภอยางตลาด และอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยน้ำจากเขื่อนลำปาว นางคำปัน คำมีแสง หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เล่าว่า “จากสถานการณ์ของโควิด ทำให้คนกาฬสินธุ์ที่เคยไปหางานทำอยู่กรุงเทพฯ กลับมาบ้านเรากันเยอะขึ้น เป็นคนรุ่นลูกรุ่นหลาน พอกลับบ้านก็ไม่มีอะไรทำ ก็มาเลี้ยงกุ้ง มาช่วยพ่อแม่ที่เป็นลูกบ่อ เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของเราที่มีอยู่ราว 100 ราย มีพื้นที่ในการเลี้ยงกุ้งราว 1,000 ไร่ ทุกวันนี้ก็มีลูกหลานมาช่วยทำแล้วประมาณ 30%” หากเป็นสถานการณ์ปกติ นี่คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่ลูกหลานกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิดอยู่กันพร้อมหน้า แต่ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเช่นนี้ ผลผลิตกุ้งที่สมาชิกในครอบค
กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด ประกอบไปด้วย ปลานิลในกระชัง กุ้งก้ามกราม ปลาหมอ และปลาดุก ซึ่งกุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำที่เรียกได้ว่าสร้างรายได้ดีไม่น้อยทีเดียว เพราะเกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงแล้วประสบผลสำเร็จและสร้างรายได้เป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน จนสามารถส่งต่อการเลี้ยงมาสู่รุ่นลูกเพื่อดำเนินการเลี้ยงบนพื้นที่ดินของตัวเองโดยไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน คุณฤทธิเกียรติ นาชัยฤทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 7 ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นเกษตรกรที่ได้รับช่วงต่อการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจากคุณพ่อคุณแม่ โดยทำการตลาดที่ตอบโจทย์กับยุคสมัยมากขึ้นด้วยการทำตลาดออนไลน์ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ห่างไกลออกไปนอกตัวจังหวัดกาฬสินธุ์กี่กิโลเมตร กุ้งก้ามกรามจากบ่อก็ยังส่งไปถึงอย่างมีคุณภาพและคงความสดด้วยระบบขนส่งในปัจจุบันที่มีการพัฒนามากขึ้น คุณฤทธิเกียรติ เล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีใหม่ๆ นั้น ได้ออกไปหางานตามเมืองใหญ่ เปลี่ยนงานหลากหลายสาขาอาชีพ เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นในประเทศ จึงได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด โดยครอบครัวมีอาชีพทางด้านการประมง คือ เลี้ยงกุ้งก้าม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร. สุวรรณภูมิ) ส่งทีมอาจารย์นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านลงพื้นที่ทำงานวิจัย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีบนฐานศักยภาพ ทรัพยากรชุมชน และภูมิปัญญาพื้นถิ่น โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้กับชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง ทั้งในศูนย์พื้นที่ที่จัดการเรียนการสอนและพื้นที่ใกล้เคียง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาขวัญ ทองรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร. สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโครงการหมู่บ้านวิถีวิทย์กุ้งก้ามกรามองค์รักษ์ ตำบลองค์รักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงกุ้งต่อเนื่องมาประมาณ 30 ปี ในพื้นที่ 10,000 ไร่ สิ่งที่เกษตรกรประสบ คือ ปัญหาหนี้สิน จากการขาดทุนสะสม ต้นทุนการเลี้ยงสูงและได้รับราคากุ้งที่ไม่เป็นธรรมด้วย จึงร่วมมือกับคณาจารย์และนักศึกษาเข้าไปให้ข้อแนะนำโดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมไปปรับใช้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี การเลี้ยงกุ้งให้โตเร็ว ปลอดโรค อัตราการรอดตายสูง ลดต้นทุนการผลิต พร้อมกับการแปรรูปเพิ่มมูลค่ากุ้งก้ามก
นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกิจกรรมเปิดบู๊ธช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจากอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยนำกุ้งก้ามกรามและปลา จำนวน 5 ตัน มีทั้งแบบสดและแบบย่างมาจำหน่าย พร้อมเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมอุดหนุนผลผลิตจากเกษตรกรส่งตรงถึงมือได้ที่บริเวณหน้าบริเวณทางเข้า ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26-29 มกราคม 2564
เมื่อเอ่ยถึง กาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ฯลฯ ตลอดจนป่าไม้ธรรมชาติในเขตอุทยานฯ ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ที่ชื่นชอบความสงบ กาญจนบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดมีการทำเกษตรกรรมที่หลากหลาย เช่น ปลูกผัก ทำไร่อ้อย ตลอดจนการทำนา ฯลฯ และมีทำการประมง คือเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแม่กลอง และยังมีบางพื้นที่เลี้ยงกุ้งอีกด้วย คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี เปลี่ยนจากไร่อ้อย ทำบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คุณอรอนงค์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพทำไร่อ้อย ด้วยปัญหาของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงคิดหาทำการเกษตรด้านอื่นที่อาจสร้างรายได้ให้กับเธอได้มากขึ้น “สมัยก่อนทำไร่อ้อยเป็นอาชีพ รายได้ปีละครั้ง เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด พอดีมีคนที่อยู่แถวอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณฯ เข้ามาเช่าที่ข้างๆ ที่เราทำไร่อ้อยอยู่ แต่เ
กุ้งก้ามกราม โดยธรรมชาติจะอยู่ในแม่น้ำลำคลอง แทบทุกจังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย สมัยก่อนนั้นพบกุ้งชนิดนี้ชุกชุม ทำให้จับได้ง่ายโดยเฉพาะในฤดูหนาว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทำให้กุ้งก้ามกรามที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนที่น้อยลง เมื่อความต้องการของผู้บริโภคยังไม่สิ้นสุด ในการที่จะนำกุ้งก้ามกรามมาประกอบอาหาร เพราะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย สามารถนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ กุ้งเผา หรือแม้แต่ทอด จากความต้องการที่มีมาก แต่ปริมาณกุ้งชนิดนี้กลับมีน้อยลงในธรรมชาติ ทำให้กุ้งมีราคาแพง จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ คุณธนู หอมชุนภิรมณ์ อยู่บ้านเลขที่ 15/3 หมู่ที่ 6 ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นอาชีพ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้แบบตัวยงกันเลยเดียว จากผู้รับเหมาก่อสร้าง สู่ชีวิตเกษตรกร คุณธนู เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีนั้นมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เมื่อผ่านมาถึงปี 2540 เกิดปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จึงได้เปลี
คุณนรินทร์ มีวงศ์ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทางด้านการประมงที่ขึ้นทะเบียนทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ มีอยู่ประมาณ 13,000 ราย โดยสัตว์น้ำที่เลี้ยงเป็นหลักประกอบไปด้วย ปลานิลในกระชัง กุ้งก้ามกราม ปลาหมอ และปลาดุก ซึ่งการเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรในพื้นที่มีการใส่ใจในเรื่องของการเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุนมากขึ้น จึงมีการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นปัจจัยในการซื้ออาหารเลี้ยงปลาได้ในราคาที่ถูกลง ตลอดไปจนถึงในเรื่องของการทำตลาดไม่โดนเอาเปรียบ ทำให้เกษตรกรเกิดรายได้และทำอาชีพทางด้านการประมงได้อย่างยั่งยืน “เนื่องจากการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรเกิดรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทางหน่วยงานของเราก็ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการสนับสนุนพาเกษตรกรไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดและปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่เกษตรกรในพื้นที่ทำได้ประสบผลสำเร็จ เราจึงได้แนะนำส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ทุกด้าน จึงทำให้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับมาตรฐาน GAP มีความสด
คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี ช่วงประมาณ ปี 2541 คุณอรอนงค์ บอกว่า ทดลองเลี้ยงประมาณ 2 บ่อ นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสำหรับเธอ “ปรากฏว่าดีมากในช่วงแรกที่ทำ ราคาก็ได้ดีด้วย กุ้งประมาณ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้ราคาประมาณ 180-200 บาท พอเรามาเปรียบเทียบดูระหว่างทำไร่อ้อยกับเลี้ยงกุ้ง กุ้งนี้น่าจะดีกว่ามาก แถมช่วงนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเลย เลี้ยงง่าย กุ้งแข็งแรงดี เป็นอาชีพที่ดีมาก” คุณอรอนงค์ กล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาของเธอ คุณอรอนงค์ บอกว่า ในช่วงที่ทำบ่อเลี้ยงใหม่ๆ มีพื้นที่เท่าไหร่ก็จะขุดบ่อทั้งหมด แต่ขนาดที่เหมาะสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ขนาดบ่อประมาณ 4 ไร่ “เราต้องเอาที่ดินเราเป็นเกณฑ์ ว่าที่ดินเรามีกี่ไร่ แต่ถ้าจะดีสำหรับเลี้ยงกุ้ง ต้องประมาณ 4-5 ไร่ ความลึกประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งบ่อใหม่ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะว่ามันยังสะอาดอยู่ ไม่มีเรื่องโรคมากนัก แต่ถ้าพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว ก็มีการเตรียมบ่อโดยโรยปูนขาวเพ
