กุ้งก้ามแดง
หากพูดถึงสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มาแรงในยุคนี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง กุ้งเครย์ฟิช หรือ กุ้งก้ามแดง หรือที่ทุกคนจะรู้จักกันในชื่อ กุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและมีความน่าสนใจเหมาะแก่การลงทุน ทั้งยังมีอัตราการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นกุ้งที่เชฟทั่วโลกให้การยอมรับว่า มีรสชาติอร่อย รูปร่างสีสันสวยงาม และมีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อปูผสมเนื้อกั้ง จนร้านอาหารทั่วโลกต้องมีเมนูที่ใช้กุ้งชนิดนี้เสิร์ฟกันทั่วโลกเลยทีเดียว และเพื่อให้การเพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชเติบโตเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษยชาติ Singapore Crawfish ฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชแห่งเดียวในสิงคโปร์และเป็นผู้บุกเบิกโซลูชันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันถือเป็นบริษัทที่ทำกำไรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างพันธมิตรกับเกษตรกรในประเทศเหล่านี้ เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชให้เกิดความยั่งยืน “กุ้งเครย์ฟิช” โซลูชันใหม่แก้ปัญหาภาวะขาดแคลนอาหาร Singapore Crawfish ถือเป็นบริษัทเชิงพาณิชย์แห่งเ
จ่าทหารเรือ เลี้ยงกุ้งก้ามแดงเพื่อการค้า สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว มีตลาดรองรับทั้งลูกค้าต่างจังหวัดและร้านอาหารในจังหวัดแห่กันมาซื้อหาไปเลี้ยง ไปเป็นอาหาร เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ใครก็สามารถเลี้ยงกุ้งก้ามแดงได้อย่างสบาย ทนต่อโรค เลี้ยงง่าย ขายคล่อง ขายตั้งแต่ลูกไปจนถึงพ่อแม่พันธุ์มาเกือบปีแทบไม่พอขาย จ่าชัยสิทธิ์ เจียงชี รับราชการเป็นทหารเรืออยู่สัตหีบ หันมาทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เมื่อปี 2540 ทางหน่วยงานของจ่าชัยสิทธิ์ ได้ไปดูตัวอย่างโครงการของในหลวงที่นำกุ้งก้ามแดงจากประเทศออสเตรเลีย มาเลี้ยงที่ภาคเหนือ…และยังมีหน่วยงานของรัฐแนะนำการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงนี้ให้แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อที่จะได้นำไปประกอบเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว จ่าชัยสิทธิ์ ศึกษาการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้จากผู้รู้และในหมู่เพื่อนทหารด้วยกัน จนรู้และแน่ใจว่าสัตว์ชนิดนี้เลี้ยงง่าย ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญโตเร็วและมีตลาดรองรับ แถมยังสร้างรายได้งาม เมื่อรู้และเห็นว่าทำได้ ประกอบกับเลี้ยงง่ายจึงตัดสินใจลงมือทำ หลังจากที่คุ้นเคยกับการเลี้ยง เจ้าของผสมพันธุ์กุ้งก้ามแดงด้วยตัวเอง ในการลงมือทำ ยิ่งได้ใจเพราะว่าไม่พ
ใช่ว่าแต่คนเท่านั้นที่ข้ามเส้นพรมแดน สรรพสัตว์ก็ข้ามแดนไปมาไม่รู้กี่ยุคสมัยมาแล้ว การข้ามแดนของพืชและสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอาจทำให้ยังชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือทำให้สัตว์กลายพันธุ์ รวมทั้งอาจผสมข้ามพันธุ์ส่งผลให้สัตว์และพืชท้องถิ่นกลายพันธุ์ได้ กระนั้นอีกมุมหนึ่งสัตว์และพืชที่ข้ามแดนมาอาจเจริญเติบโตได้ดี กระทั่งนานไปก็กลายเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประจำถิ่นไปโดยปริยาย เรื่องราวของสัตว์ข้ามแดนผนวกกับเรื่องของหญิงสาวรุ่นใหม่ 2 คน ที่อยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ฉันสนใจสัตว์น้ำนามว่า กุ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กุ้งที่เห็นๆ กินๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างที่เรารู้จักกันในนามกุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วยประมาณนี้ แต่กุ้งที่ว่านี้มีชื่อแปลกหูและรูปทรงแปลกตา เป็นกุ้งสัญชาติต่างประเทศที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นกุ้งน้ำจืด สวยงามและกินได้ด้วย ฉันได้รับรู้เรื่องราวของกุ้งที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ จนอดรนทนไม่อยู่ต้องตามหา 2 สาว นักเลี้ยงกุ้งมาคุยด้วย ไม่ใช่แค่กุ้งที่น่าสนใจ หากว่า 2 สาว ก็น่าสนใจในแง่ของเกษตรกรประมงรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต
“ประทีป มายิ้ม ” เกษตรกรเจ้าของ “ สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ผู้ใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000บาท สร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต เมื่อคุณประทีปอายุ 19 ปีเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอก ไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี คุณประทีปทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลาก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโด 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศ หรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ “ ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มากแถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำดี และมีอุณหภูมิความชื้นที
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการทำประมงก็มาแรงไม่แพ้การทำเกษตรด้านอื่นๆ โดยเฉพาะ กุ้งก้ามแดง กำลังเป็นที่จับตาของใครหลายๆ คน ที่ต้องการจะเลี้ยงสร้างอาชีพ โดยจับตามองกันว่าเป็นการเลี้ยงเพื่อตามกระแส หรือว่าเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่ยั่งยืนกันแน่ เพราะจากมุมมองจะเห็นเป็นเพียงเพาะพันธุ์ขายแล้วนำมาเลี้ยงให้สวยงามจึงดูไม่ยั่งยืน แต่จริงๆ แล้ว กุ้งก้ามแดง ไม่เพียงแต่เลี้ยงสวยงามได้เท่านั้น ยังสามารถกินได้ด้วยเช่นกัน คุณวิศรุต ใจเมือง อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสนใจในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาเองเลี้ยงแบบไม่ได้หวังเพื่อดูเป็นสัตว์น้ำสวยงามที่อยู่ภายในตู้ แต่นำมาเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อที่สามารถนำไปประกอบอาหาร เป็นเมนูกุ้งก้ามแดงที่บอกเลยว่าเห็นแล้วน้ำลายสอไม่น้อยกันเลยทีเดียว เลี้ยงกุ้งไว้เป็นอาชีพเสริม หลังว่างจากทำนา คุณวิศรุต เล่าให้ฟังว่
ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ศีรษะภูมิ อาจารย์ภาควิชาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เผยถึง ข้อข้องใจของหลายคนที่ว่า กุ้งก้ามแดงเป็นสัตว์เลี้ยงตามกระแส หรือ เป็นสัตว์เลี้ยงปั่นราคา หรือไม่นั้น ??? ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ได้เปิดเผย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”มาดังนี้ กุ้งก้ามแดง ไม่ใช่เป็นกุ้งพื้นเมืองของไทย แต่ได้นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เมื่อราว 10กว่าปีเศษที่ผ่านมา โดยจุดประสงค์เพื่อการค้า อันดับแรก ต้องพูดให้ตรงกันก่อนว่า เรากำลังจะพูดถึงกุ้งก้ามแดง ที่มีสีแดงตรงปลายก้าม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cherax quadricarinatus และที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อ (เพราะกุ้งตัวนี้ และบรรดาเครือญาติที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน ก็มีสีสัน คุณสมบัติ จุดประสงค์การเลี้ยงต่างกัน) ส่วนที่เรียกกันว่า กุ้งเครย์ฟิชนั้น คือการเรียกกุ้งในกลุ่มนี้ ทั้งหมด บางชนิดมีสีสันสวยงาม สีฟ้า สีขาว เป็นต้น (บางสายพันธุ์นำเข้าจากออสเตรเลีย บางสายพันธุ์นำเข้าจากอเมริกาเหนือ) รวมถึงกุ้งก้ามแดง ก็เป็นเครย์ฟิช ชนิดหนึ่ง (ง่ายๆคือ ภาษาสากลของชาวต่างชาติ เรียกกุ้งทั้งหมดเหล่านี้ ว่าเครย์ฟิช ซึ
กุ้งก้ามแดง หรือที่บางคนเรียก ล็อบสเตอร์น้ำจืด เป็นสายพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกุ้งก้ามแดงได้นำมาทดลองเลี้ยงในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้เล็งเห็นความต้องการของตลาด ทรงทดลองเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร และได้มอบหมายให้โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ กรมประมง หน่วยวิจัยประมงน้ำจืดบนพื้นที่สูงอินทนนท์ ทำการศึกษาทดลองเลี้ยง ซึ่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยผลผลิตรุ่นแรกได้ถูกนำมาใช้ประกอบอาหารในการถวายเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะในวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนั้นมา หน่วยวิจัยประมงน้ำจืดบนพื้นที่สูงอินทนนท์ก็ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในนาข้าว และจากการเลี้ยงในนาข้าวของเกษตรกรที่บ้านแม่กลางหลวงดอยอินทนนท์ นำมาสู่การเลี้ยงและขยายพันธุ์กุ้งก้ามแดงเพื่อจำหน่ายเป็นเชิงการค้าได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา รวมถึงมีการขยายพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในพื้นที่อื่น
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย จากพนักงานบริษัท ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นปร
นายดลมนัส กาแจ นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย แจ้งมาว่า จากการสำรวจอย่างคร่าวๆ ของสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10,000 ราย แต่กระนั้นทางหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง ยังไม่มีการับรอง และยังไม่ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง รวมถึงมีการห้ามนำเข้าอีกด้วย ดังนั้น เพื่อความกระจ่างแจ้ง และเข้าใจที่ถูกต้องทั้งเรื่องของมาตรฐานการเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบตามกฎหมาย รวมถึงทิศทางการตลาดกุ้งเนื้อทั้งในและต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเชิงวิชาการ “แนวทางส่งเสริมและการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย” ในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หัวข้อการสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ ความจริงของกุ้งก้ามแดง (เครย์ฟิช) เอเลี่ยนหรือสัตว์เศรษฐกิจ โดย : ดร. สุขกฤช นิมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในประเทศไทย มาตรฐา
