ภูมิปัญญาไทย
คุณรุ่น ศรีทองแก้ว เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพทำแกระเกี่ยวข้าว เป็นอาชีพเสริมมากว่า 40 ปี โดยรับมรดกตกทอดมาจากพ่อของภรรยา ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีเพียงแห่งเดียวในภาคใต้ “ภาวะปัจจุบันอาชีพการผลิตแกระเกี่ยวข้าวค่อนข้างจะซบเซามาก ทั้งนี้เนื่องจากว่า ชาวนาส่วนใหญ่จะหันมานิยมใช้รถเกี่ยวข้าวแทนกันแล้ว” คุณรุ่น เล่าว่า เดิมนั้น คุณแสง ชูช่วย ซึ่งเป็นพ่อของภรรยา คือ คุณวิไลวรรณ ศรีทองแก้ว เป็นผู้ผลิตแกระเกี่ยวข้าวเพียงผู้เดียว ส่งขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ภายใต้ตราเคียวคู่ ต่อมาเมื่อคุณแสงถึงแก่กรรม ตนจึงได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดย 1 ปี ผลิตได้ประมาณ 1 แสนชิ้น ส่งขายตั้งแต่จังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยใช้แรงงานในครอบครัว ทั้งนี้ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะขายดีมาก จนต้องจ้างคนงานเข้ามาเสริม “ผมยึดอาชีพผลิตแกระเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม มากว่า 40 ปี ส่งขายตั้งแต่ อันละ 2 บาท ปัจจุบัน ส่งขายอันละ 15 บาท แต่มีผลิตน้อย ประมาณ ปีละ 10,000 อัน เนื่องจากว่าชาวนาส่วนใหญ่จะจ้างรถเก
เปิดแล้วอย่างยิ่งใหญ่ !! OTOP CITY Happy Market 2018 ตลาดแห่งความสุข กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชนจัดเต็ม 10 ความสุข ร่วมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมของขวัญของฝาก กว่า 20,000 รายการ ขานรับช็อปช่วยชาติ ลดภาษีได้ พร้อมจับมือททท. จัดแพ็คเกจทัวร์ท่องเที่ยวหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี ดึงคนสู่ชุมชน ภายใต้คอนเซ็ปต์ไทยเท่ สร้างรายได้หมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วันนี้ (16 ธค. 61) นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน OTOP City 2018 ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “OTOP City Happy Market 2018 : ตลาดแห่งความสุข” โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะทูตานุทูต และข้าราชการระดับสูงเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทย ในฐานะคณะอนุกรรมการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ปร
จังหวัดแพร่ 1 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหรือภูเขาสลับซับซ้อน จึงมีกลุ่มชาติพันธุ์หลายชนเผ่าอาศัยอยู่บนที่สูงเฉพาะกลุ่มเป็นชุมชน…มีจำนวน 8 ชาติพันธุ์ 1 ใน 8 คือ กลุ่มชาติพันธุ์มลาบรี หรือมละบรี อาศัยอยู่ใน 2 อำเภอ คือ อำเภอสอง ที่บ้านท่าวะ และอำเภอร้องกวาง บ้านห้วยฮ่อม ผมขอทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า แต่ก่อน เราอาจเคยได้ยินการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า ตองเหลือง บ้าง หรือผีตองเหลืองบ้าง ซึ่งชื่อดังกล่าวถูกเรียกโดยคนภายนอก จะด้วยความเข้าใจเอาเองหรือพูดต่อๆ กันไปก็ตามที แต่คนกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “มละ” การไม่เรียกชื่อ ตองเหลือง หรือผีตองเหลือง กับกลุ่มของเขาถือเป็นการให้เกียรติ ที่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเกริ่นนำก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ข้อมูลในเบื้องต้น และทำความเข้าใจกับ “ชนเผ่ามละ” (ในบทความนี้ผมขอใช้คำชนเผ่า (Tribo) ซึ่งหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีกำเนิดในท้องถิ่นนั้น มีวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ภาษาเป็นของตนเอง แม้เดิมทีชนเผ่ามละจะอพยพเคลื่อนย้ายมาจากสายะบุรี สปป.ลาว แต่ปัจจุบันตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งแล้ว) ว่าเขาคือคนไทย แม้จะอยู่ต่างถิ่นมีวิถี
“ ดินสอพอง” เป็นทรัพย์ในดินที่มีคุณค่าของจังหวัดลพบุรี ดินสอพอง เป็นดินขาว มีคุณสมบัติเป็นด่าง ไร้กลิ่น สมัยโบราณ ก่อนนำไปใช้งาน จะนำดินสอพองไปอบด้วยหม้อดิน เรียกว่า “สะตุ” เพื่อฆ่าเชื้อโรค คนโบราณนิยมทาดินสอพองตามร่างกายและใบหน้า เพื่อซับไขมันบนใบหน้า และป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย “ บาลารี สปา ” ร้านสปาขนาดกะทัดรัด ตั้งอยู่ถนนพระปิยะ ป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บริหารงานโดย คุณตวงภาคย์ วิไลเนตร หรือ “คุณอ้อม ” ได้นำผลิตผลทางการเกษตรมาดัดแปลงเสริมแต่ง เพื่อใช้ในกิจการส่งเสริมความงาม ถือเป็นภูมิปัญญาที่น่าสนใจแถมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเมืองลพบุรี ในรูป“ ผลิตภัณฑ์ สปา ” หลากหลายรูปแบบผู้คนที่เคยลองใช้ ต่างติดอกติดใจไปตามๆ กัน ปัจจุบัน ร้านสปาแห่งนี้ เปิดให้บริการดูแลผิวพรณเหมือนสปาทั่วไป โดยเปิดบริการอบ โอโซน สครับ นวดหน้ากดจุด มาสค์หน้า นวดอโรมา สครับผิว นวดเท้า นวดแผนไทย และมาสค์น้ำผึ้งดินสอพอง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของบาลารี สปา มีส่วนผสมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ที่เป็นสินค้าออแกรนิกส์ 100% ที่ผลิตจากภูมิปัญญาคนท้องถิ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ “ผลิตภัณฑ์บอดี้สคร
คุณตาวัย 77 ปี ปราชญ์ชาวบ้าน นักอนุรักษ์การจักสานตะกร้าและชะลอมจากทางปาล์มน้ำมันลดมลพิษและภาวะโลกร้อน มีรายได้จุนเจือครอบครัว มีลูกค้าทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด สั่งซื้อเพื่อนำบรรจุสิ่งของและเพื่อการจำหน่าย ตลอดจนเป็นจิตอาสาด้านวิทยากร ณ บ้านเลขที่ 35/3 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มี คุณตาสามารถ วรรณะพรหม วัย 77 ปี ปราชญ์ชาวบ้าน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นนักอนุรักษ์การจักสานตะกร้าและชะลอมจากทางปาล์มน้ำมัน เพื่อใช้บรรจุสิ่งของ แทนถุงพลาสติก ลดภาวะ มลพิษ และภาวะโลกร้อน มีรายได้จุนเจือครอบครัว เดือนละไม่ต่ำกว่า 7,500 บาท คุณตาสามารถ บอกว่า ตนเองมีความถนัดในการจักสานตะกร้าและชะลอม มายาวนานกว่า 15 ปี หลังจากย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดระนอง มาอยู่ในที่อยู่ปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ได้เห็นทางปาล์มน้ำมันในสวนใกล้ๆ บ้านซึ่งเป็นของชาวบ้านหรือเอกชนซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าของสวนจะมีการตัดแต่งทางปาล์มของต้นปาล์มน้ำมัน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต ทางปาล์มที่ถูกตัดจะถูกนำมากองไว้ใกล้โคนต้น ตนเองจึงได้ความคิดในการเอาแกนกลางของทางปาล์มน้ำมันที่ตัดสดๆ มาจักสานเป็นตะกร้าและชะ
ลายไทย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติ ลวดลายที่ปรากฏและรู้จักกันโดยทั่วไป เช่น ลายก้านต่อดอก ลายกระจังใบเทศ ลายเปลว ลายประจำยาม และลายกนก เป็นต้น แต่ละลวดลาย ปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง และลวดลายแกะสลักตามโบราณสถานต่างๆ มากมาย การสลักลวดลายเราต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือสลักลวดลายมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับประเภทงาน สำหรับไม้เนื้ออ่อนๆ เรามี สิ่วแกะสลัก เมื่อก่อนช่างคงต้องนำเหล็กมาตีขึ้นรูป แต่งรูปร่างออกมาใช้กันเอง แต่ปัจจุบันมีโรงงานทำออกมาขายโดยทั่วไป ราคาถูก แพง ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่นำมาผลิต ลักษณะของ สิ่วสลักลาย แต่ละอันมีด้ามเหมือนกัน ความยาวของตัวใบมีดใกล้กัน ต่างกันเพียงคมหน้าสิ่ว มีทั้งคมแบนเหมือนสิ่วทั่วไป มีหน้าโค้งมน มีหน้าเป็นมุมฉาก และมีหน้าเล็ก ใหญ่ สาเหตุที่มีหลายรูปร่างหน้าตา เพราะว่าต้องการให้เหมาะสมกับการใช้งานประเภทต่างๆ อย่างครอบคลุม ถ้าลายที่,uลักษณะโค้ง ก็ใช้สิ่วหน้าโค้งสลัก ถ้าต้องการใช้สลักเส้นลายตรงก็ใช้สิ่วหน้าแบนออกมาสลัก ถ้ามีเส้นหักมุมก็นำเอาสิ่วหน้าหักมุมเป็นรูปมุมฉากออกมาใช้ เป็นต้น การเลือกใช้หน้าสิ่วเหมาะสมกับงาน นอกจากจะทำให้มีความรวดเร็วในการทำงานแ
มิตรสหายกำนัลเนื้อหมูป่าจากปักษ์ใต้มาให้ เป็นเนื้อส่วนที่มีมันน้อยและหนังหนาแข็ง เลยชวนให้นึกถึงกาพย์เห่เรือของรัชกาลที่ 2 บทนี้ขึ้นมา “เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงขั้วส้มใส่ระกำ ชะรอยแจ้งแห่งความขำ ซ้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอมฯ” หมูป่าเดี๋ยวนี้เกือบทั้งหมดเป็นหมูเลี้ยง ส่วนสมัยก่อนตอนที่ยังเป็นหมูจากป่าจริงๆ คงเป็นของดีที่ไม่ได้กินบ่อยนัก ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เขียนหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ.2452) บอกไว้ในสูตร “แกงหมูป่าขั้วส้ม” ว่า “..เมื่อยิงได้แล้ว พวกพรานมักเผาเสียทั้งตัว ขูดขนจนหมดหนังขาว แล้วจึงเอาเข้ามาตัดขายเปนขาๆ” และเวลาแกงนั้น “ต้องเคี่ยวน้ำหางกะทิให้นานสักหน่อย เมื่อเห็นว่านุ่มดีแล้วจึงเอาขึ้นรวนผัดแกง..” ในสูตรของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ท่านใส่น้ำมะขามเปียก ลูกมะอึก และระกำ เพื่อปรุงรสเปรี้ยวตามปกติของแม่ครัวไทยโบราณ ที่มักตัดรสมันเลี่ยนของแกงกะทิด้วยรสเปรี้ยวของผักหรือผลไม้หอมๆ บางชนิด แต่ผมไม่มีลูกมะอึก แถมระกำเปรี้ยวๆ นั้นก็แสนหายาก แทบจะหายไปจากตลาดสดนานแล้ว (ถ้าจะมีบ้าง ก็คงเป็นตลาดแถบภาคตะวันออก) แต่เผอิญมีใบมะกอกอยู่หนึ่งถุงใหญ่ ก็เลยนึกถึงการรวมสูตรแกงคั่วกะทิหมูป่าเข้
ดอกบัวหลวงปกติใช้ไหว้พระ หรือตกแต่งประดับสถานที่ต่างๆ แต่พอนึกถึงเมนูที่จะนำมาทำอาหารกลับนึกไม่ค่อยออก เด็กๆ จากชุมชนริมคลองมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม บอกว่าบัวหลวงนั้นนำมาทำเป็นของกินเล่นหรือกินจริงจังได้หลายอย่างเลยทีเดียว “วันนี้มาเรียนรู้การทำเมี่ยงคำดอก บัวหลวงที่บ้านป้าแจ๋วค่ะ เครื่องเมี่ยงคำก็มีขิง มะนาว หอมแดง มะพร้าวน้ำหอมคั่ว ถั่วลิสงคั่ว พริกขี้หนู แล้วก็น้ำราด ส่วนที่สำคัญเลยคือกลีบบัวหลวง ป้าแจ๋วเลือกแล้วว่าเป็นบัวที่มาจากนาบัวปลอดสารพิษ ปลูกแบบอินทรีย์จริงๆ เลยกินได้แบบสบายใจค่ะ” น้องหนึ่ง ด.ญ.ศิริพร รักสนิท เล่าขณะช่วยป้าแจ๋วเตรียมเครื่องเมี่ยงคำ ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ชุมชน ริมคลองมหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม คึกคัก เพราะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ผู้คนนั่งเรือหางยาวแวะท่องเที่ยวตามจุดเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน สวนของ ป้าแจ๋ว จงดี เศรษฐอำนวย เป็นอีกจุดสำคัญ กิจกรรมไฮไลต์ของสวนป้าแจ๋วคือการนั่งรถอีแต๋นซิ่ง ชมสวนและนาเกษตร พอเพียง เมื่อกลับมาก็จะมีผลไม้ อาหารปลอดภัย เป็นของฝากของกินเล่นให้นักท่องเที่ยวจับจ่าย “ของเราทำรับรองว่าเป็นอินทรีย์และปลอดภัยจริงๆ ค
กรมหม่อนไหมโชว์สุดยอดนวัตกรรม กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิใบแรกของประเทศไทย พร้อมสไบไหมขัดผิวเคลือบคอลลาเจนจากน้ำทะเลลึก รีบชม ช็อปได้ในงานเกษตรแห่งชาติ 61 นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ปี2561ขึ้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการในงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0” ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหมได้นำนวัตกรรมที่น่าสนใจด้านหม่อนไหม มาจัดแสดงในโซนศาสตร์พระราชาด้านส่งเสริมอาชีพ โดยมีไฮไลท์คือ กี่ทอผ้าไหมแบบไม่ลอกกาว กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ และสไบไหมขัดผิวเคลือบคอลลาเจน ซึ่งตลอด 4วันที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก สำหรับกระเป๋าเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิเป็นผลงานการนำนวัตกรรมที่ผสมผสานต่อยอดจากกี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัติ โดยกรมหม่อนไหมร่วมกับกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์และ สวทช.เป็นผู้สนับสนุน โดยกี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัติเป็นกี่ทอผ้าที่ติดตัวระบบคลายเส้นยืน และม้วนเก็บผ้าได้เองในระหว่างการทอเช่นเดียวกับเครื่องทอผ้าในอุตสาหกรรม เป็นกี่ท
เมื่อวันที่ 29 กันยายน จากสถาณการณ์น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเป็นปัญหาที่จะต้องเผชิญ เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ แต่สำหรับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ใน ต.เขาแก้ว อ.สรรพยา จ.ชัยนาท สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยพวกเขานำข่ายลงวางดักจับปลาที่จะมีค่อนข้างชุกชุมในหน้าน้ำหลากแบบนี้ โดยชาวบ้านบอกว่าปลาที่หาได้ในแถบนี้จะเป็นปลาหมอและปลากระดี่ จะมีปลาหลดปลาตะเพียนติดมาบ้างเล็กน้อย ซึ่งปลาเหล่านี้เหมาะที่จะนำไปทำปลาร้าไว้รับประทานในหน้าแล้ง เพราะปลากขนาดเล็กอย่างปลากระดี่และปลาหมอ เมื่อแปรรูปเป็นปลาร้าแล้วจะมีรสชาติดีกว่าปลาชนิดอื่น และหากสามารถหาปลาได้มากชาวบ้านก็ยังมีรายได้จากการแบ่งปลาขายให้เพื่อนบ้านได้ด้วย ซึ่งชาวบ้านที่ออกหาปลาจะมากันเป็นกลุ่ม2-3ครอบครัวและจะปักหลักหาปลานอนค้างแรมกันในพื้นที่คราวละ2-3คืนเพื่อประหยัดค่าเดินทาง ซึ่ง1-2เดือนช่วงน้ำหลากถือว่าเป็นเวลาทองของพวกเขา ที่จะมีรายได้จากอาชีพเสริมแบบนี้ ที่มา : มติชนออนไลน์
