ภูมิปัญญาไทย
หากจะพูดถึงการทอผ้าไหมแล้ว ผ้าไหมคุณภาพที่มีมูลค่าสูงมีการผลิตอย่างไร ลองตั้งคำถามถึงกำลังผู้ผลิต หากเป็นเพียงชาวบ้านในหมู่บ้านสามารถทอผ้าไหมเเละตัดเย็บได้วันละหลายร้อยผืนได้จริงหรือ หลากหลายคำถามเกิดขึ้นเมื่อเราได้มีโอกาสไปเยือนถิ่นผลิตผ้าไหม ลวดลายบรรจง งดงาม ปรากฎผ่านผ้าไหมผืนยาวทำให้นึกถึงกระบวนการทอผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกว่า “คนทอต้องฝีมือประณีตเเละมีใจรักในงานที่ทำอย่างเเน่นอน” คุณยาย “ซ่อง จบศรี” วัย 88 ปี ชาวบ้าน ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท หมู่บ้านที่ทอผ้าไหมขายเป็นอาชีพ เริ่มต้นเล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ฟังว่า ทำอาชีพทอผ้าไหมขายตั้งแต่สมัยเป็นสาว เนื่องจากครอบครัวและคนในหมู่บ้านทำอาชีพนี้มาตั้งเเต่จำความได้ จนแต่งงานมีลูกก็สอนลูกให้ทอผ้าไหมขาย เมื่อเขาทอหมอนขายได้ ก็เป็นอีกช่องทางที่สามารถเพิ่มรายได้ให้เเก่ครอบครัว ซึ่งผ้าไหมเเต่ละผืนใช้เวลาทอประมาณ 1-2 เดือน (ขึ้นอยู่กับลายผ้าที่ลูกค้าต้องการ) ส่วนเรื่องราคาค่อนข้างสูงเเต่ละผืนมีราคาราว 10,000-100,000 บาทเลยทีเดียว คุณยายซ่อง เล่าย้อนอดีตให้ฟังเพื่อฉายภาพให้เห็นอาชีพทอผ้าไหม กิจกรรมทางเศรษฐกิจชุมชนที่มีมาอย่างยาวนานว
งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 6 : หัตถศิลป์ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาความเป็นไทย” 12-20 สิงหาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ครั้งที่ 6 : หัตถศิลป์ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาความเป็นไทย” โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมแถลงข่าว ณ ลานอเนกประสงค์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้า-สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทาง การตลาด OTOP ให้ผู้ประกอบการ มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-20 สิงหาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี…บุคคลในภาพ 1. นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (คนที่สี่จากขวามือ) 2. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (คนที่สี่จากซ้ายมือ) 3. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (คนที่สามจากขวามือ) 4. นายวิชา นิลเพชร์พลอย คณะทำงาน รมช.มท (คนท
เสวียนนั้นมีมาแต่ก่อนเก่าแล้ว ร้อยกว่าปีก่อนมีคนเห็นเสวียนตามไร่ สวน เรือกนา ทั้งบนบ้านเรือนมาตลอด คนก่อนเก่าใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสวียนน้อยใหญ่ใช้หลากประโยชน์ เรื่องสานไม้ไผ่นั้นทำกันเป็นทุกคน เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ไม้ไผ่ก็หาเอาหัวไร่ปลายนา ว่างจากงานในไร่นา พ่อบ้านก็จะนั่งลงสานเสวียน เริ่มจากเหลาไม้ไผ่สดเป็นเส้นหนาๆ แล้วสานขึ้นลงเป็นตะแกรงง่ายๆ จะแน่นจะหลวมแล้วแต่ชอบ เมื่อได้เป็นแผ่นสูงสักศอก ก็จะเอาไปขดล้อมต้นไม้ วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเอาไว้เก็บเศษใบไม้ใบหญ้าที่จะใช้ทำปุ๋ย จากนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไร จับได้อะไรที่จะเป็นปุ๋ย หรือกวาดใบไม้เศษหญ้าทุกเช้าก็เอาเทลงในเสวียน ใบไม้ใบหญ้าจะไม่ฟุ้งกระจาย ดินทรายที่ปะปนไปก็จะค่อยไหลออกจากร่องไม้ไผ่สาน เหลือแต่ใบไม้ใบหญ้านอนในนั้น หมักเข้านานวันก็เป็นปุ๋ยโอชาให้ต้นไม้ จะขนย้ายจากเสวียนไหนไปใส่เสวียนไหนก็ได้ คนสมัยก่อนเขาทำกันแบบนี้ เขาไม่กวาดมากองไว้ลวกๆ เขาไม่เผา แล้วเสวียนไม้ไผ่นั้น ผุพังไปก็เป็นปุ๋ยอยู่ดี วิถีชีวิตนี้ทำกันมาเนิ่นนานในล้านนา หรือกระทั่งในภาคอื่นๆ บ้านไหนไม่ค่อยมีแรงงานที่จะประจงสานเสวียนได้ละเอียด ก็ใช้ไม้ตอกเป็นหลักเข้า แล้วเอา
