ธ.ก.ส.
นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ที่เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในอัตรา ไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกร 150,000 ราย พื้นที่ 2.25 ล้านไร่ โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือตามโครงการไปแล้ว จำนวน 149,949 ราย เป็นเงิน 2,025.02 ล้านบาท พื้นที่ 1.35 ล้านไร่ คิดเป็น 99.96% นายศรายุทธ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เห็นชอบในการเพิ่มเป้าหมายในโครงการดังกล่าว ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม อีก 99,918 ครัวเรือน พื้นที่ 0.9 ล้านไร่ เป็นเงิน 1,348.87 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. ได้เร่งดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งเกษตรกรสามารถมาเบิกรับเงินได้ตั้งแต่ วันที่ 27 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพ
ธ.ก.ส. เคาะออกสลาก 20 บาท ถูกสุดในประวัติศาสตร์ วงเงินรวม 5 พันล้านบาท หวังขายคนรายได้น้อยและเกษตรกร ให้เลิกเล่นหวยใต้ดิน ซื้อสลากฯ เก็บเป็นเงินออม อายุสลาก 3 ปี รวม 36 งวด รางวัลใหญ่ 1 ล้านบาท ปีละ 2 ครั้ง นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะโฆษก ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ได้เห็นชอบให้ธนาคารออกสลากออมทรัพย์ชุดเกษตรยั่งยืน ราคาหน่วยละ 20 บาท วงเงินรวม 5 พันล้านบาท สำหรับจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อยได้ซื้อไว้เก็บออมและลุ้นรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อต้องการนำไปทดแทนการซื้อหวยใต้ดินของผู้มีรายได้น้อย โดยจะเริ่มขายตั้งแต่ วันที่ 5 มิ.ย. 2562 ซึ่งตรงกับวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดจองแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile “สลากออมทรัพย์ครั้งนี้ นับเป็นสลากที่ ธ.ก.ส. ทำออกมาราคาถูกสุดนับตั้งแต่เคยมีมา เพราะต้องการให้เข้าไปสู้กับหวยใต้ดิน เนื่องจากผลศึกษาพฤติกรรมการออมและการซื้อหวยของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่นิยมซื้อครั้งละ 10-20 บาท เยอะสุด จึงได้นำผลมาวิเคราะห์
ธ.ก.ส. สกลนคร เดินหน้าเร่งจ่ายสินเชื่อเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตามโครงการสานพลังประชารัฐของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการมีทุนเพาะปลูกทันการผลิตใน ธ.ค. นี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่เทศบาลตำบลเหล่าปอแดง อ.เมือง จ.สกลนคร นายสุภาษิต ศุภวุฒิ ผอ.สนง. ธ.ก.ส. สกลนคร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สนง. เกษตรจังหวัดสกลนคร ชลประทาน พบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจต่อเกษตรกรในพื้นที่ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตามโครงการสานพลังประชารัฐและมอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นายสุภาษิต กล่าวว่า โครงการนี้ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อโดยแบ่งเป็น 3 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา เพื่อให้เกษตรกรเป็นทุนหมุนเวียนในการผลิตและจัดหาปัจจัยการผลิตผ่านบัตรเกษตรสุขใจ โดยผู้ขอสินเชื่อจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และมีความประสงค์ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในวงเงิน ไร่ละไม่เกิน 2,000 บาท พื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ วงเงินกู้ รวมไม่เกิน 30,000 บาท ต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด ร้อยละ 0.1 ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในปี 2561 ธนาคารได้ออกมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรตามนโนยบายของรัฐบาล โดยได้ออกสินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตรกรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท อายุโครงการ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4% เป็นเวลา 3 ปี เริ่มปล่อย 1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2564 ต่อเนื่องมาจากโครงการเกษตร 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี ที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการมา 3 ปีก่อนหน้านี้ คาดว่าสิ้นปีบัญชีเดือนมี.ค. 2561 จะปล่อยกู้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7.2 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ถึง 6 หมื่นราย ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 0.29% อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่จะมีการปรับขยายวงเงินสินเชื่อจากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท เนื่องจากมีสหกรณ์และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรกรบางรายมีศักยภาพที่จะกู้ได้ โดยโครงการที่ผ่านมามีผู้กู้เต็ม 10 ล้านบาท ถึง 100 ราย ในจำนวนนี้มาขอกู้เพิ่มในโครงการใหม่ นายอภิรมย์ กล่าวว่า ธนาคารยังเตรียมวงเงินเชื่อ 4.5 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับรัฐบาล 3.9 ล้านคน ซึ่งตอนนี้มีเกษตรก
ที่จ.จันทบุรี นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. ดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการดำเนินงานตามมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนี้ ธ.ก.ส. วางแผนตั้งแต่การประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย จ้างลูกจ้างเข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการแต่งตั้งผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (AO) คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ติดตามการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งประสานความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กองทุนหมู่บ้าน เพื่อเปิดจุดบริการถึงในชุมชนให้กับผู้มีรายได้น้อยได้รับความสะดวกและประหยัด ค่าใช้จ่าย จัดตั้งห้องวอร์รูม และคอลเซ็นเตอร์ เพื่อติดตามรายงานผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ ธ.ก.ส.สาขาร่วมกับ ปรจ.(ทีมหมอประชารัฐสุขใจ) เข้าไปพบปะผู้มีรายได้น้อยทุกราย โดยกำหนดแผนในแต่ละพื้นที่ เริ่มช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จัดทีมลงพื้นที่สัมภาษณ์เป็นรายบุคคลเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพ
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา จำนวนทั้งสิ้น 2 โครงการ ประกอบไปด้วย 1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ให้แก่สถาบันเกษตรกรรวบรวมยาง โดยมีเป้าหมายการจ่ายเงินกู้วงเงิน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาการดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 อัตราดอกเบี้ย MLR-1 ปัจจุบัน เท่ากับ 4 % รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร 3 % สถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% กำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ซึ่งปัจจุบันธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 6,200 ล้านบาท และ 2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร กู้เพื่อเป็นค่าลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่า เป้าหมายการจ่ายเงินกู้ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 โดยเงินกู้ค่าลงทุนคิดดอกเบี้ย ในอัตราMLR-1.5 ปัจจุบัน เท่ากับ 3.5% รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร 3 % โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์และรัฐบาลจะช่วยรับภาระดอกเบี้ยอีก0.49 % สถาบันเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยในอ
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กันยายน2560 ห็นชอบให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการมอบเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2560/61 ที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในอัตราไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกินรายละ 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 12,000 บาท โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือกว่า 3.9 ล้านราย คิดเป็นงบประมาณกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรกำลังเร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเพื่อนำไปจำหน่าย ธ.ก.ส. จึงได้วางเป้าหมายที่จะโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 ยกเว้นในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่ผลผลิตออกช้า คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2561 โดยปัจจุบันจ่ายไปแล้ว 781,896 ราย เป็นเงิน 7,021 ล้านบาท นายอภิรมย์กล่าวว่า นอกจากโครงการดังกล่าว ธ.ก.ส.ยังได้เร่งดำเนินงานโครงการอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการรักษาเสถียรภ
นายนุกูล ปาระชาติ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เตรียมเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมถึงเงินช่วยค่าเก็บรักษาและปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือกเพื่อรอราคา โดยในส่วนของมาตรการสินเชื่อเริ่มอนุมัติสินเชื่อให้เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรแล้ว คาดว่าเม็ดเงินกว่า 80% จะทยอยเบิกจ่ายได้ภายในปีนี้ แยกเป็นโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/61 เพื่อเก็บรักษาข้าวเปลือกไว้ที่ยุ้งฉางของตนเอง กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ในอัตรา 90% ของราคาตลาด ตามชนิดข้าวเปลือก ทั้งนี้ แยกเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาตันละ 10,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,200 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี1 ตันละ 8,500 บาท กำหนดวงเงินกู้สำหรับเกษตรกรสูงสุดรายละไม่เกิน 3 แสนบาท สหกรณ์การเกษตรไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกร ไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ยจากผู้กู้ เนื่องจากรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยแทนผู้กู้ทั้งหมดคิดเป็น
ธ.ก.ส.โชว์ผลประกอบการครึ่งปีฟันกำไรเกือบ 6 พันล้าน คาดทั้งปีอาจได้ 9 พันล้าน ครึ่งปีหลังจ่อปล่อยสินเชื่อช่วยมัน ข้าว ข้าวโพด คาดทั้งปีปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่ต่ำกว่า 8.6 หมื่นล้าน เร่งแก้หนี้นอกระบบ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปีบัญชี 2560 (1 เมษายน-30 กันยายน 2560) ธ.ก.ส. มีกำไร 5.84 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อนที่มีกำไร 5.23 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชี และคาดว่าในปีบัญชีนี้มีกำไรตามเป้าหมายที่ประมาณ 9 พันล้านบาท นอกจากนี้ สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ 17,843 ล้านบาท ส่งผลยอดรวมของสินเชื่อคงค้างเป็น 1.29 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวจากบัญชีผ่านมา 1.40% คาดว่า สินเชื่อครึ่งปีบัญชีหลังจากปล่อยได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ตรงกับฤดูกาลเพาะปลูก โดยได้เตรียมสินเชื่อสินค้ามันสำปะหลังวงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท สินเชื่อบริหารจัดการข้าว 1.25 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อผู้ปลูกข้าวโพดอีก 7.5 พันล้านบาท โดยมั่นใจว่าตลอดทั้งปีบัญชี ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อตามเป้าหมาย 86,000 ล้านบา
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปี 2559/60 เพิ่มเติมจากมติครม. เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2560 ส่งผลให้เกษตรกรประสงค์เข้าร่วมโครงการที่ไม่เป็นเอ็นพีแอล 260,389 ราย เป็นเอ็นพีแอล 13,951 ราย รวม 274,340 ราย จากมติครม. รอบแรกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่เป็นเอ็นพีแอล 212,850 ราย เป็นเอ็นพีแอล 9,150 ราย รวม 222,000 ราย โดยเพิ่มงบประมาณอีก 859.50 ล้านบาท จาก 1,965.50 ล้านบาทต่อปี รวม 2 ปี เป็น 3,931 ล้านบาท เป็น 2,395.25 ล้านบาทต่อปี รวม 2 ปี เป็น 4,790.50 ล้านบาท ทั้งนี้ การที่ ครม. มีมติเพิ่มเติมความช่วยเหลือ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายจากอุทกภัย มีรายได้ลดลงมากกว่า 50% หรือเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นในส่วนของเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 47,539 ราย และเป็นเอ็นพีแอล 4,801 ราย รว
