ข้าวหอมมะลิ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายพันธุ์ข้าว และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดตัวเมล็ดข้าวพันธุ์ “หอมแม่โจ้ 9” เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลัก ส่งต่อข้าวพันธุ์ดีถึงมือเกษตรกร และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ในงาน มี ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เป็นประธานในพิธี ผู้ร่วมงานประกอบด้วย รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คุณสุทัศน์ เจริญธรรมรักษา ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณเกษม ผลจันทร์ นายกสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ผศ.ดร.วราภรณ์ แสงทอง ผู้อำนวยการหน่วยความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตัวแทนกรมส่งเสริมการเกษตร ตัวแทนกรมการข้าว และเกษตรกร ข้าวหอมแม่โจ้ 9 ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์ 8 ปี โดยได้รับงบประมาณจาก สวก.50 ล้านบาทในการวิ
“ข้าว” เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท แต่ปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่นับวันเรี่ยวแรงกำลังจะถดถอยลงทุกที ลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ก็ออกไปทำงานในเมือง ทำให้หลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงว่า อนาคตข้าวไทย จะขาดแคลน เพราะขาดทายาทที่จะมาสืบทอดอาชีพชาวนา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงประกาศนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer โดยมุ่งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เกิดการยอมรับการสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมให้ก้าวหน้า สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพป้อนครัวไทย และครัวโลกในอนาคต กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ใน 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) คือเกษตรกรคนดี คนเก่ง ที่เป็นต้นแบบของเกษตรกรรายอื่นได้ และมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ปี 2. เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF ) มีอายุระหว่าง 17-45 ปี ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร หรือบุคคลที่ผ่านสถาบันการศึกษามา แต่มีความรักในอาชีพเกษตรกรรม ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรมในอนาคต เครือข่ายเกษตรกรรุ
ข้าวไทย เป็นอีกหนึ่งสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ เพราะจะเห็นได้ว่าการทำนาในบ้านเรามีการทำกันมาอย่างยาวนาน มีการปรับปรุงการทำนาและการวิจัยพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในบ้านเราสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้อยู่เสมอ โดยตลาดต่างประเทศมีความต้องการผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวนุ่ม ข้าวหอมมะลิ และข้าวที่ปลูกในระบบอินทรีย์ ที่ประเทศไทยสามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ คุณสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมวัชพืชและกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว ตลอดจนถึงสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย คุณคารมย์ ขุนหล้า ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด เปิดเผยต่อว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรใน
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน กับคำถามเดิมว่า เป็นอย่างไรกันบ้างหนอ กับชีวิตในแบบนิวนอมัล new normal เราต้องช่วยกันดูแลสุขภาพตัวเองทั้งเพื่อตัวเองและส่วนรวม การสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่าง กระทั่งเข้าใช้บริการที่ไหนก็ต้องสแกนแอพไทยชนะ สิ่งเหล่านี้อาจดูหยุมหยิมยุ่งยาก แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ประเทศไทยของเรา ก้าวหน้าในเรื่องสาธารณสุขอย่างมากมายจนติดอันดับ 2 ของโลก และในช่วงโควิดนี่เอง ทำให้ผมได้รับรู้ในหลายๆ เรื่อง ส่วนหนึ่งคือการปราชัยของระบบเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงระดับโลก แต่สิ่งที่ยังตอบสนองผู้คนโดยทั่วไปก็คืออาหาร ในช่วงแรกผมยังอดวิตกไม่ได้ว่า ทุเรียนของบ้านเราจะเป็นอย่างไรหนอ แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ชาวสวนทุเรียนกลับมายิ้มได้เต็มหน้า ตลาดจีนยังเป็นจุดขายที่สำคัญของผลไม้ไทยอยู่เสมอ ปีนี้ผมได้คุยกับกรรมกรชาวสวนท่านหนึ่ง อดใจไม่ไหวที่จะต้องเอามาเล่าให้ฟัง (อ่าน) กัน เพราะผมเชื่อว่าคงไม่ธรรมดานักกับการเริ่มต้นอีกหนึ่งอาชีพในสาขาที่แตกต่างกัน จากกรรมกร เอ๊ย! กรรมการผู้จัดการ บริษัท สีมาโลหะภัณฑ์ จำกัด ผู้ผลิตแผ่นตะแกรงโลหะทุกชนิด แต่อีกบทบาทห
ผู้เขียนและทีมงานได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2562 โดยคำขอร้องของ คุณไพฑูรย์ ฝางคำ หัวหน้ากลุ่มเกษตรตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า คุณไพฑูรย์อยากได้ต้นพันธุ์หน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮจากจังหวัดแพร่ ซึ่งผู้เขียนและทีมงานที่ตำบลสวนเขื่อน จังหวัดแพร่ ได้รวมกลุ่มกันปลูก ได้เผยแพร่ออกทางยูทูบ คุณไพฑูรย์เห็นก็สนใจ จึงโทร.มาสั่งกล้าพันธุ์ไผ่หวาน ก่อนจะนำไปส่งให้ ผู้เขียนได้ถามข้อมูลจากคุณไพฑูรย์ว่า ที่ดินที่ทำกินอยู่แห้งแล้งหรือไม่ เพราะหน่อไม้ไผ่หวานนี้จะทำหน่อนอกฤดูได้ถ้าให้น้ำดี คุณไพฑูรย์ บอกว่า พอมีน้ำอยู่ เพราะอำเภอห้วยทับทันก็สมชื่อของเขา มีคำว่า ห้วย ก็มีห้วยอยู่จริง ไม่เหมือนห้วยขวาง ที่กรุงเทพฯ ชื่อว่าห้วยขวาง แต่ก็ไม่มีห้วยจริง เป็นเพียงชื่อเรียกขานกันเท่านั้น เมื่อเดินทางไปถึงอำเภอห้วยทับทัน ก็สมชื่อของเขาจริง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ จะอยู่ก่อนถึงตัวจังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 50 กิโลเมตร เลยจังหวัดสุรินทร์ไปเพียง 30-40 กิโลเมตร เท่านั้น ก่อนถึงอำเภอจะพบบึงน้ำขนาดใหญ่ขวางหน้าอยู่ ผู้เขียนเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกก็รู้สึกตื่น
ตำนานเก่าทั้งของไทยและอุษาคเนย์เล่าเรื่องข้าวไว้หลายเรื่อง มีอยู่เรื่องหนึ่ง เล่าคล้ายๆ กัน คือบอกว่า ข้าวนั้นแต่เดิมเมล็ดใหญ่เท่าผลมะละกอ ไม่มีเปลือก ไม่ต้องปลูก ถึงเวลาสุกจะบินมาเข้ายุ้งฉางเอง แถมรสอร่อยมาก จนกินเปล่าๆ ได้ ฯลฯ คุณสมบัติประการหนึ่งของข้าวในอุดมคติโบราณจึงคือมี “รส” เฉพาะของตัวเอง ถึงขนาดกินเปล่าๆ โดยไม่ต้องมีกับข้าวก็ยังได้ คำประณามพจน์นี้ดูเหมือนล้ำเกินไปจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ช่วง 3040 ปี มานี้ ซึ่งคุ้นชินกับข้าวขัดขาว หุงสุกแล้วจืดสนิท ไม่มีรสชาติใดๆ เหลืออยู่อีก มาในช่วงหลัง จึงเริ่มมีข้าว “หอมมะลิ” และข้าวหอมพันธุ์อื่นๆ แพร่หลายในตลาดให้ซื้อหามาหุงบ้าง แต่ความรู้และการรู้จักกินข้าวของคนไทยก็ดูจะยังไม่เปลี่ยนผ่านไปมากนัก ถ้าเอาแค่กรอบเพดานความคิดแบบโหยหาอดีต มันดูเหมือนคนปัจจุบันสูญเสียโอกาสที่จะ “กินหลากหลาย” ไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจในแวดวงนอกหน่วยงานราชการ มีกลุ่มชมรม มูลนิธิ ตลอดจนคณะวิชาในสถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อยทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้มีคุณภาพ ตอบสนองทั้
บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) ได้ผลิตข้าวถุงน้องใหม่ Limited Edition แบรนด์ ฮักพะเยา (Hug-Phayao) ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่ จ.พะเยา ที่มีลักษณะเฉพาะของอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่พิเศษ จากผืนนาดินเหนียวใกล้เชิงภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว โอบล้อมด้วยภูเขาสูง ผสมผสานกับแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุที่เหมาะสม และสภาพอากาศที่พอดี ปราศจากมลพิษ จนเป็นข้าวหอมมะลิ คุณภาพดี เมล็ดเรียวยาว ขาว ใส และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ คงความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิ จ.พะเยา ได้อย่างลงตัว จนกระทรวงพาณิชย์ยกให้เป็นข้าวหอมมะลิที่ดีสุดในประเทศไทย คุณภาพอันดับ 1 ประจำปี 2562 นอกจากนี้ รายได้จากข้าว “ฮักพะเยา” ทุกถุง ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนเกษตรกร จ.พะเยา ที่อยู่ในโครงการ GAP Plus ให้มีรายได้สูงขึ้น ข้าวที่เกษตรกรปลูก มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เพราะบริษัทฯ รับซื้อข้าวคืน ตามข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตคืนในรูปแบบ “พะเยาโมเดล” ตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่ง “พะเยาโมเดล” มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด เพื่อนำร่องไปสู่จังหวัดอื่นๆ และขยาย
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จัดงานโดยกรมการข้าว ในงานมี “กลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้” มาออกร้านแนะนำผลิตภัณฑ์ จากการพูดคุยถึงที่มาที่ไปน่าสนใจเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้น ชาวบ้านเห็นว่า คุณสมภพ ลุนาบุตร ปลูกอินทผลัมกินผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 500 บาท ต่างจากข้าวหอมมะลิ บางปีกิโลกรัมละ 6-8 บาท จึงอยากให้ข้าวราคาดีบ้าง โดยตั้งเป้าแปรรูปข้าวจำหน่าย คุณสมภพ หนึ่งในแกนนำการก่อตั้งกลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ เล่าถึงข้อมูลประวัติความเป็นมาตลอดจนการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารว่า กลุ่มตั้งขึ้นเพื่อความอยู่รอดของชาวนาและเกษตรกรในพื้นที่ ผลผลิตที่ได้จากพื้นที่ทำการเกษตรของสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิเป็นหลัก โดยลักษณะเด่นทั่วไปของข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้นั้นเหมาะสำหรับใช้บริโภคหรือแปรรูป เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีความหอมนุ่ม เมล็ดข้าวสวยงามมีลักษณะที่เรียวยาว ข้าวตราเพชรทุ่ง นุ่มหอม “ข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวหอมมะลิที่ผลิตภายใต้ชื่อ “เพชรทุ่ง” เป็นข้าวหอมมะลิท
ราคาข้าวหอมมะลิปี’62/63 ดีดขึ้นตันละ 3,000 บาท ข้าวเปลือกตันละ 19,000 บาท ข้าวสารตันละ 36,000 บาท หลังวิกฤตน้ำท่วมทับแล้งอีสาน คาดผลผลิตข้าวเปลือกมะลิวูบ30-40% หากน้ำยังสูงเกี่ยวยากผลผลิตออกล่าช้าครึ่งเดือน แถมข้าวป่นไม่สมบูรณ์ หลังจากเกิดภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อช่วงกรกฎาคม สร้างความเสียหายในพื้นที่ปลูกข้าวหลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น แต่ยังไม่ทันจะชดเชยความเสียหายก็เกิดวิกฤตน้ำท่วมอย่างรุนแรงในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ซึ่งแต่ละจังหวัดล้วนแต่เป็นพื้นที่หัวใจสำคัญในการปลูกข้าวหอมมะลินาปี 2562/2563 และพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวโดยเบื้องต้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางจังหวัดอุบลราชธานีประเมินความเสียหายพื้นที่ปลูกข้าว 4 แสนกว่าไร่ แหล่งข่าวจากกลุ่มโรงสีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เดิมจากภาวะภัยแล้งคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกจะเสียหาย 20% เพราะมีบางส่วนที่ยืนต้นเหลืองจะตายแต่ฝนตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งขณะนี้ประเมินผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมยากเพราะปริมาณน้ำที่ท่วมสูง และตัดขาดเส้นทางคมนาคมในหลายจังหวัด ทำให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างล่าช้
อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทยชี้ ภัยแล้งกระทบหนักดันราคาข้าวสารพุ่งสูงกว่า 40% ในรอบหลายปี ขณะที่สถาณการณ์เริ่มเห็นชัดมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่าน คาดว่าในเดือนตุลาคมจะมีข้าวนาปรังจากเหนือและอีสานมาช่วยบรรเทา นายสมศักดิ์ ตังพิทักษ์กุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถาณการณ์ราคาข้าวในช่วงนี้ค่อนข้างสูง ข้าวเปลือกมีปริมาณน้อยซึ่งเป็นผลกระทบมาจากภัยแล้งในปีนี้ เกษตรกรจะเก็บข้าวไว้บริโภคเองและไม่นำออกมาขาย เพราะมีความเสี่ยงมากที่จะไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ ในต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกจากราคา 15-16 บาท/กก. เพิ่มขึ้นเป็น 20-21 บาท/กก. ส่วนราคาข้าวสาร (เหนียว) ปัจจุบัน ราคาขายส่งจะอยู่ที่ 40-44 บาท/กก.จากราคาเดิมประมาณ 32 บาท/กก. ข้าวสาร (หอมมะลิ) ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาท/กก. โดยเฉลี่ยราคาข้าวสารเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากราคาเดิม “เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฟ้าฝนดีมากชาวบ้านนำข้าวออกมาขาย เมื่อถึงเดือกรกฎาคมชาวบ้านเริ่มชะลอขาย กระทั่งแล้งหนักก็ไม่ขายเลย ขณะที่ราคาข้าวก็สูงมากโรงสีจึงไม่มีการสต๊อกข้าวไว้และไม่มีของเลย เป็นภาวะที่มีข้าวน้อยมากในรอบชีวิตเลย ตอนนี
