พริก
เป็นพริกพื้นถิ่นของภาคใต้ ปลูกมากในจังหวัดพัทลุง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า พริกขี้หนูชัยบุรีพัทลุง พริกเดือยไก่ หรือ พริกบ้าน ราคารับซื้อสูง เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ สร้างรายได้เสริมให้มากถึงครัวเรือนละ 200,000 บาท ต่อการปลูกพริก 3-4 ไร่ แหล่งที่มา : คุณเรืองอุไร เพชรสังข์ จังหวัดตรัง โทรศัพท์ 081-928-1642
พริกพวง หรือ พริกช่อจีน มีรสเผ็ด ปลูกง่าย ติดผลดก เป็นช่อเป็นพวง ชูชันชี้ฟ้า เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ยังปลูกไม่มากนัก ลักษณะโดยทั่วไปเป็นทรงพุ่มไม่สูงมาก แต่มีลักษณะพิเศษ คือ จะออกผลเป็นช่อ ช่อละประมาณ 7-8 ผล ผลจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด พริกช่อ จะติดผลดกมาก เผ็ดร้อน เก็บผลได้นาน การดูแลง่าย ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ให้ปุ๋ยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ควรใช้ปุ๋ยชีวภาพ ส่วนโรคและแมลงพบน้อยมาก การขยายพันธุ์ ใช้วิธีเพาะเมล็ด ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ได้ต้นกล้า จากนั้นนำไปปลูกในวัสดุปลูกที่ประกอบด้วย ดิน แกลบ ขุยมะพร้าว ประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตได้
พริกหวาน ยังมีชื่อเรียกอื่นว่า พริกยักษ์ พริกระฆัง พริกตุ้มใหญ่ เป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระยะที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็ง แต่เปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างแน่นหนาในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร การปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต อยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส
สูง 0.5-1.5 เมตร ใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามหรือออกสลับ รูปใบหอก กว้าง 1-4 เซนติเมตร ยาว 2-8 เซนติเมตร ดอกสีขาว ออกเดี่ยวตามซอกใบและปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกห้อยลง เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 5 อัน ผลรูปทรงกระบอกยาว ปลายเรียวแหลม มักโค้งงอ ยาว 6-9 เซนติเมตร ผิวเป็นมันสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีแดง มีเมล็ดแบนสีนวลจำนวนมาก
เป็นไม้พุ่มตั้งตรง สูงประมาณ 1-4 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยว ออกจากลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบเป็นรูปไข่ ส่วนกว้างสุดอยู่ทางฐานใบและเรียวไปหาปลาย ผิวใบเรียบ ไม่มีขนดอก เป็นดอกเดี่ยว มีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ ดอกสีขาว 5 กลีบ มีจำนวนเกสรตัวผู้ 5 อัน ผลเป็นผลชนิดเบอร์รี่ แต่มีลักษณะยาวคล้ายฝัก ผลจะตั้งชี้ขึ้น รูปร่างและขนาดของผลเปลี่ยนแปลงไปตามพันธุ์ ส่วนมากผลมีขนาดเล็กแต่มีรสเผ็ดมาก สภาพอากาศและอุณหภูมิในแต่ละท้องถิ่นจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเผ็ดร้อนของพริกได้ ปัจจุบัน นอกจากสายพันธุ์พื้นเมืองแล้ว ยังมีการพัฒนาพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย
เป็นพริกที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์และคัดพันธุ์จากพริกจินดา ซึ่งมีลักษณะดังนี้ คือ ผลชี้ขึ้น ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงจัด ความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร เมื่อทำเป็นพริกแห้งจะให้พริกแห้งที่มีสีแดงเข้ม เป็นมัน เหยียดตรง ผิวเม็ดเรียบ ก้านผลค่อนข้างยาว และรสเผ็ดจัด ทรงต้นมีการแตกกิ่งดีประมาณ 3-5 กิ่ง ความสูงประมาณ 1.50 เซนติเมตร พร้อมกันนี้ยังมีการคัดพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์จนได้พันธุ์ืใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พันธุ์พริกห้วยสีทน ศก. 1 ให้ผลสุกสีแดงเข้ม พริกแห้งผิวเรียบมัน เก็บเกี่ยวผลสุก อายุ 120 วัน หลังปลูก ผลผลิต 1.0-1.5 ตัน/ไร่ ผลสด 1 กิโลกรัม ตากเป็นพริกแห้ง 0.43 กิโลกรัม แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ โทรศัพท์ 045-814-581
หรือ พันธุ์หัวเรือ ศก.25 เป็นพริกที่ให้ผลผลิตพริกสดและผลผลิตพริกแห้งสูงกว่าสายพันธุ์อื่น ผลสดมีสีแดงปนส้มเล็กน้อย ผลตรง ผลยาว 7 เซนติเมตร ผลกว้าง 0.95 เซนติเมตร ผลเล็ก เรียวกว่าพันธุ์หัวเรือ ศก.13 เล็กน้อย ความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-90 เซนติเมตร การเก็บเกี่ยวผลสุก 90 วัน หลังปลูก พริกขี้หนูพันธุ์นี้ ปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่จะต้องมีแหล่งน้ำที่ดีตลอดทั้งปี แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ โทรศัพท์ 045-814-581
หรือ พันธุ์หัวเรือ ศก.13 มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงกว่า 14% เมื่อบำรุงรักษาดีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 2,500-3,200 กิโลกรัม ผลสดมีสีแดงปนส้มเล็กน้อย ผลตรง ขนาดผลใหญ่ ผลยาว 7.8 เซนติเมตร ผลกว้าง 1.03 เซนติเมตร ขนาดของทรงพุ่มกะทัดรัด มีความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลางของต้น ประมาณ 80-90 เซนติเมตร มีอายุการเก็บผลผลิต 90 วัน หลังย้ายปลูก เป็นพริกขี้หนูที่มีความสม่ำเสมอของผล มีความยาวของผลประมาณ 7-8 เซนติเมตร ใช้รับประทานสดและทำเป็นพริกแห้งได้ดีมาก แหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ โทรศัพท์ 045-814-581
พริกที่คนไทยยุคก่อนต้องนึกถึง คือ พริกบางช้าง ที่ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยเป็นพริกที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาหารชาววังสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จะใช้พริกบางช้าง เพราะมีกลิ่นหอม สีสวยสด และรสชาติไม่เผ็ดมากนัก แต่ปัจจุบัน พริกบางช้าง ถูกลืมเลือนไป เพราะสภาพพื้นที่เปลี่ยน เป็นพริกสดที่มีโคนผลใหญ่ ปลายเรียว เนื้อหนา ไส้ใหญ่ เมล็ดน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัว ผิวเรียบมัน ผลอ่อนสีเขียวเข้ม ผลแก่สีแดงจัด รสชาติไม่เผ็ดมาก และพริกแห้งจะมีลักษณะผิวสีแดงเข้มมันเงา พริกสด มีเส้นผ่าศูนย์กลางผลกว้าง 1.9-2.5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร เนื้อหนา 2-3 มิลลิมเตร พริกแห้ง ผลิตจากพริกบางช้างสด นำมาตากแห้งขนาดผลเล็กกว่าพริกสด เนื้อค่อนข้างหนา มีแดง เข้มมันเงา หลังการหยอดเมล็ดพันธุ์ เป็นเวลา 90-110 วัน จึงเก็บเกี่ยวได้ แหล่งที่มา : สำนักงานเกษตรอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 034-381-124
พริกเหลือง พริกเหลืองเป็นหนึ่งในกลุ่มของพริกใหญ่ และมีความต้องการบริโภคพริกเหลืองของคนไทยยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเมื่อนำมาประกอบอาหารจะได้สีและรสชาติที่มีความหอมเฉพาะตัว ในบางช่วงราคาของพริกเหลืองที่มีวางขายในท้องตลาดจะสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันพันธุ์พริกเหลืองได้มีการพัฒนาสายพันธุ์กันมากขึ้นทั้งในส่วนงานราชการและเอกชน
