ประมง
การเพาะเลี้ยงปลาปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่เห็นและนิยมกัน คือ การเพาะเลียงในบ่อดินขนาดใหญ่ ในกระชังริ่มแม่น้ำ บ่อซีเมนซ์ และอื่นๆ (เชิงพานิชย์) ซึ่งการเพาะเลี้ยงตามที่กล่าวมา สามารถควบคุมปริมาณ น้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถเร่งการเจริญเติบโต ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายทำเงินไว้กว่าการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ คุณพรปวีร์ แสงฉาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับการทำนาในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม เหมาะที่จะเพาะเลี้ยงปลามากว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่พร้อม เพียงเปิดน้ำเข้าบ่อก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้แล้ว ประจวบเหมาะในช่วงนั้นทางญาติฝ่ายแม่เลี้ยงกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นได้สัมพัสและศึกษาวิธีการเลี้ยงจนเกิดความชำนาญระดับหนึ่ง ซึ่งในช่วงขณะนั้นเอง ก็มองและศึกษาตลาดไปพร้อมกัน มองว่าตลาดต้องการปลาอะไร ไซด์ไหน เพื่อที่จะได้ผลิตให้ตรงกับตลาดและผู้บริโภค ธรุกิจเพาะเลี้ยงปลาของคุณพรปวีร์มีทั้งหมด 2 แบบ ด้วยกัน คือการเลี้ยงในบ่อดินทั่วไป 150 ไร่ และการเลี้ยงปลาผสมผส
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้จัดส่งพนักงานตรวจแรงงานไปประจำ ณ ศูนย์การแจ้งเรือเข้าออก (Port in – Port out) หรือ PIPO ซึ่งตั้งอยู่ใน 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวม 85 ศูนย์ ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงให้พนักงานตรวจแรงงานที่ประจำศูนย์การแจ้งเรือเข้าออกทั้ง 85 ศูนย์ สามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้กำชับให้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการตรวจแรงงานในกิจการประมงทะเล และต่อเนื่องประมงอย่างเคร่งครัด “มุ่งเน้นประเด็น 3 สำคัญ คือ ต้องตรวจเอกสารประจำเรือทุกลำ อาทิ สัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง เป็นต้น การสัมภาษณ์นายจ้าง ลูกจ้าง จะต้องแยกสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง รวมทั้งตรวจสภาพความเป็นอยู่ในเรือด้วยว่ามีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล อาหาร น้ำ ยารักษาโรคเพียงพอหรือไม่ นอกจาก
นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรังยังคงเข้มงวดการดำเนินการตามแผนการบูรณาการตรวจคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล บริเวณน่านน้ำทะเลตรัง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นการคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล ตามนโยบายของรัฐบาล “เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ออกตรวจสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน และการค้ามนุษย์ ด้านแรงงานในเรือประมงทะเล และกิจการที่เกี่ยวข้องในน่านน้ำทะเลตรัง อ. กันตัง เรียกตรวจเรือประมงพาณิชย์ ขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอส ขึ้นไป ซึ่งไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ได้มีการทำความเข้าใจกับนายจ้าง/ผู้ประกอบการ ถึงกฎกระทรวงแรงงานว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล พร้อมกำชับการนำไปปฏิบัติต่อแรงงานให้ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ ในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และคงความเป็นมาตรฐานที่ยั่งยืน” นายชัชวาล กล่าว ด้าน นพ. บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จากมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้เร่งรัดการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ทางสำนักงานสาธารณสุขจ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมประมงได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2561-2562 โดยที่ประชุมได้มีมติหกำหนดวันการจับปลาทั้ง 3 ระดับ คือ ประมงหน้าดิน ประมงผิวน้ำ และประมงกะตัก บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเพิ่มจำนวนวันการทำประมงจากรอบปี 2559-2560 ประเภทละอีก 20 วัน แยกเป็น ฝั่งอ่าวไทย ทำประมงหน้าดินปี 2561-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 220 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี 2561-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 220 วัน และประมงกะตัก ปี 2561-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 235 วัน ขณะที่ฝั่งอันดามัน ทำประมงหน้าดินปี 2561-62 จำนวน 270 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 250 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี 2561-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 235 วัน และประมงกะตัก ปี 2561-62 จำนวน 225 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 205 วัน ทั้งนี้ เรือประมงพาณิชย์สามารถรับใบอนุญาตการทำประมงที่กำหนดรอบวันทำประมงรอบปี 2561-2562 ได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ 22 จังหวัดชายทะเลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (16 มี.ค. 2561) เป็นต้นไป ซึ่งใบอนุ
อียู รุกไทยหนักด้านปัญหาแรงงานประมง จ้างองค์การแรงงานระหว่างประเทศวิจัยโครงการสิทธิจากเรือสู่ฝั่งในแรงงานเรือประมงและอุตสาหกรรมอาหารทะเล 11 จังหวัด ระบุ 1 ใน 3 ของแรงงานได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และ 1 ใน 4 ค่าจ้างบางส่วน มีการจ่ายล่าช้าเป็นเวลาหลายเดือน รายงานข่าวจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เปิดเผยว่า จากรายงาน ILO พบว่า ทั่วโลกมีการใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ โดยปี 2559 มีแรงงานเกือบ 25 ล้านคน ถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาสในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และ 1 ใน 10 ของแรงงานเหล่านี้ ทำงานในอุตสาหกรรมการประมงและการเกษตร ดังนั้นเพื่อยุติการใช้แรงงานบังคับในอุตสาหกรรมการประมงและอาหารทะเล องค์การ ILO จึงได้ตั้งโครงการวิจัยสิทธิจากเรือสู่ชายฝั่งขึ้นในไทย โดยสหภาพยุโรป (อียู) เป็นผู้ว่าจ้างวิจัย ทั้งนี้มีการออกแบบสอบถามแรงงานดังกล่าวใน 11 จังหวัดชายทะเลของไทย จำนวน 434 คน ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปีที่ผ่านมา และจะมีการวิจัยอีกครั้งในปี 2562 ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า กรณีการทำร้ายร่างกายมีน้อยลง การจ้างแรงงานอายุน้อยกว่า 18 ปี มีน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 1 แรงงานข้ามชาติกว่าร้อยละ 43 มีสัญญาว่าจ้างที่เป็นลาย
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน กรมประมงประกาศปิดอ่าวไทยในช่วงให้ฤดูปลาที่มีไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี แต่ทั้งนี้ เพื่อให้การปิดอ่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี 2561 ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปิดอ่าวใหม่ จากเดิมที่จะประกาศห้ามใช้เครื่องมือบางชนิดในพื้นที่โดยรวมของ 3 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ซึ่งพบว่าการดำเนินการไม่ได้ผล ปริมาณสัตว์น้ำที่วัดจากปลาผิวน้ำ โดยเฉพาะปลาทู มีปริมาณน้อยมาก ปี 2560 ได้เริ่มทดลองเปลี่ยนรูปแบบการปิดอ่าวใหม่ให้สอดคล้องกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ประมง ได้แบ่งปิดอ่าวออกเป็น 4 ช่วงตามแหล่งอาศัยของช่วงวัยของปลา พบว่าประสบผลสำเร็จปลาทูมีปริมาณเพิ่มขึ้น ดังนั้นในปี 2561 นี้ จึงประกาศการปิดอ่าวในรูปแบบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ คือ เขตที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่เขาตามอง ตั้งแต่ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ 15 ก.พ.-15 พ.ค. รวม 90 วัน ซึ่งเป็นช่วงการวางไข่ เขตที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่จากเขาตามองจนถึง อ.หัวหิน
นับตั้งแต่สหภาพยุโรป (อียู) มีมติให้ใบเหลืองไทย โดยแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 ด้วยเหตุผลยังไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลายด้านที่อียูต้องการ เช่น การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการจัดการด้านการประมงของไทยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของอียู ไทยมีสิทธิเจอใบแดง ถูกสั่งห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลไทยเข้าไปจำหน่ายในตลาดอียู รัฐใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแก้ IUU ทำให้รัฐบาลไทยต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เร่งด่วน ทั้งออกพ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไขปี 2560 ออกกฎระเบียบข้อบังคับตามมาเกือบ 300 ฉบับ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการใช้ดุลพินิจพิจารณาการกระทำผิด แม้จะเป็นโทษเล็กน้อย แต่มีบทลงโทษรุนแรงในหลายเรื่อง ขณะเดียวกับก็ขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลกระทบประมงไทยในวงกว้าง EU กดดันเร่งลงโทษผู้ฝ่าฝืน ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลไทยจะออกกฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อย่างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถตรวจสอบได้จริง ปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมายได้รับการแก้ไขจน
ชาวประมงพังงารวมตัวยื่นหนังสือให้รัฐบาลผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายบุญชู ใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นายส้าหนี นาวีว่อง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านปลากะตักเกาะยาว เครือข่ายกลุ่มประมงพื้นที่พังงา ประมงพาณิชย์และชาวประมงพื้นบ้าน รวมตัวกันที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา เพื่อยื่นหนังสือผ่านนายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ต่อยังกรมประมง และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เรียกร้องเกี่ยวกับการประมงดังนี้คือ 1.การแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมายจนบางครั้งชาวประมงเตรียมตัวไม่ทัน ออกกฎหมายโดยที่ชาวประมงไม่ได้มีส่วนร่วม หรือไม่รับฟังเสียงคัดค้านหรือข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ฟังแต่เสียงนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ไม่ครบด้าน ทำให้การประกาศบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาต้องกลับไปแก้ไข 2.การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปทำให้ชาวประมงบางคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว โทษการยึดเรือ ยึดใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวที่เป็นมรดกตกทอดกันมา หากรัฐยึดเอาไปก็เหมือนซ้ำเติมให้หมดทางทำมาหากิน เพราะบางคนมีความรู้น้อย ทำประมงมาตลอดทั้งชีวิตให้กลับไปทำอย่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน นายดำรงค์ แดงโชติ ตัวแทนครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำชาวประมงพื้นบ้านกว่า 500 คน จาก อ.บางสะพานน้อย อ.บางสะพาน อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี และ อ.เมือง เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมป้ายข้อความคัดค้านประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉบับใหม่ที่มีผลกระทบกับการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน จากนั้นได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากประกาศฉบับใหม่มีข้อห้ามที่ส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพ พร้อมยื่นข้อเสนอให้กรมประมง และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาอนุญาตให้เรือประมงพื้นบ้านขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสประกอบอาชีพได้ จากการใช้อำนาจของคณะกรรมการประมงจังหวัด ในการบริหารจัดการในเขตน่านน้ำของจังหวัด และให้ทบทวนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง การกำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีทำการประมง และพื้นที่ทำการประมง ที่ห้ามทำการประมงจับสัตว์น้ำในเขตพื้นที่ประมงชายฝั่ง 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อีก 60 วัน นับจากวันที่ออกประกาศเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากประกาศฉบับใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาของประมงพื
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีจ้างแรงงานประมงเป็นแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท และจ่ายผ่านทางธนาคาร เพื่อดึงดูดให้คนไทยหันกลับมาทำงานประมง ว่า งานภาคประมงเป็นงานที่ลำบากกว่างานบนบก ดังนั้น เมื่อค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างบนบก คนจึงไม่นิยมทำกัน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แม้แต่คนต่างด้าวก็จะเลือกไปทำงานบนบก เพราะงานสบายกว่า ค่าจ้างสูงกว่า จึงเป็นที่มาของการจ้างงานแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท ซึ่งหากเฉลี่ย 30 วันก็ตกวันละ 400 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำคือวันละ 300 บาท จึงถือว่าเป็นอัตราค่าจ้างที่สูง จึงน่าจะสามารถดึงดูดให้คนหันมาสนใจแรงงานภาคประมงได้มากขึ้น ที่สำคัญคือจ่ายแบบเงินเดือนผ่านทางธนาคาร เพราะลูกจ้างกลับขึ้นบกก็สามารถกดเอทีเอ็มเพื่อรับเงินได้เลย “สมัยอดีตคนอีสานเข้ามาทำงานภาคประมงกันมาก เนื่องจากค่าจ้างสูงกว่าการทำงานบนบก เช่น ลงเรือ ค่าจ้างอยู่ประมาณ 300 บาท ส่วนบนบกประมาณ 150 บาท แต่งานบนบกมีการพัฒนามากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ค่าแรงก็เพิ่มขึ้น จนมาทัดเทียมกันกับแรงง
