ปลาดุก
คุณขาว เสมอหัต คุณขาว เสมอหัต อยู่บ้านเลขที่ 58/3 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีอาชีพหลักทำนาด้วยราคาข้าวที่ผลิตได้ไม่แน่นอน จึงได้หาอาชีพเสริมเข้ามาช่วย คือการเลี้ยงปลาดุก โดยใช้บ่อน้ำที่มีอยู่เดิมจากการขุดไว้ใช้ภายในสวน มาเลี้ยงปลาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น พร้อมทั้งใช้เหยื่อสดต้นทุนต่ำมาเป็นอาหารให้ปลากิน ทำให้ปลาเติบโตดีตลาดต้องการ จำหน่ายได้ราคา คุณขาว เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ประกอบสัมมาอาชีพมาถึงปัจจุบัน รายได้หลักของครอบครัวคือเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยยึดการทำนามานานหลายสิบปี แต่ด้วยบางปีราคาข้าวที่ได้ไม่แน่นอน จึงเกิดความคิดที่อยากจะเสริมรายได้ เห็นบ่อน้ำที่อยู่บริเวณบ้านว่างอยู่ ทำให้ตัดสินใจที่จะเลี้ยงปลาเข้ามาเสริม จึงได้ศึกษาเรื่องการเลี้ยงปลาดุกจากเพื่อนบ้าน และซื้อลูกพันธุ์มาทดลองเลี้ยงในบ่อของตนเอง จนประสบผลสำเร็จและเกิดรายได้ดี อาหารที่ได้จากโครงไก่นำมาบด “สาเหตุที่เรามีบ่อน้ำอยู่ ก็เพราะสมัยก่อนต้องการดินมาถมที่ เลยได้ขุดบ่อน้ำไว้ และมีน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรในบริเวณสวนของเรา ทีนี้ต้องการมีอาชีพเสริม เลยมองว่าหากมีการนำปลามาเลี้ยงและจัดการเป็นระบบที่ดี
คุณดอกรัก สุคนที ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง “สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณดอกรัก บอกว่า การเลี้ยงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ปลาที่เล
เมื่ออดีตที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบทางสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาน้ำจืดขาดแคลน น้ำเค็ม น้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรม ในหลายพื้นที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ ถึงปลูกได้ก็ให้ผลผลิตน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของพระองค์ จึงมีพระราชดำริจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเน้นแก้ปัญหาน้ำ พื้นที่ทำการเกษตร พัฒนาสิ่งแวดล้อม คมนาคม การสื่อสาร สวัสดิการ และส่งเสริมอาชีพให้กับคนในชุมชน โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกินให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์สร้างอาชีพใหม่ที่ก่อให้เกิดเป็นรายได้ให้กับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากมาย และหนึ่งในอาชีพที่เกิดขึ้นในชุมชน คือ การต่อยอดน้ำวัตถุดิบที่ในชุมชนมาแปรรูปเป็นสินค้าจำหน่ายสร้างรายได้เสริม ในพื้นที่บ้านท่าเตียน ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร มีหลากหลายอาชีพที่เกิดขึ้นมาหลังจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพร
ความร้อนที่เพิ่มองศามากขึ้น กินระยะเวลายาวนานกว่าปกติ จะทำให้ฤดูถัดไปเลื่อนออกไปหรือกระถัดใกล้เข้ามา ในช่วงรอยต่อฤดูฝนไปยังฤดูหนาว และตลอดฤดูหนาว เป็นอุปสรรคอย่างมาก สำหรับผู้เลี้ยงปลาสวยงามบางชนิด ที่ไม่ได้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ รอให้มีการตกไข่หรือมีน้ำเชื้อ จึงจะผสมเทียมได้ ซึ่งสภาพอากาศเย็น จะส่งผลให้ปลาไม่มีไข่หรือน้ำเชื้อ คุณสมชาย ต้นหิรัญมาศ ผู้พลิกชีวิตจากพนักงานขายอะไหล่ยนต์ จับฟาร์มปลาสวยงาม เป็นธุรกิจขายส่ง มานานเกือบ 30 ปี โดยเริ่มจาก “ความชอบ” เท่านั้น แม้ว่าคุณสมชาย จะชื่นชอบปลาคาร์พเป็นพิเศษ แต่ปลาคาร์พกลับเป็นปลาสายพันธุ์เดียว ที่ไม่มีเพาะเลี้ยงเพื่อขายสำหรับกลุ่มปลาสวยงาม ภายในฟาร์ม คุณสมชาย ให้เหตุผลว่า ปลาคาร์พ เป็นที่เข้าใจในวงการผู้เลี้ยงปลาสวยงามว่า เป็นปลาเปอร์เซ็นต์ หมายถึง ในจำนวนปลา 100 ตัว จะมีปลาที่ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ และได้ราคาดี เพียง 2 ตัวเท่านั้น ดังนั้น อีกจำนวน 98 ตัว ที่ได้จากการเพาะ ต้องทิ้ง หรือขายเป็นปลาตกเกรด ทำให้ได้ราคาไม่ดี ด้วยเหตุผลนี้ คุณสมชาย จึงไม่เลือกปลาคาร์พ ที่ชื่นชอบพิเศษ มารวมอยู่ในปลาสวยงามที่เพาะเลี้ยง เพื่อจำหน่ายด้วย “ธุรกิจปล
บ้านโงกน้ำ ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ และยังล้าหลังทั้งในด้านการศึกษาและการดำเนินชีวิต ชาวบ้านส่วนใหญ่ ยังมีรายได้น้อย แต่หลังจากที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำงาน และยึดหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่ ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ ผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งชาวบ้านรู้จักนำวัตถุดิบที่เหลือใช้ในท้องถิ่นอย่างมูลสัตว์มาทำปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นการลดต้นทุนการผลิต จนประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน บ้านโงกน้ำ ยังเป็นที่รู้จักในนามของปราชญ์ชาวบ้าน ในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ เรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แก่เกษตรกร ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีฐานการเรียนรู้ถึง 17 ฐาน เช่น การบริหารการจัดการกลุ่มออมทรัพย์ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก การทำปุ๋ยน้ำอีเอ็ม ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด แก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ การแปรรูปผลผลิตการเกษตร เป็นต้น โดยเฉพาะการทำปลาดุกร้าจากปลาดุกเลี้ยง ที่ชาวบ้านเลี้ยงครัวเรือนละ 500-800 ตัว ในบ่อพลาสติกข้างบ้าน นำมาแปรรูปขาย สร้างรายได้ และส่งจำหน่ายไปไกลถ
คุณประเทือง มานะกุล อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 3 ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ก็ได้ริเริ่มเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยเพื่อเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเขาด้วยเช่นกัน โดยเน้นการเลี้ยงแบบให้มีต้นทุนต่ำ จึงทำให้เมื่อเกิดสภาวะราคาตกลงที่ฟาร์มของคุณประเทืองก็ยังคงสภาพการเลี้ยงที่สร้างกำไรอยู่ได้ คุณประเทือง มานะกุล และภรรยา เน้นเลี้ยงให้อาหาร แบบประหยัดต้นทุน คุณประเทือง เล่าถึงเรื่องการเลี้ยงว่า ปลาดุกบิ๊กอุยเมื่อเทียบกับปลาบางชนิด ราคาที่จำหน่ายอาจไม่ได้สูงมากอย่างที่คิด ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุด โดยสิ่งที่ควรควบคุมคือเรื่องของต้นทุนอาหาร ถ้ามีการจัดการที่ดี ก็จะทำให้ได้ผลกำไรจากการเลี้ยงอย่างแน่นอน โดยขั้นตอนของการเตรียมบ่อนั้น คุณประเทือง บอกว่า จะใช้ปูนขาวหว่านให้ทั่วบริเวณก้นบ่อ จากนั้นใส่ขี้วัวลงไปในบ่อด้วย ถ้าหากเป็นบ่อเก่าไม่จำเป็นต้องใส่ขี้วัวเพิ่มลงไป โดยบ่อที่ใช้เลี้ยงจะมีขนาด 1 ไร่ ความลึกอยู่ที่ 2-4 เมตร ปล่อยปลาดุกบิ๊กอุยเลี้ยงอยู่ที่ 150,000 ตัว ต่อบ่อ การนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า “ช่วงแรกที่เลี้ยงจะให้อาหารกบกินก่อน เป็นอาหารเม็ดเล็
ปลาดุกบิ๊กอุย เป็นปลาลูกผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมียและปลาดุกเทศเพศผู้ ซึ่งการเพาะขยายพันธุ์เป็นไปได้ดี ลูกที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงทำให้เกษตรกรนำวิธีการผสมข้ามพันธุ์ไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย โดยลูกปลาที่เกิดจากคู่ผสมนี้ระหว่างปลาดุกทั้งสองนี้ทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่โดยทั่ว ๆไปชาวบ้านจะติดเรียกกันว่า บิ๊กอุย หรือ อุยบ่อ คุณชนชัย ปั้นทองสุข เกษตรกรคนเก่งชาวจังหวัดปทุมธานีเป็นหนึ่งคนที่ได้หันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยเป็นอาชีพหลัก อยู่ที่จังหัวดปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 160 ไร่ คุณชนชัย เล่าให้ฟังว่า เดิมตนประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาสืบทอดมาจากพ่อและแม่ เหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน แต่ทำมาระยะหนึ่ง ในชุมชนเริ่มปรับเปลี่ยนอาชีพ หาอาชีพเสริมเข้ามาทำควบคู่กับการทำนา เพราะกว่าต้นข้าวจะให้ผลผลิตได้ต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนการผลิตที่สูง ต้องหาอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เข้ามา และในขณะนั้นมีเพื่อนบ้านเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน แต่ละปีได้ผลผลิตดี ทำรายได้สูงในแต่ละรอบ จึงสนใจและทดลองเลี้ยงดู “เริ่มแรกผมเริ่
“วันชัย พูลเพิ่มพันธ์” ข่าวสด-นครปฐม พาไปลิ้มรส “ปลาดุกหลบน้ำ” ร้าน “ครัวอำไพรัตน์” พุทธมณฑลสาย 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม (ด้านถนนบรมราชชนนีฝั่งใต้ ใกล้ซอยถนนหัวม้ากระโดด) มี “อินทิรา บำรุงพืช” มือปรุงเจ้าของสูตรเผยเคล็ดลับจากก้นครัว วัตถุดิบมี ปลาดุกอุยสดๆ ย่างสุกจนมันหยดหอมยั่วน้ำลาย นำมาแกะเอาก้างออกแล้วสับหยาบ นำลงกระทะทอดในน้ำมันร้อนๆ ไฟแก่จนเหลืองกรอบ เอาขึ้นสะเด็ดน้ำมัน ก่อนเข้าเครื่องปรุง เครื่องปรุงประกอบด้วย พริกเหลือง พริกชี้ฟ้าเเดงซอยหยาบเฉียง กระเทียมไทย พริกขี้หนูสวนสับหยาบ น้ำตาลปี๊บเคี่ยว เกลือเเกง นำลงกระทะ ผัดคลุกเคล้าปรุงรสได้ที่นำขึ้นจานแต่งหน้ารองด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศสไลซ์ โรยหน้าด้วยกะเพราขาวทอดกรอบ เป็นเครื่องเคียง กลิ่นปลาดุกหลบน้ำของครัวอำไพรัตน์ หอมหวนยั่วน้ำลาย จากส่วนผสมของเครื่องปรุงสมุนไพรไทยร่วนกรอบ รสชาติกลมกล่อม เผ็ดแผ่วๆ สลับเค็ม-หวานปลายลิ้น กินได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือเป็นกับแกล้มกับเครื่องดื่มเป็นอาหารสมุนไพรรสแซ่บ กินได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่ นอกจากปลาดุกหลบน้ำเมนูขายดีแล้ว ครัวอำไพรัตน์ยังมีเมนูดีเด็ดรสแซ่บอีกกว่า 50 เมนู ให้ลิ้มลองด้วยราคาตลาดนัด รสชาติเหลาห
หลังจาก “มติชนออนไลน์” ได้นำเสนอข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับทางเลือกการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง นอกเหนือจาก “ปลาแซลมอน” ที่มีราคาแพง ยังมีปลาน้ำจืดไทย อย่าง “ปลาสวาย” โดยได้มีการเปิดเมนูปลาสวาย และความนิยมเพิ่มขึ้นนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า นอกจากปลาสวาย มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในการบำรุงสมอง บำรุงเส้นประสาทและสายตา ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยให้สมองทารกพัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังพบว่า โอเมก้า 3 ยังพบได้ในปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ก็มีเช่นกัน อย่าง ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลากราย สิ่งสำคัญ คือ แม้จะพบมาก แต่อย่าลืมว่าปลาเหล่านี้ก็มีไขมันอื่นๆด้วย ดังนั้น หากเรารับประทานมากจนเกินไปก็จะส่งผลต่อปริมาณไขมันอิ่มตัวเข้ามาด้วย ไม่ใช่แค่โอเมก้า 3 เท่านั้น ดังนั้น การรับประทานก็ต้องพอดี และต้องกินอย่างหลากหลาย ด้าน รศ.ครรชิต จุดประสงค์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำวิจัยเรื่อง “ปริมาณไขมันทั้งหมด กรดโอเมก้า 6 และกรดโอเมก้า 3 ใน
